ค่าย EXP เปิดไทม์ไลน์-หลักฐานโต้ พอร์ส Yes Indeed ปฎิเสธการบอกเลิกสัญญา
หลังจากที่ พอร์ส–นรากร อิสระวรางกูลหรือพอร์ส Yes Indeed ที่โด่งดังจากการเป็นวงดนตรีมัธยมเปิดหมวก ได้ออกมาแถลงข่าวพร้อม ทนายตั้ม ษิทรา เบี้ยบังเกิด แจ้งว่าข้อสัญญาที่มีกับค่าย EXP Entertainment ได้บอกเลิกตามกฏหมาย เหตุเพราะตัวสัญญามีความไม่เป็นธรรมและทำตั้งแต่ยังเป็นเยาวชน ทำให้ตอนนี้พอร์สเป็นอิรสะแล้ว ล่าสุดค่าย EXP Entertainment ตั้งโต๊ะแถลงข่าว นำโดย วงศพัทธ์ รติพัชรพรกุล ผู้บริหารค่าย, ศรายุทธ จันทร์โอวาท ผู้จัดการทั่วไป, ธนากร พลอยทับทิม ฝ่ายพัฒนาศิลปิน พร้อมด้วย ทนายนิด้า ศรันยา หวังสุขเจริญ ร่วมแถลงข่าวชี้แจงข้อกล่าวหาเปิดไทม์ไลน์ความต่อเนื่องในการทำงาน
–พอร์ส Yes Indeed พร้อมทนายตั้ม แจงข้อสัญญาไม่เป็นธรรม ยื่นหนังสือบอกเลิกค่ายเพลงแล้ว
โดย ท็อป วงศพัทธ์ ผู้บริหาร ได้เผยว่า วันนี้ต้องการแถลงความจริงเรื่องสัญญาของ พอร์ส นรากร และการทำงานที่ผ่านมาทั้งหมด หลังจากถูกกล่าวหาใช้สัญญาที่ไ่เป็นธรรม มีการเอาเปรียบศิลปินและไม่มีการผลักดัน ซึ่งเรื่องนี้ไม่เป็นความจริงและสร้างความเสียหายให้กับบริษัท ตนในฐานะผู้บริหารจึงต้องออกมาชี้แจง ปกป้องชื่อเสียง เกียรติและศักดิ์ศรีของบริษัท วันนี้จะเปิดไทม์ไลน์ทั้งหมด รวมถึงหลักฐานการแชทการโอนเงิน ตั้งแต่วันแรกที่พอร์สเข้ามาทำงานกับเรา
โดยจุดเริ่มต้นที่ได้เข้ามาอยู่ในค่ายเป็นเพราะพอร์สเป็นญาติกับเพื่อนที่ฝากเข้ามา บอกว่าเป็นหลาน มีความสามารถในการร้องเพลง เล่นดนตรี ทำงานเปิดหมวกกับน้องสาวช่วยที่บ้าน จากนั้นก็มีการส่งโปรไฟล์เข้ามา เรียกเข้ามาพูดคุย และมีการออดิชั่น ซึ่งทางเราเห็นว่าน้องมีความสามารถผลักดันได้ ก็มีการนัดเซ็นสัญญา
ก่อนที่ ทนายนิดา จะเปิดไทม์ไลน์การทำงานให้ฟังว่า วันที่ 11 มิถุนายน 2564 เซ็นสัญญาจ้างขับร้องเพลงและนักแสดง ในขณะนั้นน้องเป็นเยาวชนอายุ 17 ปี มีบิดาเป็นเซ็นเป็นพยานในเอกสารดังกล่าว และมีหนังสือยินยอมให้ทำนิติกรรมของบิดาอยู่ในนี้ด้วย น้องพอร์สและบิดาได้อ่านรับทราบและเข้าใจถึงเนื้อหาสัญญาทั้งหมดจึงได้ทำสัญญาฉบับนี้ วันที่ 15 มิถุนายน ได้มีการนัดถ่ายโฟโต้ชู้ตศิลปินเพื่อทำการพีอาร์ มีพอร์สอยู่ในนี้ด้วย วันที่ 24 มิถุนายนบริษัทขอคิวพอร์สเพื่อนัดโปรดิวเซอร์ คือ เอก ซีซั่นไฟว์ เพื่อมาดูแลการทำเพลง เรามีหลักฐานการคุยกันถึงการนัดคิวประชุม ส่งรูปศิลปินคือน้องพอร์สให้คุณเอกได้ดู
