โอเลี้ยง เชิญยิ้ม น้ำตาไหลรับหนี้ท่วมอยู่ได้เพราะถุงยังชีพ เล่าผ่านคำดูถูกมาไม่น้อย

โอเลี้ยง เชิญยิ้ม น้ำตาไหลรับหนี้ท่วมอยู่ได้เพราะถุงยังชีพ เล่าผ่านคำดูถูกมาไม่น้อย

นักแสดงตลกชื่อดัง โอเลี้ยง เชิญยิ้ม เผยผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow ว่าตอนนี้หนี้ท่วม ขายสมบัติจนเกลี้ยง เคยคิดขายอวัยวะแลกเงิน ลั่นชีวิตตอนนี้ที่อยู่ได้ เพราะอาศัยถุงยังชีพ

“มันไม่มีอะไรเหลือแล้ว คือไม่มีอะไรที่จะขายแล้ว งานการก็ไม่มี เงินก็ไม่มี หมดหนทางแล้ว 2 ปีเต็มๆ ที่เจอสถานการณ์นี้ เราใช้ไปหมดแล้วของเก่า ขายไปหมดแล้ว รถ บ้าน”

ส่วนเรื่องที่ประกาศขายดวงตา 8 ล้านบาทนั้น เจ้าตัวก็ยอมรับว่าตอนแรกก็คิดจริง

“เราไปถามคนที่รู้จัก ถ้าขายดวงตาจะขายได้ไหม เขาบอกขายได้ งั้นก็ขายไปข้างนึง เราก็ยังเหลืออีกข้าง ข้างนึงเขาจะซื้อหรือเปล่าประมาณนี้ ถ้าเกิดขายได้ก็จะขาย”

ทั้งยอมรับว่าชีวิตตอนนี้หนักเหลือเกิน เพราะรับผิดชอบคนเดียวหมดทั้งค่าบ้าน ค่าไฟ ค่าเทอมลูกที่จะมาถึงด้วย “เงินที่พอมีอยู่บ้างเล็กๆ น้อยๆ แล้วไปยืมเขามาบ้าง ยืมเขามาใช้ ยืมเขามากิน บางทีก็ไปขอเจ้านายบ้าง ลูกพี่บ้าง แต่ขอบ่อยก็ไม่ไหว อายเขา”

ด้วยเพราะหลายครั้งที่เอ่ยปากขอยืมเงินใครก็เจอคำดูถูกกลับมาด้วย “เล่นตลกมาไม่รู้จักเก็บ เห็นมีงานเยอะแยะ เขาบอกว่าเชิญยิ้มทุกคน รวยทุกคนส่วนมาก ทำไมมึงแย่กว่าเพื่อนว่ะ ประมาณนั้นอะ”

“มีงานเยอะแล้วไง ค่าตัวแต่ละครั้งเราไม่ได้เรทสูง เพราะส่วนมากตลกเขาจะรับเป็นคณะ มันไม่ใช่คนเดียว คณะนึงบางทีไปงานก็ 4-5 หมื่น ถ้าใกล้ๆ ก็ 3 หมื่น ก็เฉลี่ยกันหลายๆ คน ไม่ได้รับคนเดียว งานคนเดียวก็มีบ้าง แต่ก็ไม่มาก แต่ส่วนมากจะรับเป็นคณะมากกว่า”

พร้อมยอมรับตอนนี้มีหนี้เยอะมาก เกิดจากการที่ขอยืมเงินเพื่อใช้จ่าย หลังเงินเก็บหมด

“จริงๆ ก็มีค่าบ้าน ค่าไฟ ค่าไฟนี่เรียบร้อยไปแล้ว ค่าใช้จ่ายจิปาถะในบ้านก็ประมาณ 4 หมื่นกว่าบาท มันมีค่าส่วนกลางของหมู่บ้านด้วยที่ยังไม่ได้จ่าย ติดเขามา 2 ปีแล้ว ไม่มีจะจ่าย แล้วเราก็เครียด หนี้มันไม่ได้เยอะมาก แต่ว่าต่อไปเราจะเอาที่ไหนมาใช้เขา เราคิดอย่างนั้น มันไม่มีรายได้เข้ามา คือยืมมาแล้ว”

เวลาเจ้าหนี้มาทวงก็ไม่มีคืน “ไม่มีๆ ขอผลัดไปก่อน โทรมาทวง บอกขอเวลาหน่อย เดี๋ยวก็มีงานเข้ามา รอโควิดหายก่อนแล้วค่อยว่ากัน”

