‘อจ.วารสารฯ’ แนะนักข่าวเลิกวัฒนธรรมล่วงล้ำสิทธิ สัมภาษณ์เก่งแค่ไหนก็ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา
เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ หลังมีกระแสข่าวกรณีนักข่าวสาวสำนักหนึ่งร้องไห้กลางไลฟ์สด เล่าเรื่องราวถูกพระเอกคนดังด่ากลางลานจอดรถ จนกลายเป็นกระแสข่าวที่ชาวเน็ตมากมายต่างให้ความสนใจ และวิพากษ์วิจารณ์กับกรณีที่เกิดขึ้น
อ่านข่าว: นักข่าวสาว โฮหนักกลางไลฟ์ หลังเจอพระเอกดังด่าลั่นลานจอดรถ ถามทำอะไรผิด?
ผศ.ดร.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม อาจารย์คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า มองอยู่ 2 ประเด็นคือมองเรื่องสิทธิส่วนบุคคล และเรื่องความเป็นคนดัง คนมีชื่อเสียง ตรงนี้วัฒนธรรมทำข่าวบ้านเรา ซึ่งวัฒนธรรมแปลว่าสิ่งที่ประพฤติปฏิบัติมาเป็นเวลายาวนาน และคิดว่าเป็นวัฒนธรรมที่ดี จึงได้ประพฤติปฏิบัติมาเป็นเวลายาวนาน ดังนั้นวัฒนธรรมในการทำข่าวของบ้านเราจึงไม่ให้ความสำคัญในเรื่องสิทธิส่วนบุคคลเลย หรือให้ความสำคัญน้อยมาก และยิ่งโดยเฉพาะมองว่าคนที่กำลังทำข่าวหรือแหล่งข่าวเป็นคนที่มีชื่อเสียง โดยเฉพาะดารา คนทำข่าวจะมองว่าเขาเป็นคนของสาธารณะ ดังนั้น จึงสามารถที่จะเสนอทุกเรื่องไม่ว่าจะเรื่องอะไรสาธารณะต้องรับรู้ จนกระทั่งไปล่วงล้ำเรื่องสิทธิส่วนบุคคล ดาราถึงแม้จะเป็นคนสาธารณะก็ตามก็มีพื้นที่ส่วนตัวของเขา นักข่าวจะนำเสนอเรื่องของดารา คนดัง คนที่เป็นสาธารณะ ควรที่จะเป็นเรื่องงาน
ผศ.ดร.วิไลวรรณกล่าวว่า แต่ถ้าเกิดเป็นเรื่องส่วนตัวก็เป็นเรื่องส่วนตัวที่เขายินดีที่จะเปิดเผยและเรื่องส่วนตัวนั้น เป็นเรื่องที่เขาไม่ได้ไปทำลายสังคมหรือทำให้สังคมเสื่อมเสีย ถ้าเกิดเป็นเรื่องส่วนตัวที่เขากำลังทำลายสังคม เป็นสิ่งที่ผิดทั้งศีลธรรม ข้อกฎหมาย เหล่านี้เป็นสิ่งที่สื่อนำมาเป็นเรื่องสาธารณะได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัว เขามีสิทธิความเป็นมนุษย์ มนุษย์มีสิทธิความเป็นส่วนตัว มีสิทธิส่วนบุคคลอยู่ ทุกคนที่เกิดมาเป็นมนุษย์มีสิทธิเรื่องความเป็นมนุษย์อยู่ ดังนั้น วัฒนธรรมการทำข่าวของบ้านเราโดยเฉพาะสายบันเทิง ไม่เคยตระหนักและไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องสิทธิส่วนบุคคล
“หลายๆ ครั้งเราจะเห็นการนำเสนอการข่าวหรือวันนี้ที่มีการไลฟ์สดจะเห็นว่าการสัมภาษณ์เป็นการละเมิดสิทธิมีลักษณะคำถามที่ละเมิดสิทธิบุคคล บางทีจะเห็นคำถามดูแข็งกร้าว เป็นคำถามที่เหมือนคุณกำลังเอาเขามาพิพากษากลางแจ้ง ซึ่งทุกวันนี้ที่พูดถึงนักข่าวจะต้องพูดถึงว่านักข่าวต้องมีจริยธรรม มีความรับผิดชอบต่อสังคม แต่พอมาถึงวันนี้สิ่งที่สำคัญมากในกรณีที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนให้แก่นักข่าวว่าวันนี้ทักษะที่จำเป็นของนักข่าวที่ควรจะมี ควบคู่กับทักษะด้านฮาร์ดสกิลด้านการสัมภาษณ์แล้ว ต่อให้สัมภาษณ์เก่งแค่ไหนก็ตาม คนที่สัมภาษณ์เก่งจริง นอกจากจะมีฮาร์ดสกิลด้านการสัมภาษณ์แล้ว คุณต้องมีซอฟต์สกิลเรื่อง เอาใจเข้ามาใส่ใจเรา (Empathy) ด้วย นี่คือซอฟต์สกิลในศตวรรษที่ 21 ถ้ามีทั้งสองอย่างแล้วควรทำให้ดีทั้งคู่ ดาราหรือแหล่งข่าวก็รู้สึกสะดวกสบายใจที่จะตอบคำถามที่นักข่าวถามเพราะคุณถามแบบมี Empathy หลายๆครั้งในไลฟ์สดจะเห็นว่านักข่าวถามคำถามที่ดุดันมาก เหมือนเอาเขามาพิพากษากลางอากาศ แล้วใครจะสะดวกใจที่จะสัมภาษณ์ และยิ่งมีความกดดันมากขึ้น
