เปิดใจ ‘จอน เอลรอน’ คนเบื้องหลัง Nene Royal จากเด็กหญิงเล่นกีตาร์ในตลาดภูเก็ต สู่รอบ Final AGT

17.09.26 | 16:16 น.

เปิดใจ ‘จอน เอลรอน’ คนเบื้องหลัง Nene Royal จากเด็กหญิงเล่นกีตาร์ในตลาดภูเก็ต สู่รอบ Final AGT

จากเด็กหญิงวัย 12 ปีในชุดนักเรียน ยืนร้องเพลงและเล่นกีตาร์อยู่กลางตลาดนาคา จ.ภูเก็ต สู่ “Nene Royal” หรือ แพรว–รัตติกานต์ อำลอย ร็อกเกอร์สาวไทยวัย 16 ปี หนึ่งในผู้เข้ารอบชิงชนะเลิศ America’s Got Talent (AGT) Season 21 เส้นทางตลอดกว่า 3 ปีของเธอไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน


เบื้องหลังเส้นทางดังกล่าวมีทั้งครอบครัวที่คอยสนับสนุน และ “จอน เอลรอน” (Jon Elron) ผู้จัดการที่พบเนเน่โดยบังเอิญ ก่อนเข้ามาช่วยวางทิศทางอาชีพ พัฒนาแบรนด์ Nene Royal และพาเธอก้าวเข้าสู่เวทีระดับนานาชาติ

มติชนออนไลน์ ได้รับอนุญาตจาก สยามทาวน์ยูเอส (SiamTownUS) ให้นำข้อมูลจากบทสัมภาษณ์พิเศษของจอน เอลรอน ซึ่งเป็นการเปิดใจต่อสื่อเกี่ยวกับเส้นทางของ Nene Royal มาเรียบเรียงเผยแพร่

Advertisement

จุดเริ่มต้นจากเสียง “Enter Sandman” กลางตลาดภูเก็ต

จอนเล่าว่า จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อต้นปี 2023 ระหว่างที่เขาและภรรยาเดินทางมาประเทศไทย และกำลังเดินเที่ยวอยู่ในตลาดแห่งหนึ่งที่ภูเก็ต จู่ ๆ ทั้งคู่ได้ยินเสียงดนตรีสด จึงเดินตามเสียงนั้นไป ก่อนพบเด็กหญิงวัย 12 ปีในชุดนักเรียน กำลังเล่นเพลง “Enter Sandman” ของ Metallica

เด็กหญิงคนนั้นคือ “เนเน่”

ในเวลานั้น เธอยังใช้ชื่อในการแสดงว่า “Angel of Music Rock” และมีผู้ติดตามบนเฟซบุ๊กไม่มากนัก แต่สิ่งที่จอนเห็นไม่ได้มีเพียงทักษะการเล่นกีตาร์และน้ำเสียงที่เกินวัย เขามองว่าเด็กคนนี้มีทั้งบุคลิก พลังในการแสดง และบางสิ่งที่สามารถดึงดูดผู้ชมได้ จึงเข้าไปพูดคุยกับครอบครัว พร้อมเสนอว่าจะช่วยแนะนำและพัฒนาเส้นทางอาชีพให้

ครอบครัวจึงกลายเป็นส่วนสำคัญของการเดินทางครั้งนี้ โดยเฉพาะคุณพ่อของเนเน่ที่เดินทาง สนับสนุน และอยู่เคียงข้างลูกสาวมาโดยตลอด ขณะที่จอนเข้ามาช่วยดูแลในด้านเส้นทางอาชีพ

จอนยังเปิดเผยว่า ในเวลาต่อมาคุณพ่อของเนเน่เคยบอกกับเขาว่า เขาเป็นคนนอกครอบครัวคนแรกที่เชื่ออย่างจริงจังในศักยภาพของเนเน่ และลงมือทำบางอย่างเพื่อช่วยให้ศักยภาพนั้นมีโอกาสกลายเป็นจริง ซึ่งจอนยอมรับว่าเป็นหนึ่งในคำพูดที่มีความหมายกับเขามากที่สุด

AGT ไม่ใช่เป้าหมายแรก และไม่ได้สมัครครั้งเดียวแล้วได้ไป

แม้วันนี้ Nene Royal จะกลายเป็นหนึ่งใน 10 คน/ทีมสุดท้ายของ AGT แต่จอนเผยว่า การพาเธอเข้าสู่รายการดังระดับโลกไม่ใช่เป้าหมายแรกที่วางไว้