จากนั้น บูม ธนากร ฝ่ายพัฒนาศิลปิน ก็ได้เล่าต่อถึงวันที่ 26 สิงหาคม 2564 ที่แม้ว่าจะอยู่ในสถานการณ์โควิดระบาดก็ได้จัดกิจกรรมออนไลน์โปรโมทและมีการจ่ายเงินให้ศิลปินโดยไม่มีการหักค่าใช้จ่ายใดๆ เพื่อยืนยันว่ามีการโปรโมทพอร์สมาตลอด จนในช่วงเดือนพฤศจิกายน ก็ได้มีคอนเทนท์ มพร. ที่รวมศิลปิน 3 คน คือ มีน พอร์ส และ รีวอร์ดในแบบออนไลน์เพื่อเป็นการพีอาร์ศิลปินในทุกแพลตฟอร์มของค่าย ซึ่งก็ยังมีอยู่จนถึงปัจจุบัน และมีการจ่ายค่าตอบแทนครั้งละ 1,500 บาท ต่อ 1 ศิลปิน โดยค่ายได้เฉลี่ยต่อเทป 5,000-10,000 บาท ด้วยเพราะตอนนั้นยอดคิดตามของศิลปินอยู่เพียงหลักพัน

วันที่ 24 ธันวาคม 2564 น้องพอร์ส ได้ทักมาหาผมเพื่อออกหนังสือรับรองการเป็นศิลปินในค่ายเพื่อใช้ในการสมัครมหาวิทยาลัยครั้งที่ 1 หลังจากนั้น 2 กุมภาพันธ์ 2565 คุณพ่อน้องพอร์สได้นัดเข้ามาพูดคุยที่บริษัทเรื่องการเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งในวันนั้นไม่ได้มีการบอกกล่าวว่าจะยกเลิกสัญญาแต่อย่างใด ซึ่ง ทนายนิด้า ก็ได้ชี้แจงถึงตรงนี้จากการแถลงข่าวของพอร์สและทนายตั้มในครั้งก่อนว่า เป็นจุดที่ทำให้รู้สึกไม่พอใจ ที่เราฟังมายังไม่เข้าใจและยังไม่เคลียร์ว่าเขาไม่พอใจตรงไหน แต่ประเด็น ณ ช่วงนั้นได้มีการพูดคุยเพื่อขอให้เราช่วยหาสถานที่เรียน ซึ่งเราก็ได้ทำตามความสามารถและหลักเกณฑ์ที่มันควรจะเป็นและเต็มความสามารถ จนสุดท้ายได้ศึกษามหาวิทยาลัยปัจจุบันโดยที่ใช้หนังสือรับรองของเราเป็นทุนในส่วนหนึ่ง
วันที่ 10 กุมภาพันธ์ มีการประชุมเป็นงานเพลงทั้งปีของบริษัท สรุปการประชุมว่า แผนงานของพอร์ส จะมีเพลงเป็นศิลปินเดี่ยวในเดือนสิงหาคม ซึ่งตอนนั้นพอร์สยังไม่มีกระแส ยังไม่ดัง จากนั้นวันที่ 3 มีนาคม มีการนัดพูดคุยกับ เอกซีซันไฟว์ กับ พอร์ส เพื่อทำเพลงให้ พร้อมเปิดแชทพูดคุยการทำงาน ซึ่งตอนนั้นพูดตรงๆ ว่าเพลงยังไม่ผ่าน 100% ด้วยเพราะตอนนั้นพอร์สยังไม่ดัง เพลงยังไม่เหมาะ จึงอยากจะได้เพลงโปรโมทให้เป็นที่รู้จักก่อน แต่ที่กลับมาเอาเพลงนั้นเพราะในตอนนี้น้องเป็นที่รู้จักแล้ว 31 มีนาคม พอร์ส ได้ร่วมเดินพรมแดงในงานประกาศรางวัลงานหนึ่งในฐานะศิลปินในค่าย
