หยวนต้า ชี้ เลือกตั้งสหรัฐ หวังเห็น Blue Wave เปิดโอกาสกระแสทุนไหลเข้าหุ้นไทย
Blue Wave – นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ มองว่า ผลการนับคะแนนมีแนวโน้มสูงที่จะเกิดปรากฏการณ์ Blue Wave หรือการที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้งสภาบน (วุฒิสภา) และสภาล่าง (สภาผู้แทนราษฎร) แม้ในระยะสั้นอาจสร้างความผันผวนให้แก่ตลาดหุ้นสหรัฐ และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเนื่องจากความกังวลด้านกฎระเบียบและการดำเนินนโยบาย แต่ในเชิงโครงสร้างถือเป็นผลบวกต่อตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) และภูมิภาคเอเชียรวมถึงไทยด้วย
นายณัฐพล กล่าวว่า สาเหตุสำคัญเนื่องจากการเกิด Blue Wave จะทำให้การผ่านงบประมาณและการกู้เงินของรัฐบาลสหรัฐทำได้ยากขึ้น ส่งผลให้อุปทานการออกพันธบัตร (Bond Supply) ลดลง กดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Bond Yield) ปรับตัวลง และส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะช่วยลดแรงกดดันด้าน Earning Yield Gap และดึงดูดกระแสเงินทุน (Capital Flow) ให้ไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นเอเชียรวมถึงตลาดหุ้นไทยมากขึ้นได้
นอกจากนี้ การคุมเข้มกฎระเบียบและการลงทุนด้านเทคโนโลยีในสหรัฐจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้กลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ (Hyper Scalers) กระจายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน Data Center และ AI มายังภูมิภาคเอเชียและประเทศไทยมากขึ้น อีกทั้งแนวนโยบายของพรรคเดโมแครตยังช่วยลดความร้อนแรงของสงครามการค้าและสนับสนุนพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
“ตลาดหุ้นได้รับรู้และสะท้อนความกังวลล่วงหน้าไปค่อนข้างมากแล้ว หากตลาดปรับฐานลงทดสอบแนวรับสำคัญบริเวณ 1,480–1,485 จุด มองเป็นจังหวะสะสมเพื่อรอการฟื้นตัวแบบ Buy on Fact หลังทราบผลการเลือกตั้งชัดเจน” นายณัฐพล กล่าว
นายณัฐพล กล่าวว่า จากการประเมินตลาดหุ้นสหรัฐในกลุ่มเทคโนโลยี จะเผชิญแรงขายลดความเสี่ยงในช่วงก่อนทราบผลเลือกตั้ง เนื่องจากความกังวลด้านกฎระเบียบและการควบคุมงบลงทุน แต่เมื่อตลาดรับรู้ข่าวไปแล้ว (Price-in) ประกอบกับผลประกอบการของหุ้นเทคใหญ่ยังแข็งแกร่ง จึงคาดว่าจะค่อยๆ ฟื้นตัวได้ในระยะยาว ส่งผลต่อตลาดหุ้นไทยและเอเชีย แม้หุ้นไทยจะปรับตัวลงหลุด 1,500 จุด จากแรงขายของพอร์ตบริษัทหลักทรัพย์ (Pop Trade) และหุ้นเดลต้า แต่มองเป็นโอกาสสะสมเพื่อรอการฟื้นตัว โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากทิศทางดอกเบี้ยถดถอย การย้ายฐานลงทุน Data Center พลังงานสะอาด รวมถึงมาตรการกระตุ้นในประเทศ อาทิ นโยบายรถไฟฟ้าตั๋วร่วม 17–45 บาท ส่วนราคาทองคำ ยังอยู่ในลักษณะแกว่งตัวสะสมกำลัง แนวโน้มข้อดีคือ หากราคายังไม่ได้หลุดต่ำกว่าระดับต่ำสุดเดิม จึงเป็นการแกว่งออกข้างเพื่อสร้างฐานมากกว่า



