สรท. จี้ คมนาคม-AOT-THAI Cargo เร่งยกระดับแก้ปัญหาคลังสุวรรณภูมิชะงัก ชี้วิกฤตความล่าช้ากระทบซัพพลายเชนภาคผลิตพังทลาย หวั่นฉุดส่งออกไตรมาสสุดท้าย
เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ความแออัดและการตรวจปล่อยสินค้าทางอากาศ ณ คลังสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งยังคงประสบปัญหาอย่างต่อเนื่อง แม้ทุกฝ่ายจะพยายามประสานงานแก้ไขในเบื้องต้นแล้วก็ตาม แต่ความล่าช้าหน้างานยังไม่คลี่คลายอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อโซ่อุปทานการผลิตและการส่งออกของประเทศ
นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์ร่วมกับสมาชิก พบว่าในปัจจุบันคลังสินค้าทางอากาศยังคงเผชิญปัญหาหลักและผลกระทบที่เข้าขั้นวิกฤต 3 ประการ ได้แก่
1. สินค้าค้างสะสมและหาตำแหน่งไม่พบ: เนื่องจากการระบุตำแหน่งสินค้า (Location) ในคลังยังคงมีปัญหา สินค้าและวัตถุดิบนำเข้าจำนวนมากยังติดค้างในระบบ ไม่สามารถค้นหาเพื่อจ่ายสินค้าออกได้ตามเวลาปกติ
2. ห่วงโซ่การผลิตสะดุด: โรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งประสบภาวะวัตถุดิบขาดแคลนเนื่องจากนำออกจากคลังไม่ได้ ส่งผลให้ต้องชะลอหรือหยุดสายการผลิตบางส่วน ความเสี่ยงต่อการผิดนัดส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อในต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่ากังวล
3. ต้นทุนแฝงภาคเอกชนพุ่งสูง: ความล่าช้าส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับค่าใช้จ่ายล่วงเวลาของแรงงานและรถขนส่ง รวมถึงสุ่มเสี่ยงต่อค่าปรับการส่งมอบสินค้าล่าช้าหรือการยกเลิกสัญญาจากคู่ค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ
สรท. เสนอมาตรการและข้อเรียกร้องเร่งด่วน 3 ระดับ
1. ข้อเสนอแนะเร่งด่วนถึง ฝ่ายปฏิบัติการคลังสินค้า การบินไทย (THAI Cargo)
-ระดมกำลังพลและเพิ่มระบบสแกนตรวจสอบตำแหน่งสินค้าที่ค้างสะสมอยู่อย่างจริงจัง พร้อมแยกโซนสินค้าค้างเก่าออกจากสินค้าใหม่เพื่อเคลียร์สินค้าออกให้เร็วที่สุด ซึ่งระยะเร่งด่วนอาจต้องขอความร่วมมือกำลังพลจากทหารอากาศหรือแหล่งอื่นมาช่วยเหลือจนกว่าจะสามารถเคลียร์สินค้าตกค้างทั้งหมดได้
-เร่งยกระดับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับติดตามสถานะสินค้า (Real-time Status Tracking) เพื่อให้สามารถติดตามสถานะสินค้าในระบบให้ตรงกับความเป็นจริงแบบเรียลไทม์ เพื่อให้ตัวแทนขนส่งและตัวแทนออกของสามารถรู้ตำแหน่งที่แน่ชัดก่อนเดินทางมารับ ลดการมาจอดค้างรอหน้างาน
-จัดเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานของคลังให้สอดคล้องกับปริมาณสินค้าตลอด 24/7 รวมถึงเพิ่มช่องทางการติดต่อสื่อสาร ทั้งทางโทรศัพท์ อีเมลและออนไลน์อื่นๆ ให้เพียงพอต่อความต้องการและปริมาณงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อให้ผู้นำเข้า -ผู้ส่งออก ตลอดจนผู้ให้บริการโลจิสติกส์สามารถติดต่อสื่อสารและประสานงานได้ตลอด 24/7
2. ข้อเสนอแนะถึง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT)
-เสนอให้จัดสรรพื้นที่ว่างหรือคลังสินค้าภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ให้ THAI Cargo ใช้เป็นพื้นที่คัดแยกสินค้าชั่วคราว เพื่อระบายความแออัดออกจากคลังหลัก ตลอดจน จัดเก็บสินค้าไม่ให้เสียหายความร้อนและน้ำฝนจากการวางกองกลางแจ้ง
-เสนอให้ยกระดับบริหารจัดการจราจร โดยเฉพาะการจัดช่องทางพิเศษ (Fast Lane) และจัดคิวรถบรรทุกที่มาติดต่อรับสินค้าขาเข้าที่พร้อมจ่ายแล้ว เพื่อไม่ให้ติดสะสมร่วมกับรถที่มารอคิวปกติ
3. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายถึง กระทรวงคมนาคม สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย กรมศุลกากร และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการตรวจปล่อยสินค้า
-ขอให้กรมศุลกากรและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับการตรวจปล่อยสินค้าสนับสนุนกําลังเจ้าหน้าที่ตรวจให้เพียงพอ รวมถึงขยายเวลาการตรวจปล่อยสินค้านอกเวลาทำการ และผ่อนผันการตรวจปล่อยสินค้าเร่งด่วนบางส่วนที่สามารถระบุโลเคชันได้และพร้อมออกจากคลังได้ก่อน โดยไม่ต้องรอสินค้าส่วนที่เหลือ เพื่อช่วยระบายสินค้าออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุด และให้ดำเนินการจนกว่าจะสามารถเคลียร์สินค้าตกค้างทั้งหมดได้
-ขอให้กระทรวงคมนาคมและสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เร่งรัดแนวทางการตรวจสอบสินค้าภายนอกท่าอากาศยาน (Off-Site Screening) ให้ผู้ประกอบการสามารถทำการตรวจความปลอดภัยนอกสนามบินได้ในระยะยาว และเร่งเตรียมความพร้อมการรับรองผู้ส่งออกทราบตัวตน (Known Consignor: KC) และตัวแทนควบคุม (Regulated Agent: RA) เพื่อไม่ให้เกิดคอขวดที่คลังสินค้าภายในสนามบินอีกในอนาคต ภาพรวมสถานการณ์การค้า: ตอกย้ำความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องปลดล็อกระบบ Air Cargo
นายธนากร กล่าวเพิ่มเติมถึงภาพรวมการค้าของไทยในปี 2569 ว่า สรท. ได้ปรับคาดการณ์การเติบโตภาคการส่งออกทั้งปี 2569 ขึ้นเป็นร้อยละ 17 – 19 (มูลค่าราว 390,000 – 405,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยในช่วง 9 เดือนแรกที่ผ่านมา การส่งออกขยายตัวได้ดีถึงร้อยละ 19.6 ขณะที่การนำเข้าเติบโตสูงถึงร้อยละ 37.8 (มูลค่า 348,282.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญมาจากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ กลุ่มสินค้าที่ต้องพึ่งพาการขนส่งทางอากาศ (Air Cargo) เป็นหลัก ได้แก่
-ขาออก (Export): การเติบโตของอุตสาหกรรมแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ AI และ Data Center ซึ่งเป็นสินค้ามูลค่าสูงและต้องการความเร็วในการจัดส่ง
-ขาเข้า (Import): การนำเข้าชิ้นส่วนเทคโนโลยีและวัตถุดิบขั้นสูง (High-value Raw Materials) เพื่อนำมาประกอบและผลิตต่อในห่วงโซ่อุปทานการส่งออก
“ตัวเลขการนำเข้าที่โตทะลุ 37.8% และการส่งออกสินค้าไฮเทคที ่เติบโตอย่างมาก สะท้อนชัดเจนว่าสายการบินและคลังสินค้าทางอากาศ คือเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ หากปัญหาคลังสินค้าสะสมที่สุวรรณภูมิยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที จะไม่เพียงแต่กระทบต่อการส่งออกในไตรมาสที่ 4 เท่านั้น แต่จะลามไปถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติและการเติบโตเชิงโครงสร้างในปี 2570 อีกด้วย สรท. จึงขอเรียกร้องให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผนึกกำลังเร่งแก้ไขปัญหานี้เป็นวาระเร่งด่วนที่สุด” นายธนากร กล่าว