สิ่งที่ต้องทำก่อนคือสร้างพื้นฐานสำหรับอาชีพศิลปิน ทั้งการค้นหาและพัฒนาตัวตนทางดนตรี สร้างแบรนด์ Nene Royal สร้างฐานผู้ชม และวางทิศทางสำหรับอาชีพระดับนานาชาติ เมื่อเห็นว่าเนเน่พร้อมสำหรับเวทีที่ใหญ่ขึ้น จึงเริ่มเดินหน้าสู่ AGT

ที่สำคัญ โอกาสไม่ได้มาถึงตั้งแต่ครั้งแรก

เมื่อถูกถามว่าเคยพยายามสมัคร AGT มากกว่าหนึ่งครั้งหรือไม่ จอนตอบว่าเป็นเรื่องจริง พวกเขาพยายามคว้าโอกาสนี้มากกว่าหนึ่งครั้ง และต้องอาศัยทั้งความอดทนและความพยายามอย่างต่อเนื่อง ก่อนประตูของ AGT จะเปิดให้กับเนเน่ในที่สุด

สำหรับเหตุผลที่เลือกเวทีสหรัฐฯ แทนที่จะเริ่มจากรายการประกวดในประเทศไทย จอนมองว่า AGT เป็นหนึ่งในเวทีบันเทิงระดับโลกที่ใหญ่ที่สุด เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงการส่งเนเน่เข้าแข่งขัน แต่ต้องการแนะนำเธอต่อผู้ชมระดับนานาชาติ ขณะเดียวกันยังคงนำตัวตนและความเป็นไทยติดตัวไปบนเส้นทางดังกล่าว

ใครออกค่าใช้จ่ายพาเนเน่ไป AGT?

อีกหนึ่งเรื่องที่จอนตอบอย่างชัดเจนคือค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาร่วม AGT ที่สหรัฐอเมริกา โดยระบุว่า รายการเป็นผู้ดูแลค่าเครื่องบินและโรงแรมของเนเน่และคุณพ่อ ส่วนเขารับผิดชอบค่าใช้จ่ายอื่น ๆ และจัดการสิ่งจำเป็นเกี่ยวกับการเดินทาง เพื่อให้พ่อลูกสามารถมุ่งความสนใจไปที่โอกาสตรงหน้าได้เต็มที่

จอนระบุด้วยว่า การสนับสนุนเนเน่ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการเดินทางมา AGT แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาทุ่มเททั้งเวลา ทรัพยากร ประสบการณ์ทางธุรกิจ และเครือข่าย เพื่อบริหารอาชีพและสร้างโอกาสให้กับเธอ

เบื้องหลังเลือกเพลง แต่ไม่สร้าง “เนเน่ในแบบของคนอื่น”

จอนเองเล่นกีตาร์และเคยเป็นนักดนตรีสมัครเล่น อีกทั้งชื่นชอบดนตรีร็อก จึงมีส่วนช่วยประเมินและเตรียมเพลงที่เนเน่ใช้ในการแข่งขัน แต่เขาย้ำว่าหน้าที่ของตนไม่ใช่การกำหนดว่าเด็กสาวต้องเป็นศิลปินแบบไหน

ในการพิจารณาแต่ละเพลง เขาจะมองว่าเพลงนั้นสะท้อนตัวตนของเนเน่หรือไม่ สามารถแสดงทั้งศักยภาพด้านเสียงร้องและการเล่นกีตาร์ได้หรือไม่ และสอดคล้องกับศิลปินที่เธอต้องการเติบโตไปเป็นหรือไม่

เป้าหมายสำคัญของเขาคือ ให้ผู้ชมได้เห็น “เนเน่” ไม่ใช่เนเน่ในแบบที่ใครคนอื่นสร้างขึ้นมา

คำแนะนำที่เขาให้ตลอดการแข่งขันจึงเรียบง่าย คือให้เธอยังคงเป็นตัวเอง เชื่อมั่นในสิ่งที่เตรียมมา สนุกกับช่วงเวลาบนเวที และไม่ปล่อยให้ผลการแข่งขันเพียงครั้งเดียวมากำหนดคุณค่าของตัวเอง เพราะสำหรับทีมของเธอ AGT เป็นโอกาสครั้งสำคัญ แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเส้นทางอาชีพที่ใหญ่กว่านั้น

วันที่ Golden Buzzer ดังขึ้น คนที่เห็นเธอตั้งแต่ตลาดภูเก็ตร้องไห้

หนึ่งในช่วงเวลาที่มีความหมายที่สุดเกิดขึ้นในรอบ Quarterfinals เมื่อเนเน่นำเพลง “Black Hole Sun” ของ Soundgarden ขึ้นแสดง ก่อน Mel B จะกด Live Golden Buzzer ส่งเธอเข้าสู่รอบ Final โดยตรง

จอนเล่าว่าเขาร้องไห้ด้วยความตื้นตันและภูมิใจ เพราะช่วงเวลานั้นสะท้อนทั้งการทำงาน การเสียสละ ความพยายาม และความเชื่อที่มีร่วมกันมาหลายปี

สำหรับเขา มันยังเป็นช่วงเวลาที่ผู้ชมนับล้านเริ่มมองเห็นสิ่งเดียวกับที่เขาเคยมองเห็นในเด็กหญิงชุดนักเรียนที่ยืนเล่นกีตาร์อยู่ในประเทศไทยเมื่อหลายปีก่อน

หลังการแสดง จอนเล่าว่าเขากลับไปรอเนเน่หลังเวทีทั้งน้ำตา เมื่อเธอกลับมาและเห็นเขา ทั้งคู่ต่างร้องไห้ ก่อนเนเน่จะเดินเข้าไปกอด และยืนกอดกันอยู่ครู่หนึ่งโดยแทบไม่ต้องพูดอะไร

“ผมภูมิใจในตัวเธอมาก” คือความรู้สึกที่เขาถ่ายทอดถึงช่วงเวลานั้น

ไม่กังวลแค่ผลแพ้ชนะ แต่มองไกลถึงชีวิตหลัง AGT

จอนยังตอบถึงกระแสจากแฟนชาวไทยบางส่วนที่กังวลว่า หากเนเน่ชนะ AGT เงื่อนไขหรือโอกาสทางธุรกิจหลังจากนั้นอาจไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับอนาคตของเธอ โดยระบุว่าเข้าใจความกังวลดังกล่าว เพราะเกิดจากความหวังดีของแฟน ๆ

หน้าที่ของเขาในฐานะผู้จัดการคือมองให้ไกลกว่าการแข่งขันหรือผลลัพธ์เพียงครั้งเดียว และพิจารณาว่าอะไรเหมาะสมกับอาชีพของเนเน่ในระยะยาว ส่วนในเวลานี้ สิ่งสำคัญคือสนับสนุนเธอในรอบชิงชนะเลิศและให้เด็กสาวได้มีความสุขกับช่วงเวลาพิเศษตรงหน้า

จอนปิดปากเรื่องโชว์ Final แต่ทิ้งประโยคชวนจับตา

เมื่อถูกถามตรง ๆ ว่า สามารถเปิดเผยอะไรเกี่ยวกับโชว์ของเนเน่ในรอบ Final วันที่ 22 กันยายนได้หรือไม่ จอนยืนยันว่าไม่สามารถบอกรายละเอียดของการแสดงได้

แต่เขาทิ้งคำตอบเอาไว้ว่า ทุกสิ่งที่พวกเขาทำมาตลอดได้นำเนเน่มาถึงช่วงเวลานี้ และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบนเวที ผู้ชมจะได้เห็น “เนเน่เป็นเนเน่” เป็นโชว์ที่จริงใจ พิเศษ และสะท้อนตัวตนของเธออย่างชัดเจน

พร้อมทิ้งท้ายถึงการแสดงครั้งสำคัญว่า

“ผมคิดว่าผู้คนจะจดจำการแสดงครั้งนี้ไปอีกนาน”

สำหรับก้าวต่อไปหลัง AGT จอนมองว่ารายการนี้เป็นเพียง “จุดเริ่มต้น ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง” แผนหลังการแข่งขันคือเดินหน้าพัฒนาเนเน่ในฐานะศิลปิน สร้างผลงานเพลงต้นฉบับ ขยายฐานผู้ฟังในระดับนานาชาติ และเลือกโอกาสอย่างรอบคอบ โดยยังคงรักษาตัวตน ครอบครัว และรากเหง้าความเป็นไทยของเธอไว้

เพราะหลังจาก AGT ทำให้ผู้ชมนับล้านรู้จักชื่อ Nene Royal แล้ว ภารกิจต่อจากนี้ในมุมของผู้จัดการ คือการเปลี่ยนช่วงเวลาพิเศษบนเวทีให้กลายเป็น อาชีพที่สามารถเดินต่อไปได้อีกยาวนาน

ที่มา : SiamTownUS