“จุกอกเหมือนกัน มันก็ไม่รู้จะโทษใคร ก็โทษตัวเอง เราต้องยอมรับตัวเอง ยอมรับสภาพว่าเขาดูถูกก็เขาดูถูก ช่างมัน เราเป็นจริงนิ ไปโทษใครได้”

ส่วนใครจะมองว่าตกอับ โอเลี้ยงก็ว่า “คิดว่ามันเป็นวาทะกรรมมากกว่า ตลกตกอับ ศิลปินตกอับ”

แต่กระนั้น “ก็ยอมรับนะ ผมโอเค ผมตกอับ คนจะพูดก็พูดไป ไม่ว่าอะไรอยู่แล้ว หมดหนทางจริงๆ  ผมจะไปโต้แย้งอะไร ผมก็อับจริงๆ”

ชีวิตทุกวันนี้อยู่ได้ด้วยถุงยังชีพ?

“ถุงยังชีพจริงๆ ข้าว น้ำปลา น้ำมันพืช อยู่ในนั้นครบ ซึ่งได้มาจากสมาคมตลก วัดพระบาทน้ำพุก็มาช่วยบ้าง แล้วมูลนิธิต่างๆ ก็มาช่วยผ่านสมาคมตลก มันก็มีอยู่เรื่อยๆ ก็จะมีปลากระป๋องหมดก็ไม่มีอะไรกินแล้ว ถึงนึงข้าวอยู่ได้นาน แต่อาหารมันมีน้อย ปลากระป๋องมีอยู่ 4-5 กระป๋อง ก็ไม่มีอะไรกินแล้ว เงินจะซื้อไข่ก็ไม่มี”

รับเคยท้อถึงขั้นอยากจบชีวิตตัวเอง “ชีวิตเรามาถึงจุดนี้ได้ยังไง”

“มันไปหาที่ไหนไม่ได้ มืด 8 ด้านไปหมดเลย คนอื่นยังมีคนหยิบยื่นมาช่วยเหลือ เราไม่มีใครแล้ว แล้วลูกเรากำลังเรียนอยู่ ซึ่งเรารับผิดชอบ ทำไมเราทำเพื่อเขาไม่ได้ บางทีอยากไปๆ ให้มันจบ บางทีมันคิดไปไม่ได้ มันคิดถึงอนาคตเขา อยากเห็นอนาคตลูก อยู่ให้ลูกเรียนให้จบก่อน มันท้อใจนะ ต้องมาเช่าบ้านตัวเองอยู่ มันมาถึงจุดนี้ได้ยังไง”

ทั้งนี้เมื่อสอบถามถึงอาการป่วยหอบหืดที่ต้องพกยาฉุกเฉินติดตัวไว้ตลอด เจ้าตัวก็เล่าว่า “เป็นมานานแล้วครับ พอไปหาหมอเพิ่งจะรู้ว่าตัวเองหนัก แต่ก่อนไม่เคยไปหาหมอเราไม่รู้ ตอนหลังไปหาหมอ หมอบอกหนัก 4-5 ปีแล้ว สภาพนี้ต้องไปหาหมอทุกๆ เดือน”

“พอเดิน หรือวิ่งไม่ได้ก็ต้องพ่นแล้ว แต่ถ้าไม่ฉุกเฉินจะมีเครื่องพ่น ต้องซื้อเอง 2 พันกว่าบาท ราคาถูกนะ ถ้าแพงๆ ก็ 4-5 พัน แล้วก็ต้องซื้อยามาเอง กล่องก็ 800 ต้องประมาณ 2 โดสถึงจะอยู่”

หากพ่นยาไม่ทันต้องหามส่งโรงพยาบาล “มีเข้าไอซียูครั้งนึง แรงมาก วันนั้นมันก็เพลีย ก็บอกลูกขับรถไปที่โรงพยาบาล หมอก็เข้าห้องฉุกเฉินเลย เขาใส่อะไรเต็มไปหมด แล้วเขาฉีดยาสะดุ้ง คืนมาได้”

“เกิดจากเพราะหลอดลมมันตีบตัน แล้วอีกอย่างไม่ใช่แค่หอบหืดกระเพาะด้วย จะไปทำงานก็พกยาเป็นถุง ใครจะไปทำงานสะดวกคนเดียว ใครจะไปไหว”

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon