ส.ผู้ผลิตไก่เนื้อ มั่นใจปี 70 ส่งออกพลิกบวก 2% ‘ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้’ ตลาดทำเงิน
เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม นายคึกฤทธิ์ อารีปกรณ์ ผู้จัดการสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย เปิดเผยว่า ปี 2570 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมไก่ไทย โดยสมาคมคาดปริมาณส่งออกจะกลับมาเติบโตเป็นบวกประมาณ 2% หรือเพิ่มขึ้น 20,000-30,000 ตัน จากฐานการส่งออก 1.2 ล้านตันในปี 2569 ปัจจัยสนับสนุนจากการที่ตลาดจีนเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น รวมถึงโอกาสจากการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศคู่ค้าหลายแห่ง โดยเฉพาะการเจรจา FTA ไทย-เกาหลีใต้ หากสามารถบรรลุข้อตกลงลดภาษีนำเข้าเนื้อไก่ได้สำเร็จ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย เมื่อเทียบกับคู่แข่งรายอื่น อาจส่งผลให้ปริมาณการส่งออกไปเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว
รวมถึง FTA ไทย-สหภาพยุโรป เป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญ เนื่องจากยุโรปเป็นตลาดมีกำลังซื้อสูงและให้ความสำคัญกับมาตรฐานคุณภาพอาหาร สอดคล้องกับจุดแข็งของผู้ประกอบการไทย หากสามารถลดอุปสรรคทางภาษีและเปิดตลาดได้ ไทยจะมีโอกาสขยายส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มสินค้าพรีเมียมและสินค้ามูลค่าเพิ่มได้อย่างมีนัยสำคัญ
“ในโลกการค้าปัจจุบัน การแข่งขันไม่ได้วัดกันเพียงต้นทุนหรือปริมาณการผลิตอีกต่อไป แต่รวมถึงความสามารถในการเข้าถึงตลาดด้วยเงื่อนไขทางการค้าที่ได้เปรียบ ดังนั้น FTA จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือด้านนโยบายการค้า แต่กลายเป็นเครื่องมือพลิกเกมที่ช่วยสร้างโอกาสใหม่ให้อุตสาหกรรมไก่ไทยสามารถขยายตลาด ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และรักษาความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก” นายคึกฤทธิ์กล่าว
สำหรับปี 2569 เป็นปีแห่งความท้าทาย แต่อุตสาหกรรมไก่ไทย ยังคงมีรากฐานที่แข็งแกร่ง ทั้งด้านมาตรฐานการผลิต ระบบความปลอดภัยอาหาร ประสบการณ์การส่งออก และความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคทั่วโลก หากภาครัฐและภาคเอกชนเดินหน้าผลักดันการเปิดตลาดผ่านเอฟทีเอควบคู่กับการพัฒนาสินค้ามูลค่าเพิ่ม การบริหารต้นทุน และการสร้างนวัตกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน เชื่อว่า ไก่ไทยจะยังคงรักษาสถานะหนึ่งในสินค้าศักยภาพสำคัญของประเทศ และเป็นแรงขับเคลื่อนการส่งออกอาหารไทยในทศวรรษต่อไปได้อย่างมั่นคง โดยสมาคมคาดจะมีปริมาณส่งออกรวม 1.2 ล้านตัน ลดลง 5% เป็นครั้งแรก ซึ่งการส่งออกลดลงไม่ได้เกิดจากปัญหาการผลิตภายในประเทศ แต่จากปัจจัยภายนอก แม้ไทยเจออุทกภัยแต่ฟาร์มไก่เนื้อกระทบเพียง 2 ฟาร์ม เนื่องจากฟาร์มส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่สูงและมีระบบจัดการความเสี่ยงที่ดี
ส่วนปัจจัยมีผลต่อการส่งออก คือกลับมาของบราซิลในตลาดโลก หลังสถานการณ์โรคไข้หวัดนกคลี่คลาย การขยายกำลังการผลิตและส่งออกของจีนซึ่งมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า ตลอดจนข้อจำกัดทางการค้าในบางประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะตลาดจีนยังระงับการนำเข้าสินค้าจากโรงงานของไทยบางแห่ง ส่งผลให้ปริมาณการส่งออกลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า แม้ต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น แต่อุตสาหกรรมไก่ไทยยังคงมีจุดแข็งสำคัญที่ประเทศคู่แข่งจำนวนมากไม่สามารถทดแทนได้ นั่นคือมาตรฐานการผลิตและระบบความปลอดภัยทางชีวภาพที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ ไทยสามารถรักษาสถานะประเทศปลอดโรคไข้หวัดนกในเชิงพาณิชย์มาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านคุณภาพ ความปลอดภัยอาหาร และการตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ซื้อในตลาดพรีเมียมยังคงเชื่อมั่นในสินค้าไก่ไทย
เมื่อจำแนกตลาดส่งออก สมาคมชี้ว่า “ญี่ปุ่น” ยังเป็นตลาดอันดับหนึ่ง ด้วยปริมาณนำเข้าจากไทย 510,000 ตัน เติบโต 1-2% สะท้อนความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าไทย “สหราชอาณาจักร” คงเป็นตลาดสำคัญในยุโรปด้วยปริมาณนำเข้า 200,000 ตัน “สหภาพยุโรป” นำเข้า 180,000 ตัน แม้เผชิญแรงกดดันด้านราคาจากจีนและบราซิล ตลาดอาเซียน มาเลเซีย คงมีบทบาทเพิ่มขึ้น โดยมีปริมาณนำเข้า100,000 ตัน เกาหลีใต้กำลังมาแรง มีปริมาณการนำเข้า 50,000-60,000 ตัน ถือเป็นตลาดศักยภาพสูงในอนาคต
ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรงพาณิชย์ ระบุว่า ช่วง 9 เดือนแรกปี 2569 ไทยส่งออกเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์ไก่ได้ 863,470 ตัน ลดลง 4.9% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน



