หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา ผู้ปกครองหนุน...

ผู้ปกครองหนุนหยุดเรียน 1 ปี หลังเจอสารพัดปัญหาเครียด ซึมเศร้า เศรษฐกิจรุมเร้า ต้องพบจิตแพทย์

12.08.21 | 09:30 น.

ผู้ปกครองหนุน หยุดเรียน 1 ปี หลังเจอสารพัดปัญหาเครียด ซึมเศร้า เศรษฐกิจรุมเร้า ต้องพบจิตแพทย์ จี้ศธ.ฉีดวัคซีนเด็กทั่วประเทศ ขณะที่นักวิชาการ ประมินเรียนออนไลน์ยาว 1-2 ปี ชี้ครูต้องดูแลเด็กมากขึ้น เร่งผลิตสื่ออิเล็กทรอนิกส์ห่วงเรียนออนไลน์ยาว อีก 1-2 ปี

จากกรณีที่ น.ท.สุมิตร สุวรรณ รองคณบดีคณะศึกษาศาสตร์และพัฒนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) วิทยาเขตกำแพงแสน เสนอให้หยุดการเรียนการสอนทั่วประเทศเป็นเวลา 1 ปี เนื่องจากการเรียนออนไลน์ไร้ประสิทธิภาพ และส่งผลกระทบกับนักเรียน นักศึกษา โดยเฉพาะเด็กปฐมวัย และนักเรียนชั้นประถมอย่างมาก ขณะที่นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการศึกษา เปิดเผยผลวิจัยชี้เด็กไทยเครียดจากการเรียนออนไลน์ ทำให้โดดเรียนออนไลน์มากกว่า 20% ขณะที่ผลสำรวจทั่วโลกระบุว่าการเรียนออนไลน์ 1 ปี ทำให้การศึกษาถดถอย 50% โดยเสนอให้ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ต้องกล้าตัดสินใจ และเลิกกลัวเกินกว่าเหตุ ขณะที่นักวิชาการ ผู้บริหารศธ. ออกมาคัดค้าน โดยเห็นว่า การหยุดเรียนออนไลน์ไม่ใช่ทางออกนั้น

อ่านรายละเอียด : โซเชียลเดือด!! ซัดเรียนออนไลน์ทำครอบครัวร้าวฉาน ผู้ปกครองสุดเครียด เหตุเด็กเล็กเรียนไม่รู้เรื่อง ต้องทำงานนอกบ้าน

อ่านรายละเอียด : นักวิชาการเสนอหยุดเรียนทั่วประเทศ 1 ปี เหตุเรียนออนไลน์ไร้ประสิทธิภาพ งานวิจัยชี้เด็กเครียด ทำโดดเรียนกว่า 20%

อ่านรายละเอียด : นักวิชาการ-ร.ร.เอกชน จี้ปรับรูปแบบ หลังพบเด็กลาออก-ออกกลางคันพุ่ง เปิดทาง น.ศ.หยุดเรียน-คืนค่าเทอม

Advertisement

อ่านรายละเอียด : กรุงเทพคริสเตียน ประกาศ ยกเลิกสอบปลายภาค ทุกชั้นปี แบ่งเบาความเครียด น.ร.-ผู้ปกครอง

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม นายดิเรก พรสีมา คณบดีวิทยาลัยการฝึกหัดครู มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) พระนคร กล่าวว่า  ส่วนตัวเห็นว่าไม่ควรจะหยุดเรียน 1 ปี แต่ควรปรับวิธีการเรียนการสอนใหม่ ครูต้องดูแลนักเรียนให้ใกล้ชิดมากขึ้น สำรวจความพร้อม และสำรวจว่านักเรียนแต่ละคนมีพื้นฐานอย่างไร หากครูมีข้อมูลของนักเรียนทั้งหมดจะสามารถดูแลนักเรียนได้อย่างทั่วถึง ส่วนนักเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล อาจจะได้เปรียบเพราะโควิด-19 อาจจะยังไม่ระบาดเข้าพื้นที่ ทำให้ครูสามารถจัดวิธีการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับบริบท เช่น นำการบ้านไปให้นักเรียน หรือให้ผู้ปกครองมารับใบงาน เป็นต้น ในสถานการณ์ไม่ปกติ ต้องปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ครูอาจจะใช้เวลาสอนโดยไม่จำกัดชั่วโมงเรียน และจะเน้นเนื้อหาวิชาการแบบเดิมไม่ได้แล้ว ควรจำกัดหรือกำหนดขอบเขตความรู้ของนักเรียน ว่านักเรียนควรจะรู้เรื่องอะไรบ้าง และเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนใหม่ โดยไม่จำกัดว่าต้องเรียนกับครูเท่านั้น เช่น ให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมช่วยสอนนักเรียน หรือให้นักเรียนหาความรู้รอบตัวจากชุมชนที่ตนเองอาศัยอยู่ เป็นต้น

นายดิเรกกล่าวต่อว่า หากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่ดีขึ้นคิดว่าเด็กอาจต้องเรียนออนไลน์ต่อไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปี ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาอย่างมาก ดังนั้น ครู ผู้ปกครอง และทุกฝ่ายต้องช่วยเหลือกัน และหากนักเรียน เรียนออนไลน์ไม่ไหวจริงๆ ศธ. ควรเร่งผลิตสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้นักเรียนเข้าถึงได้มากขึ้น ส่วนนักเรียนที่ไม่สามารถเข้าถึงสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้ ศธ.ควรสร้างแบบฝึกหัด และแบบเรียนให้นักเรียนเหล่านี้

นางประพันธ์ศิริ สุเสารัจ  คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่าควรต้องปิดเรียนแบบรวมกลุ่มที่มีการพบปะเผชิญหน้าไปก่อน จนกว่าสถานการณ์แพร่ระบาดจะคลี่คลาย  จึงไม่เห็นด้วยกับการให้เปิดเรียนแบบรวมกลุ่มใหญ่ และให้เด็กมาโรงเรียน เพราะนักเรียนและผู้ปกครองจะเกิดความวิตกกังวล เกิดภาวะตึงเครียดเมื่อต้องไปเสี่ยงติดโรคที่โรงเรียนแล้วจะยังมีผลทำให้ขาดแรงจูงใจและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอีกด้วย ขณะที่จะมีผู้ปกครองและนักเรียนอีกส่วนหนึ่งที่จะไม่ยอมไปหรือให้ลูกไปโรงเรียนเป็นอันขาด เพราะไม่ต้องการให้ไปเสี่ยงติดโรคที่โรงเรียน อาจส่งผลให้เด็กกลุ่มนี้ขาดโอกาสในการเรียน กลายเป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำและความไม่เท่าเทียมจากการเรียนและการจัดการศึกษาที่ไม่เป็นธรรม การตัดสินใจทางการศึกษาจะต้องนึกถึงคนทุกคน และจะต้องคำนึงถึงปัญหาด้านการบริหารจัดการและการปกครอง และปัญหาความตึงเครียดทางจิตวิทยาส่วนบุคคลและจิตวิทยาทางสังคมที่จะตามมาอีกด้วย

นางประพันธ์ศิริกล่าวต่อว่า ในระยะวิกฤตนี้ ขอให้คำนึงถึงชีวิตสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ ดังนั้นตนขอเสนอแนะว่าขอให้นักเรียนอยู่บ้านและให้เรียนที่บ้านไปก่อน เพราะยังมีหนทางวิธีการในการจัดการเรียนการสอนและการจัดการศึกษาที่หลากหลายมากมาย ไม่ใช่มีแต่เพียงการเรียนการสอนบนออนไลน์แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องมีการอบรมแนะนำ ทำความชี้แจงแก่ครู ผู้บริหาร รวมทั้งผู้ปกครองในการจัดการเรียนการสอนและจัดการศึกษาเพื่อให้ผู้เรียนให้เป็นคนเก่ง ดี และมีความสุขในการเรียนอย่างหลากหลายตามบริบทพื้นที่

คณะกรรมการปฏิรูปฯ กล่าวต่ออีกว่า ทั้งนี้ การศึกษาไทยเคยมีประสบการณ์การสอนและจัดการศึกษาแบบโฮมสคูล หรือเรียนอยู่บ้านมาแล้ว ควรมีการถอดบทเรียนที่ดีแล้วนำไปประยุกต์ใช้ สิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ควรทำคือสนับสนุนครูและสถานศึกษา และนักเรียน รวมทั้งผู้ปกครองในเรื่องต่างๆ ดังนี้ 1.ต้องจัดให้เข้าถึงสัญญาณและโปรแกรมอินเตอร์เน็ตเพื่อการเรียนการสอนทั้งครู นักเรียนและผู้ปกครอง 2.จัดหาอุปกรณ์ให้ครู นักเรียน ผู้ปกครอง ยืมหรือแจกสำหรับนักเรียนยากจนขาดแคลน 3.ปรับหลักสูตรและวัดและการประเมินใหม่ 4.จัดทำบทเรียนเครือข่ายต้นแบบ ทำคู่มือครู สื่อการสอนที่เอื้อต่อการเรียนการสอนอย่างหลากหลาย เหมาะกับครู นักเรียน โรงเรียนและเหมาะกับแต่ละเนื้อหา สาระ และชั้นปี  5. อบรม ชี้แจง ทำความเข้าใจ ครู ผู้บริหาร  รวมทั้งผู้ปกครอง เรื่องการปรับการเรียนเปลี่ยนการสอนยุคนิวนอร์มอล 5.ปรับงบประมาณ ค่าดำเนินงานทั้งหมดเพื่อการเรียนการสอนในยุคนิวนอร์มอล