4 เมษายน ได้มีส่งคลิป พอร์ส ไปออดิชันรายการนึง แต่ก็ไม่ผ่านด้วยเพราะยังมีผู้ติดตามไม่มาก 18 เมษายน ได้มีแผนการทำแฟนมีตติ้ง และได้มีการทำแบบสอบถาม จนวันที่ 1 มิถุนายน ได้มีการดำเนินงานติดต่อสถานที่เพื่อจัดงานแฟนมีตติ้ง ก่อนวันที่เป็นข่าวใหญ่สยามแตก 3 มิถุนายน พอร์สและวงเล่นดนตรีเปิดหมวก ซึ่งเป็นวันที่ค่ายเพิ่งทราบว่าพอร์สมีวง Yes Indeed เพราะก่อนหน้านั้นพอร์สจะเล่นกับน้องสาว 2 คนเป็นหลักและมีคนอื่นมาแจมบ้างในบางครั้ง
โดย ทนายนิด้า ได้ชี้แจงว่า กับการเล่นเปิดหมวกทางค่ายอนุญาตและให้ทำมาโดยตลอด สัญญายอมรับว่ามีระบุไว้จริงแต่ในทางปฏิบัติไม่เคยมีที่เราไม่ยอมให้ทำหรือปิดกั้น โดยในตอนแรกเข้าใจว่าพอร์สเล่นเปิดหมวก คนวางเงินให้โดยไม่มีการพีอาร์หรอโปรโมทสินค้าใดๆ เรามองว่าเราไม่ได้รับผลกระทบและน้องเกิดรายได้และได้พัฒนาศักยภาพด้วย แต่เราห้ามในเรื่องของภาคธุรกิจเพราะมันคือสิ่งเดียวกับที่เราจะทำ มันอาจจะเกิดการทับซ้อน เราห้ามแต่เว้นแต่จะได้รับเป็นลายลักษณ์อักษรจากเรา นั่นคือเนื้อหาในสัญญาที่น้องอาจจะมองว่าจำกัดสิทธิ์ของเขา แต่ในทางปฏิบัติจะเห็นได้ว่าเหมือนเขาฉีกสัญญาไปกลายๆ อยู่แล้ว แต่เรายอมรับได้เพราะยังไม่ได้เกิดงานให้เขา ยังอยู่ในช่วงการผลิต เรายืดหยุ่นให้เสมอ

วันที่ 4 มิถุนายน มีการก่อตั้ง เพจ Yes Indeed โดย ศรายุทธ ผู้จัดการทั่วไป ได้เล่าถึงเหตุการณ์ในวันนั้นว่า คุณพ่อของพอร์สได้โทรมาเพื่อขอเข้ามาพูดคุยเรื่องการยกเลิกสัญญาเป็นครั้งแรก และได้ทำนัดเพื่อพูดคุยในวันที่ 8 มิถุนายน พูดคุยกับทีมดูแลศิลปินว่าอยากยกเลิกสัญญา ว่าหากนังไม่มีการลงทุนให้เราแยกทางกันตรงนี้ไหม ซึ่งทางบริษัทก็ได้ชี้แจงถึงแผนงานการทำงาน และสรุปว่าไม่มีการยกเลิกสัญญาและอนุญาตให้ดำเนินงานต่อ หลังจากนั้น มีทีมงานทั้งครีเอทีฟ โปรดักชั่น พีอาร์ คุยกับน้องพอร์สถึงคอนเซปต์เอ็มวี สเต็ปการพัฒนาศิลปิน ไปเรียนการพัฒนาบุคลิกภาพต่างๆ
วันที่ 9 มิถุนายน ได้มีการโอนเงินค่าเพลง 50% ให้คุณเอก เรามีการลงทุนกับเขา มีการจ้างโปรดิวเซอร์ที่ไม่ใช่ระดับกระจอก โดยเพลงตั้งใจออกเดือนสิงหาคมตามแพลนแรก ก็ยอมรับว่าการที่น้องสยามแตกเป็นเหตุให้เรากลับมาเอาเพลงเดิม ไม่ทำใหม่ คนอาจจะมองว่าเกาะกระแสแต่มันคือความจริง แต่เราขอความเป็นธรรมว่าการทำงานของเราทำมาก่อนสยามแตก ในแชทก็ยังมีการคุยงานกับน้องพอร์สเรื่อยๆ วันที่ 14-21 มิถุนายน ก็ยังทำงานกันต่อ สรุปงานกับน้องพอร์ส
วันที่ 16 มิถุนายน น้องขอแคนเซิลนัดทั้งหมด แล้วเปลี่ยนเป็นขอนัดให้คุณพ่อเข้ามาคุยที่บริษัทวันที่ 21 มิถุนายน แทนจากเดิมที่ต้องไปอัดเพลง พอถามเหตุผลในการแคนเซิลงาน น้องก็แชทตอบกลับมาว่า “อยู่ในระหว่างการคุยเรื่องสัญญาครับ ขอคุยให้เสร็จก่อน” อันนี้เป็นครั้งแรกที่น้องพูดเรื่องสัญญาขึ้นมา ทุกอย่างเกิดขึ้นจากสยามแตก
วันที่ 21 มิถุนายน พอร์สและพ่อได้เดินทางมาที่บริษัทเพื่อพูดคุยกัน พร้อมผู้บริหาร ทนาย และพาร์ทเนอร์ ทางค่ายก็ได้ชี้แจงแผนงานให้ฟังอีกครั้งและแสดงเจตจำนงค์ว่ายินดีที่จะร่วมงานกับค่ายอื่นได้เพราะตอนนั้นมีการแจ้งมาว่า วงYes Indeed ถูกทาบทามจากค่ายใหญ่ เสนอไปว่าให้อีกค่ายมาคุยกับทางเราเพื่อให้น้องและวงไปต่อได้ และตอนนั้นก็มีงานติดต่อมาที่บริษัทและงานที่ทำไว้แล้วด้วย เลยมีการขอคิวน้องจากทางคุณพ่อเพื่อทำงานต่อ และขอใช้สิทธิ์การเป็นต้นสังกัดเสนอ 2 ตัวเลือกว่า ถ้าอยากเล่นเป็นวง เราทำเพลงเป็นวงให้เอาไหม ซึ่งเขาก็ไม่เอา หรือถ้าคนอื่นในวงไม่อยากอยู่ค่ายเล็กแบบเรา เขาจะไปสังกัดอื่นได้ แต่ขอให้ทางโน้นมาคุยเรื่องงานกับเรา ซึ่งทางเลือกนี้เขาก็ไม่เอา
รวมถึงพูดเรื่องงานต่างๆ ที่พ่อรับมาเองโดยไม่ผ่านค่าย เรายืนยันว่าไม่เป็นไรและไม่รับส่วนแบ่ง แต่บทสรุปคือแค่ขอให้บอกเราหน่อยน้องเล่นที่ไหนยังไง เพื่อรู้วันว่างของน้อง และรับงานไม่ชนกัน และวันนั้น 21 ก็ยังไม่ได้ยกเลิกสัญญาเดินหน้าต่อไป โดยเย็นวันนั้นน้องก็ยังมาขอสนับสนุนเอียร์มอนิเตอร์ ซึ่งเราก็ยินดีสนับสนุนด้วย จนวันที่ 22 มิถุนายนมีการคอนเฟิร์มนัดในวันที่ 23 มิถุนายน คิวโฟโต้ชู้ต สุดท้ายน้องพอร์สไม่ได้มา มีพ่อกับแม่มาเพื่อบอกเลิกสัญญาอีกครั้ง ซึ่งวันนั้นก็ได้มีการโพสต์โปรโมทซิงเกิ้ลใหม่ของพอร์สไว้ด้วย และที่เป็นรูปเก่าไม่ได้หมายความเราไม่ทำอะไรกับน้องจนไม่มีรูป ทำอะไรลวกๆ เพื่อมาเกาะกระแสน้องนั้นไม่เป็นความจริง
วันที่ 24 มิถุนายน ได้มีการส่งหนังสือยกเลิกสัญญามา ลงชื่อน้องพอร์ส ต่อมาวันที่ 29 มิถุนายน บริษัทตอบปฏิเสธการยกเลิกสัญญาขอให้ปฏิบัติตามสัญญาไป จากนั้นวันที่ 15 กรกฏาคม บริษัทออกประกาศว่าน้องพอร์สเป็นศิลปินในค่ายของเรา
เหตุผลที่ออกประกาศเพราะหลังจากที่คุณพ่อมาบอกเลิกสัญญาเราก็เกลี้ยกล่อมเพราะเราไม่ได้ทำผิดอะไร เราอยากทำงานให้ลุล่วงตามสัญญา สุดท้ายจบกันไปที่ว่าปล่อยให้ทำ แล้วงานที่เราเคยบอกว่าจะรับงานอะไรตามหลักสัญญาให้มาขออนุญาตได้รับความยินยอมจากเราก่อนไม่ต้องแล้วก็ได้ รับเลย หลักฐานตัวนี่เราก็มี ว่ารับเลย แต่ขอให้แจ้งเราหน่อยว่ารับงานอะไรบ้าง เมื่อไหร่ เพราะเมื่อซิงเกิ้ลน้องออก ทางเราเองก็ต้องรับงานเหมือนกัน เรากลัวว่างานเขากับงานเราจะมาชนกัน เขาก็รับปากว่าจะลิสต์คิวมาให้ แต่ก็ไม่ทำมาให้ เราก็ทวงเขาเรื่อยมา จนเราไม่มีทางเลือกจนต้องติดต่อไปที่คนว่าจ้างน้องแทน เราจำเป็นที่จะต้องออกประกาศเพื่อแสดงตัวตนว่าเราเป็นเจ้าของสัญญา
สำหรับประเด็นที่ว่า ค่ายเก็บเงินห้างดัง 30,000 บาท ค่าตัวพอร์ช ทนายนิด้า ก็แจงว่า เราทราบจากกลุ่มแฟนคลับของวง Yes Indeed ในโอเพ้นแชต แล้วเราก็โทร.ไล่ไป หนึ่งในนั้นคือห้างดังที่เราถูกกล่าวหาว่าเราไปเก็บเงินเขามา30,000 บาท เราก็บอกว่าคุณคะศิลปินที่คุณจ้างหนึ่งในนั้นเป็นศิลปินที่อยู่ภายใต้บริษัทเรา ทางการจ้างจะต้องขออนุญาตผ่านทางเราก่อน เขาก็ตกใจ เขาก็ถามถึงค่าตัวน้อง เราก็บอกเรตไปว่าอยู่ที่ 30,000 บาท ทางเจ้าหน้าที่บริษัทก็เอาข้อมูลนี้กลับมาคุยกับเจ้าของค่าย ซึ่งเจ้าของค่ายก็บอกว่าไม่รับ อย่าไปรับเงินเขาเลยไม่อยากมีปัญหา ซึ่งเรามีหลักฐานตรงนี้อยู่ ทางคุณท็อปให้คนเข้าพิมพ์ไปบอกว่า งานวันนี้ที่ห้าง…ทางค่าย exp อนุญาตให้น้องพอร์ชขึ้นเล่นนะครับ ทางนั้นพิมพ์กลับมาว่าโดยไม่มีค่าใช้จ่ายทุกกรณีใช่ไหมเฉพาะสาขานี้นะ ทางเราก็ตอบกลับไปว่าจ่ายกับทางวงได้เลย แล้วตรงไหนที่บอกไปเก็บเงิน 30,000 บาท นี่คือการใส่ความ เป็นข้อเท็จจริงที่เรายังไม่ได้รู้ชัด เขามีสิทธิ์เข้าใจผิดได้แต่เขาไม่ควรพูด ถ้ามีหลักฐานในการจ่ายเอามา นิด้าจะขอถอนตัวจากการเป็นทนายความคดีนี้จริงๆ

ทั้งนี้เมื่อถามว่า ตอนนี้มองได้ว่า พอร์ชดังแล้วค่ายอยากเกาะกระแส กับ พอพอร์ชดังแล้วอยากแยกวง อยากพูดเรื่องนี้ยังไงบ้าง ทนายนิด้า เผยว่า
“ขอไม่ชี้นำใดๆทั้งสิ้น เราต้องการออกมาเล่าไทม์ไลน์ที่แท้จริงให้ได้ทราบกัน ส่วนคนจะเห็นอย่างไรมองได้ทั้งหมดมองได้ทุกอย่างเลยว่าน้องสยามแตกแล้วค่ายไปเกาะกระแสก็ได้ หรือจะมองว่าน้องดังแล้วฉีดสัญญา มันมองได้หมดแต่การที่มองแล้วตัดสินใจเชื่ออย่างไรก็ต่มต้องมองอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง วันนี้เรามาเล่าถึงข้อเท็จจริงให้ฟังว่าเราทำอะไรกับน้องบ้าง ให้สังคมบอกว่าเราทำน้อยไป หรือมากไปสำหรับน้อง สังคมจะเป็นคนตัดสิน ถ้าถามในมุมเราเราไม่ได้มีเจตนาแบบนั้นอยู่แล้ว แต่ถ้าสังคมจะมองว่ามาเกาะอยู่ดีก็แล้วแต่สังคมจะมอง”
ตอนนี้พอร์ชเป็นอิสระหรือยัง เพราะเขาบอกว่าตอนนี้เขาเป็นอิสระแล้ว?