“ดังนั้นความกดดันของเขาจะออกมาด้วยวิธีไหน จึงไม่น่าแปลกใจที่กรณีที่เกิดขึ้นดารามีปฏิกิริยาโต้กลับ เพราะเขาไม่รู้หรอกว่าที่อยู่ที่ลานจอดรถคุณถอดหัวโขนของความเป็นนักข่าวออกแล้ว แต่คุณกำลังใส่ความเป็นแฟนคลับอยู่ แต่แหล่งข่าวหรือดาราคนนั้นเขาถูกคุณบี้กลางอากาศมาแล้ว แล้วเขาเดินออกมาแล้วกำลังเดินกลับเข้ารถ นี่คือพื้นที่ส่วนตัว ดังนั้นเขายังรู้สึกขุ่นมัวอยู่ เราไม่รู้อารมณ์ข้างในเขาคืออะไร ถ้าเกิดคุณเอาใจเข้ามาใส่ใจเรา คุณจะไม่ตามเขาไป แต่คุณบอกคุณไม่ได้ตามคุณไปเจอก็ตาม ยังมีคำถาม 1 คำถาม 2 เพื่อไปตอกย้ำหรืออะไร แต่ภาวะตอนนั้นเขาภาวะความเครียดเยอะ นั้นคือเหตุผลที่เขาปล่อยคำนี้ออกมา ทั้งๆที่เขาเป็นคนสาธารณะ แต่ต้องอย่าลืมว่าเขาก็คือมนุษย์
“ดังนั้น ถ้าคุณเป็นนักข่าวที่มี Empathy ใช้หลักความเป็นมนุษย์เข้าใจคนมากกว่านี้เหตุการณ์นี้ก็จะไม่เกิดขึ้น เหตุการณ์นี้น่าจะเป็นบทเรียนให้นักข่าวสายบันเทิงว่าคุณควรเลิกวิธีการสัมภาษณ์แบบที่เป็นอยู่ กลายเป็นวัฒนธรรมการทำข่าวสายบันเทิงได้แล้ว และในวันนี้สื่อไม่ได้เป็นสื่อวิชาชีพอย่างเดียวแล้วที่จะพูด จะเขียน นำเสนออะไรก็ได้ เพราะวันนี้ใครๆ ก็สื่อสารได้ โลกเปลี่ยนไปแล้ว ดังนั้น อำนาจที่ยิ่งใหญ่ของคุณ และคุณยังยึดติดกับอำนาจที่คิดว่ายิ่งใหญ่อยู่ ในฐานะที่คุณเป็นสื่อคุณเลยไลฟ์สดร้องไห้ว่าโดนดาราด่า ซึ่งไม่เข้าใจเหมือนกันว่าการทำแบบนี้คุณมีวาระข่าวสาร (agenda) อะไร คุณกำลังใช้ความเป็นสื่อเพื่ออะไรกับการกระทำครั้งนี้ นั้นทำให้เห็นบูมเมอแรง คุณเหวี่ยงมาแรง มันก็เหวี่ยงกลับมาหาคุณแรงด้วยเช่นกัน” ผศ.ดร.วิไลวรรณกล่าว
ส่วนเรื่องที่เกิดหลายกรณีที่ผ่านมามีนักข่าวบันเทิงถามประเด็นส่วนตัวมาก จนเกิดวิวาทะระหว่างดาราและนักข่าวบันเทิงนั้น ผศ.ดร.วิไลวรรณกล่าวว่า บ้านเรายังใช้เรื่องข้อกฎหมายกันน้อย โดยเฉพาะดาราจะมีบรรยากาศที่อยู่เหมือนเป็นพี่น้องกันพึ่งพาอาศัยกัน ดังนั้นนักข่าวทะนงตัวตลอด ดังนั้นจะเห็นว่านักข่าวก็นำเสนอใครที่ไม่ให้ความร่วมมือกับนักข่าว คือไม่ให้สัมภาษณ์ หรือถ้ามีอาการเหวี่ยงกลับ ดาราคนนั้นจะมีภาพความร้ายกาจ และจะปล่อยความร้ายกาจนั้นซ้ำๆ ที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีเรื่องของภาพที่มีปัญหากับนักข่าวบ่อยๆ คือพลอย เฌอมาลย์ กลายเป็นว่าถูกนักข่าวแบน
“สมัยก่อนดาราก็ต้องพึ่งพิงก็ไม่อยากมีเรื่องกับนักข่าว เพราะยังไม่มีอินสตาแกรม ทวิตเตอร์ ไม่มีพื้นที่ส่วนตัวของตัวเอง แต่ตอนนี้สิ่งที่นักข่าวเคยประพฤติปฏิบัติจนกลายเป็นวัฒนธรรมสายบันเทิงใช้ไม่ได้แล้วในวันนี้ที่เทคโนโลยีเปลี่ยนไป ซึ่งพื้นที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่ทุกคนสื่อสารได้ ดาราทุกคนมีอินสตาแกรมและมีแฟนคลับเข้าไปตามตรงนั้น ไม่จำเป็นด้วยซ้ำที่จะกลับไปอ่านข่าวบันเทิงแล้ว ดาราสามารถสื่อสารโดยตรงได้แล้ว ดังนั้นบทเรียนครั้งนี้เป็นบทเรียนที่สื่อต้องทบทวนตัวเองได้แล้ว และทุกวันนี้การกำกับโดยสังคม (Social Regulation) แข็งแรงมาก” ผศ.ดร.วิไลวรรณกล่าว
ย้อนอ่านสกู๊ปที่เกี่ยวข้อง