“ส่วนที่มีข้อเสนอว่าบางพื้นที่ไม่มีการระบาดของโรคควรให้เปิดโรงเรียนได้  ขอย้ำว่า โรคระบาดโควิด แม้ที่โรงเรียนจะไม่มีคนติด และสามารถควบคุมที่โรงเรียนได้ แต่จะรับประกันได้หรือไม่ว่า การที่เด็กออกบ้านมาโรงเรียนทุกวัน เขาจะต้องเผชิญกับอะไรๆ ได้อีกมากมายระหว่างเดินทาง และอาจมีการชักชวนกันไปที่อื่น ทำให้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ซึ่งควบคุมได้ยาก” นางประพันธ์ศิริกล่าว

นางกุมารี วงศ์ษาสิงห์ ผู้ปกครองนักเรียนชั้น ป.6 กล่าวว่า  ส่วนตัวกังวลค่อนข้างมาก เพราะลูกเรียน ป.6 และต้องเตรียมตัวสอบเข้า ม.1 ซึ่งตอนนี้มาตรการการเรียนค่อนข้างต่ำ ทั้งนี้จากการเรียนออนไลน์ที่ผ่านมา พบว่า มีปัญหาหลายด้าน อย่างแรกเรื่องเทคโนโลยี และอุปกรณ์ที่ใช้ในการเรียนการสอน ซึ่งที่แต่ละบ้านไม่ได้มีความพร้อมเท่าเทียมกัน บางบ้านคอมพิวเตอร์รุ่นเก่า ไม่มีกล้อง ต้องเรียนผ่านมือถือ ทำให้การเรียนบางรายวิชามีปัญหา อย่างเข่น วิชาคณิตศาสตร์ ที่ต้องแสดงวิธีทำ เป็นต้น ขณะที่ครูบางราย ก็ขาดศักยภาพในการใช้เทคโนโลยี การสอนยังเป็นแบบเล็กเชอร์ เหมือนเรียนในห้องเรียน ทั้งที่สภาพการเรียนเปลี่ยนไป ครูไม่สามารถเดินดูหรือให้คำปรึกษารายตัวกับเด็กได้ทุกคน ทำให้เกิดปัญหาซึ่งจากการประเมินผลการเรียนที่ผ่านมา พบว่า เด็กได้รับความรู้จริงๆ ไม่ถึง ร้อยละ 20 ดังนั้นส่วนตัวจึงเห็นด้วย กับข้อเสนอที่ให้เด็กหยุดเรียนไปเลย 1 ปี แต่หากจะทำต้องทำทั้งระบบ และค่อยไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ในปีการศึกษาหน้า

“ดิฉันเห็นด้วย หากให้หยุดเรียนปีนี้ไปแล้ว แล้วมาเริ่มนับหนึ่งกันใหม่ในปีหน้า ดิฉันเองก็พร้อมที่จะให้ลูกเรียนป.6 ซ้ำ อีกปีเพราะการเรียนแบบนี้ไม่ได้มีสาระ เด็กได้ความรู้ไม่ถึงร้อยละ 20 แต่หากจะถอยก็ต้องถอยทั้งระบบ ปล่อยเด็กไป ไม่ต้องให้มานั่งเรียนออนไลน์ เพราะชีวิตวัยเด็กของเขาก็ถูกโควิดทำร้ายมามากพอแล้ว  ขณะที่โรงเรียนเอง ก็ต้องมีการติดตามดูแลเด็ก ไม่ใช่ปล่อยทิ้ง เช่น จัดระบบฝึกให้เด็กมีคุณธรรม จริยธรรม เรียนรู้วิชาที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิต และให้เรียนรู้จากสิ่งรอบตัวโดยอาจะให้กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ภายในบ้านสามารถนำมาเป็นคะแนนจิตพิสัยได้ เป็นต้น แต่ไม่มีการประเมินเพื่อตัดเกรดเช่นที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามที่เห็นด้วย เพราะผู้ปกครองทุกคนไม่ได้มีความสามารถดูแลลูกได้เท่ากัน บางบ้านเกิดภาวะเครียด เสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้าถึงขั้นต้องพบจิตแพทย์ เพราะไม่ใช่แค่ดูแลลูกเท่านั้น บางบ้านยังมีปัญหาเศรษฐกิจเพิ่มเข้ามา เมื่อต้องดูแลลูกที่เรียนออนไลน์ทำให้เกิดภาวะเครียดถึงขั้นทะเลาะกับลูก  ทั้งนี้หาก ศธ. ไม่สามารถปิดเรียนทั้งระบบได้ ก็ต้องจัดหาวัคซีนให้เด็กทุกคน เพราะหากต้องเปิดเรียน จะได้มีความมั่นใจ ที่จะส่งลูกไปโรงเรียน กรณีต้องเปิดให้เรียนตามปกติ” นางกุมารีกล่าว