ทนายนิด้า : “สัญญาก็ต้องเป็นสัญญา ในวันที่เราเข้ามาทำสัญญากันเราก็ทำกันด้วยความสมัครใจ ในวันที่เราเลิกสัญญากันก็ควรจะเลิกกันโดยสมัครใจ ถ้าเขามองว่าสัญญามันไม่เป็นธรรมมันก็เป็นสิทธิ์ของเขาที่เขาจะบอกเลิกเราแต่ในวันนี้เราดูแล้วว่าเราไม่ได้กระทำผิดในสัญญาตรงไหน การที่ศิลปินในทุกค่ายที่มีสัญญา ทางค่ายต้องการคอนโทลอันนี้ปฎิเสธไม่ได้ แต่ถ้าอยากจะทำอะไรก็ได้ทั้งหมด ก็เป็นฟรีแลนซ์ไป
เราไม่รู้ว่าเราจะยกเลิกสัญญากับเขาทำไม เพราะเราก็มีงานที่เราเตรียมมาแล้ว เรามีเพลงที่เราจ่ายเงินค่าจ้างในการทำไปแล้ว แล้วน้องมีน กับน้องรีวิร์ดอีกสองคนที่รอทำเพลง รอร่วมวงด้วยกันอยู่อีก ก็อยากให้น้องเห็นใจทางเราด้วยที่เราก็ได้มีการลงทุนลงแรงไปแล้วทั้งหมด ในส่วนที่เขาบอกว่าเขาต้องการยกเลิกสัญญา เราก็ต้องบอกว่าเราขอปฎิเสธในการบอกเลิกสัญญานั้น ซึ่งน้องก็ต้องรู้อยู่แล้วว่าน้องจะต้องทำยังงไงในเมื่อเรามีสัญญากันอยู่ เราเองก็ยืดหยุ่นมาตลอด น้องอยากไปเล่นกับวงเราก็ไม่ว่า จะไปรับงานอะไร ขอให้บอกเพื่อที่จะได้ไม่ทับซ้อน เราถอยขนาดนี้แล้วน้องยังไม่เอาเราก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว”
ในทางจิตใจ น้องเขาหมดใจแล้ว มันจะไปต่อได้?
ทนายนิดา : “เอาจริงๆเราก็จนปัญญาที่จะให้คำตอบกับลูกความ เราไม่รู้ว่าเราจะต้องทำยังไง เขาอยากให้น้องกลับมาทำงาน เพราะเงินจ่ายค่ามัดจับไปแล้ว 50% แล้วจะต้องจ่ายส่วนที่เหลืออีก โปรเจ็กต์ก็รออยู่ เราก็ยืนยันว่าเราปฎิเสธการยกเลิกสัญญา ถ้าเขาไม่มาจะทำยังไง จะไปลากคอมันก็ไม่ใช่วิถีทางตามกฎหมายอยู่แล้ว ถามว่าเรามีสิทธิ์ฟ้องไหม เรามีสิทธิ์ฟ้องเขามานานแล้ว แต่เราไม่ได้มีแนวทางแบบนั้น มันแสดงให้เห็นว่าเรายืดหยุ่นกับเขามากที่สุดแล้ว”
ยังไงก็จะไม่ปล่อยพอร์ชไปแน่นอน?
ท็อป วงศพัทธ์ : “ไม่ถูกเสียทีเดียว เรามาคุยกันแบบผู้ใหญ่ดีกว่า ในเมื่อตอนนี้สัญญาไม่เคลียร์ ยังไม่ได้ข้อสรุปว่ายังไง ก็เข้ามาคุยกันดีกว่า ตรงกลางสำหรับเราทั้งคู่คือตรงไหน แล้วเราจะไปต่อกันได้ยังไง เพราะสุดท้ายแล้ววงการมันอยู่กันแค่นี้ เรายังต้องเจอกันอีก มันไม่มีความจำเป็นที่เราจะต้องมาจบกันแบบนี้ ผมยังจะได้เจอกันอีกในงานต่างๆ เราอยากเห็นน้องเติบโตในเส้นทางนี้ มันก็คนกันเองกันทั้งนั้น ผมคิดว่ามาเคลียร์กันให้เรียบร้อยดีกว่า ผมว่ามันเคลียร์กันได้ครับ เราพยายามติดต่อให้เขามาเคลียร์กับเราเรื่อยๆ แต่เขาก็เงียบ ครั้งสุดท้ายที่เขาติดต่อกลับมาคือวันที่ 29 มิ.ย. ทางไลน์”

เราเองทำใจไว้แล้วไหมว่าที่ออกมาเคลื่อนไหวเกี่ยวกับพอร์ชอีก?
ทนายนิด้า : “ก็ต้องยอมรับสภาพ มันไม่มีทางเลือกอื่น ถ้าเราไม่พูดกลับเราก็จะต้องเสียหายไปแบบเต็ม100% เราออกมาพูดบ้างก็น่าจะมีคนที่เข้าใจเรา แต่ถ้ายังมองเราผิดอยู่ดีก็ต้องเข้าใจว่านี่มันคือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงๆ ถ้าจะมองว่าเราไม่ดีก็อยากให้มองอยู่ในสตอรี่ที่มันถูกต้อง แต่ถ้าเขาจะฟ้องเรา เราก็ต้องก้มหน้ารับกรรมไป เราก็ต้องสู้คดีกันไป
วันนี้ที่เราอยากออกมาพูด เพราะเราไม่อยากให้สังคมเข้าใจเราผิดว่าก่อนหน้านี้เราไม่ได้ทำอะไรกับน้องเลย เพิ่งเห็นว่าน้องมีตัวตนเริ่มมาทำอะไรกับน้องในวันที่น้องดังเป็นพลุแตกในวันที่3 มิ.ย. อันนี้เป็นข้อความที่ใจร้ายเหลือเกิน ซึ่งจริงๆเราทำมาตลอด มันเป็นเรื่องของความบังเอิญจริงๆที่เราก็เตรียมทำงานมาอยู่แล้ว และน้องก็เกิดมาดังพอดี แล้วเราก็ยังต้องทำตรงนี้ต่อไป ถ้าบอกว่าเรามาเกาะน้องดังมันก็มองได้อีกแง่นึงเหมือนกัน หรือว่าน้องดังแล้วต้องการฉีดสัญญามันมองได้ทั้งหมด มองมุมไหนก็ทำร้ายทั้งคู่อยู่ดี
ตัวน้องพอร์ชเองก็ยังเป็นเยาวชน เราไม่อยากออกมาพูดอะไรให้มันกระทบน้องไปมากกว่านี้ แต่มันอาจจะมีบางข้อเท็จจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ทำให้น้องได้รับผลกระทบ แต่นั่นมันคือสิ่งจำเป็นเพราะเราเองก็ยังต้องมีหน้าที่ทำมาหากินต่อไปยังมีหน้าที่บริหารค่าย ดูแลพนักงานบริษัท มีศิลปินในค่ายคนอื่นต้องดูแล”
สัญญาทาส?
ทนายนิดา : “การออกมาพูดแบบนี้มันทำให้อนาคตวันนึงที่เรามีโอกาสปั้นศิลปินอื่นๆ การมีคำพูดแบบนี้ออกมา มันอาจจะทำให้เราเสียโอกาสในการที่ใครจะเข้ามาร่วมงานกับเรา อันนี้เราก็จำเป็นที่จะต้องดำเนินการ หากมีการพูดถึงเราในทางที่บิดเบือน โดยเฉพาะในเรื่องของการรับเงิน การที่น้องวง Yes Indeed ไปรับงานแล้วเรายังไปเรียกเก็บเงินเขา นิด้ากล้าพูดว่าข้อความนี้เป็นข้อความที่ใส่ความ นิด้ากล้ายืนยันว่าไม่มีการเรียกเก็บเงินใดๆ นิด้ารีเช็คหมดแล้ว”
ท็อป วงศพัทธ์ : “น้องเซ็นสัญญากับเรา 3 ปี ตอนนี้เหลืออีก 2 ปี”
ทนายนิด้า : “ในส่วนของผลตอบแทน ทุกอย่างที่เข้ามาในนามบริษัท น้องได้ 80% บริษัทได้ 20%”
กับกรณีบ๊อกซ์เซอร์?
