นายกสมาคมเภสัชกรอุตสาหการฯ ชู 3 ปัจจัยดันอุตสาหกรรมยาไทยแข่งขันตลาดโลก หนุนเทคโนโลยีการผลิต นวัตกรรมยา ความร่วมมือระหว่างประเทศ เพิ่มโอกาสยาไทยในตลาดสากล
เมื่อ 29 ตุลาคม นายกสมาคมเภสัชกรอุตสาหการ (ประเทศไทย) และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านปฏิบัติการ บริษัท บี.กริม ฟาร์มา (ประเทศไทย) จำกัด เผยอุตสาหกรรมยาไทยมีโอกาสเติบโตในตลาดโลก ด้วยจุดแข็งด้านมาตรฐานการผลิตและบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ
พร้อมชู 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ เทคโนโลยีการผลิต นวัตกรรมยา และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ทั้งการพัฒนายาที่มีกระบวนการผลิตที่ซับซ้อน การเพิ่มมูลค่าสมุนไพรไทย และการขยายตลาดส่งออก สอดรับแนวคิด “From Thai Innovation to Global Trust” ของงาน ThaiFDA WELLNEXT 2026
เภสัชกรหญิงพร้อมพร จำนงธนาโชติ นายกสมาคมเภสัชกรอุตสาหการ (ประเทศไทย) วาระที่ 8 (พ.ศ. 2569 -2572) และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านปฏิบัติการ บริษัท บี.กริม ฟาร์มา (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมยาไทยมีรากฐานที่แข็งแกร่งจากการดำเนินงานบนหลักการทางวิทยาศาสตร์และมาตรฐานสากล ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา กระบวนการผลิต ไปจนถึงการควบคุมและการประกันคุณภาพที่เข้มงวด ทั้งนี้ มีการประยุกต์ใช้มาตรฐานที่เป็นยอมรับ เช่น International Council for Harmonisation (ICH) of Technical Requirements for Pharmaceuticals for Human Use มาเป็นหนึ่งในการอ้างอิงสำคัญในด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพ ของผลิตภัณฑ์ยา ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้บริโภคและระบบสาธารณสุขในประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับศักยภาพเพื่อขยายโอกาสการส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม
“อุตสาหกรรมยาไทยมีพื้นฐานด้านมาตรฐานการผลิตและบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือการนำนวัตกรรมมาต่อยอด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง เพราะการแข่งขันในตลาดโลกไม่ได้พิจารณาเพียงต้นทุน แต่ยังให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาศักยภาพเพื่อแข่งขันในระดับสากลได้” เภสัชกรหญิงพร้อมพรกล่าว
ชู AI – Robotics ยกระดับการผลิต
นายกสมาคมเภสัชกรอุตสาหการฯ เผยว่า เทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถของอุตสาหกรรมยา โดยเฉพาะระบบอัตโนมัติ (Automation) และหุ่นยนต์ (Robotics) ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำ ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยในกระบวนการผลิต รวมถึงการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการต่างๆ เช่น การตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ ผสานกับการพัฒนาระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ตลอดห่วงโซ่อุปทานอย่างเป็นระบบ ก็ยิ่งช่วยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดให้แก่ผู้บริโภค ตลอดจนคู่ค้าในระดับสากล
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยยังมีโอกาสสูงในการพัฒนายาที่มีความซับซ้อนในการผลิต เช่นยาชีววัตถุ ยาออกฤทธิ์เนิ่น เพื่อสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ การนำเทคโนโลยี AI และ Robotics เข้ามาประยุกต์ใช้ จะเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับกระบวนการผลิต ตั้งแต่การคุมสภาวะการผลิต ไปจนถึงการใช้หุ่นยนต์ช่วยลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนในพื้นที่สะอาด รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้กับผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาจากสมุนไพรไทย เช่น การใช้ AI ช่วยวิเคราะห์โปรไฟล์สารสำคัญ ลดความแปรปรวนของวัตถุดิบธรรมชาติ เพื่อยกระดับให้เป็นผลิตภัณฑ์ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการแข่งขันและขยายตลาดส่งออก และสร้างความมั่นคงทางยาให้กับประเทศไทย
ผนึกความร่วมมือทุกภาคส่วน ผลักดันยาไทยสู่ตลาดโลก
เภสัชกรหญิงพร้อมพรกล่าวเพิ่มเติมว่า การยกระดับอุตสาหกรรมยาไทยจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกำกับดูแล ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และองค์กรวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง โดยสมาคมเภสัชกรอุตสาหการ (ประเทศไทย) มุ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านมาตรฐาน เทคโนโลยี และนวัตกรรม พร้อมส่งเสริมการพัฒนาทักษะบุคลากร (Reskill และ Upskill) ผ่านความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และพันธมิตรด้านเทคโนโลยี
นอกจากนี้ การสร้างพันธมิตรกับผู้ประกอบการต่างประเทศยังช่วยเปิดโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พัฒนาเทคโนโลยีการผลิต และขยายตลาดส่งออก ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมยาไทย โดยงาน ThaiFDA WELLNEXT 2026 ถือเป็นอีกเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงความร่วมมือและส่งเสริมนวัตกรรมไทยสู่ระดับสากล
“เป้าหมายของอุตสาหกรรมยาไทยคือการทำให้ผลิตภัณฑ์ยาไทยได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพและมาตรฐานจากตลาดโลก ซึ่งต้องอาศัยนวัตกรรม บุคลากรที่มีศักยภาพ และความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรม



