หน้าแรก เศรษฐกิจ คลัง ชงแผนใช้...

คลัง ชงแผนใช้เงินกู้ 6 พันล้าน รถเก่าแลกใหม่ หนุนซื้อปิกอัพ แจก 4 หมื่น แก้วิกฤตพลังงาน

3.11.26 | 12:29 น.

คลัง ชงแผนใช้เงินกู้ 6 พันล้าน รถเก่าแลกใหม่ หนุนซื้อปิกอัพ แจก 4 หมื่น แก้วิกฤตพลังงาน

วันที่ 3 พฤศจิกายน แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมสรรพสามิตได้เตรียมเสนอโครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” ต่อคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน เพื่อขอใช้เงินกู้ราว 6,000 ล้านบาท ภายใต้ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน พ.ศ. 2569 (วงเงินรวม 4 แสนล้านบาท โดยใช้โควตาจากก้อนหลัง 2 แสนล้านบาท) เพื่อดำเนินโครงการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและลดมลพิษทั่วประเทศในปีงบประมาณ 2570 ครอบคลุมทั้งกลุ่มรถกระบะ รถยนต์สาธารณะ (แท็กซี่) และรถจักรยานยนต์


สำหรับรายละเอียดในกลุ่ม “รถกระบะ” ภาครัฐกำหนดเป้าหมายไว้ที่ 150,000 คัน โดยจะให้เงินอุดหนุนคันละ 40,000 บาท (จำกัดสิทธิ 1 คนต่อ 1 คัน) ภายใต้กลไก Co-Pay ร่วมกับภาคเอกชน เพื่อใช้เป็นเงินดาวน์หรือส่วนลดราคารถใหม่ ผู้มีสิทธิร่วมโครงการต้องเป็นบุคคลธรรมดาสัญชาติไทย อายุ 20 ปีขึ้นไป นำรถเก่าจดทะเบียนก่อนปี 2555 (รย.1, รย.2 และ รย.3) ที่เสียภาษีครบและไม่ติดภาระผูกพัน มาแลกซื้อรถใหม่ที่ผลิตในประเทศ ซึ่งต้องเป็นรถกระบะหรือรถยนต์นั่งกึ่งบรรทุก (PPV) ที่ผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร 5 หรือยูโร 6 ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 185 กรัม/กม. รองรับน้ำมัน B20 หรือเป็นเทคโนโลยี xEV

ขณะที่กลุ่ม “รถแท็กซี่และรถจักรยานยนต์” รัฐจะสนับสนุนส่วนลดเงินดาวน์เพื่อกระตุ้นการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยปัจจุบันมีรถแท็กซี่จดทะเบียนในระบบไม่ถึง 30,000 คัน ทั้งสหกรณ์และส่วนบุคคล ซึ่งสามารถเข้าร่วมโครงการเพื่อเปลี่ยนเป็นรถ EV หรือไฮบริดได้ นอกจากนี้ ยังมีมาตรการช่วยเหลือด้านสินเชื่อ โดยเปิดให้ใช้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (GSB Soft Loan) จากธนาคารออมสิน อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 5% ต่อปี เพื่อให้ประชาชนและ SMEs เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น และลดความเสี่ยงหนี้เสีย (NPL) ในระบบ

กรมสรรพสามิตระบุถึงความจำเป็นของโครงการนี้ว่า ปัจจุบันมีรถยนต์ที่มีอายุการใช้งาน 10-20 ปีขึ้นไป สะสมในระบบถึง 8,175,322 คัน ในจำนวนนี้มีรถอายุ 20-30 ปีขึ้นไปถึง 3,090,813 คัน และอายุเกิน 30 ปีอีก 1,766,218 คัน ซึ่งรถกระบะดีเซลรุ่นเก่าเป็นต้นเหตุสำคัญถึง 60% ของปัญหาฝุ่น PM2.5 ในเขตเมือง สอดคล้องกับผลการศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ชี้ว่า ในปี 2562 ฝุ่น PM2.5 สร้างความเสียหายต่อครัวเรือนไทยสูงถึง 2.173 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังมุ่งช่วยเหลือตลาดรถกระบะ (Product Champion) ที่กำลังชะลอตัวอย่างหนัก จากความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อที่หดตัวต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2567

Advertisement

บทเรียนจากนโยบายกระตุ้นยานยนต์ในอดีต ทำให้กรมสรรพสามิตออกแบบกลไกอย่างรัดกุมเพื่อป้องกันการสร้างอุปสงค์เทียม โดยเริ่มต้นที่กลุ่มรถกระบะก่อน เนื่องจากโรงงานกำจัดซากรถยนต์ที่ได้มาตรฐานในไทยมีกำลังรองรับสูงสุดเพียง 50,000 คันต่อปี สำหรับขั้นตอน ผู้แทนจำหน่ายจะต้องนำรถเก่าไปแจ้งยกเลิกกับกรมการขนส่งทางบก ส่งเข้าโรงงานทำลายซากที่กระทรวงอุตสาหกรรมรับรอง ก่อนที่ผู้ผลิตจะยื่นเอกสารผ่านระบบสารสนเทศเพื่อให้ธนาคารออมสินจ่ายเงินอุดหนุนแทนรัฐ

แผนการเบิกจ่ายงบประมาณจะเริ่มต้นในเดือนมกราคม 2570 จำนวน 136 ล้านบาท และทยอยเพิ่มขึ้นจนถึงจุดสูงสุดในเดือนกันยายน 2570 ที่ 2,014 ล้านบาท กรมสรรพสามิตประเมินว่าโครงการนี้จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ไม่น้อยกว่า 310,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี ลดฝุ่น PM2.5 และก๊าซ NOx ได้อย่างน้อย 30% ในกลุ่มรถทดแทน พร้อมคาดการณ์ว่าจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจากการจำหน่ายรถกระบะผลิตในประเทศได้ไม่ต่ำกว่า 82,500 ล้านบาท โดยจะมีการประเมินผลเบิกจ่ายทุกสิ้นเดือนอย่างใกล้ชิด