ทนายนิด้า : “เรายอมรับว่ามีการให้ถือจริงๆ เพราะบ๊อกเซอร์เป็นสปอนเซอร์ในคลิป มคร เราไม่ได้บังคับแม้กระทั้งให้ใส่ เรามีคลิปวิดิโอที่ถูกเผยแพร่ไปแล้วในวันที่ 26 เม.ย. ทางคุณพ่อและพอร์ชไม่เคยมีการต่อว่าหรือกล่าวว่าไม่พอใจแต่อย่างใด ส่วนบ๊อกเซอร์ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ของทางค่ายเป็นของสปอนเซอร์สนับสนุนมาเพื่อให้เราทำเทปต่างๆเราก็ถือให้เขาเพื่อเป็นการโปรโมต
ในส่วนของคลิปมีทั้งหมด 3 คน คือมีน พอร์ช รีวอร์ด เราขอให้น้องๆช่วยถือและเชียร์ขายของ น้องก็ถือกันคนละตัวแล้วก็ตามสเต็ปของน้องเลย ฟรีสไตล์ มีมีน กับ พอร์ชเอาไปใส่ รีวอร์ดไม่ได้ใส่ ถ้าเราบังคับก็ต้องจับใส่ทั้ง3คน แต่นี่เราไม่ได้บังคับ แล้วต้องแยกแยะนะ บอกว่าเราไม่ผิดเราไม่ได้พูดอย่างนั้น เราแค่แก้ตัวก่อนว่าเราไม่ได้บังคับ แต่ต่อให้ไม่บังคับแล้วเหมาะสมหรือไม่ อันนี้เราน้อมรับ โอเคหากมองว่าไม่เหมาะสมทางค่ายอาจจะไม่ได้มองเรื่องนี้ แต่ยืนยันว่าไม่ได้มีการบังคับให้ใส่ แต่ขอให้ช่วยถือโปรโมต ซึ่งเรามีไฟล์ที่เห็นตั้งแต่ก่อนถ่าย ที่น้องใส่เอง ตามฟีลของน้อง
เราไม่ได้พูดว่าเขาบิดเบือนนะ สิ่งที่เขาพูดมันเป็นความจริงว่าเราขอให้น้องถือขายของ แต่สิ่งที่ไม่จริงก็คือเราไม่ได้บังคับ ถ้าน้องยืนยันอีกว่าเราบังคับ เราก็คงจะต้องขออนุญาตน้องที่จะเปิดเทปที่เรามี แล้วเขาไม่ได้ใส่บ๊อกเซอร์ตัวเดียว เขรใส่ทับเสื้อผ้าที่เขาใส่อยู่”
อยากบอกอะไรกับน้องบ้าง?
ท็อป วงศพัทธ์ : “จริงๆการทำงานทุกอย่างมันคุยกันได้ ตอนนี้พอร์ชโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว รูปแบบในการทำงานมันไม่ได้ฟิกว่าทำที่นี่แล้วจะทำที่นั่นไม่ได้ บริษัทเดี๋ยวนี้เขามีบริษัทพอร์ตเนอร์อยู่หลายบริษัทที่เซ็นด้วยกันแล้วร่วมกันทำงานผมว่าท้ายสุดแล้ว ก็คือการผลักดันและส่งเสริมให้เขาไปข้างหน้า มีผลงานที่ดีออกมา มีแฟนคลับ คือมันทำงานส่งเสริมกันได้ การที่เขาจะมาจบแบบนี้มันไม่ควรเลย โดยเฉพาะเขาเองเป็นคนที่เพื่อนผมฝากมาด้วย ไม่มีเหตุผลเลยที่ผมจะไม่ส่งเสริมและผลักดันเขา เราคือคนกันเอง ผมอยากให้เขาคุยกันแบบผู้ใหญ่คุยกันดีกว่า อยากทำเพลงอะไรตอนที่เขาเข้ามาผมยอมเขาทุกอย่าง แต่เพื่อนไม่อยากมาที่นี้ งั้นให้บริษัทเพลงอีกทีนึงมาคุยกับผม ให้บริษัทมาคุยกันมันจะได้หาจุดที่ทำงานด้วยกันได้ เราหาทางออกเสมอเพื่อให้ทุกอย่างไปต่อได้ แต่คราวนี้ก็อยู่ที่ผู้ใหญ่ด้วยว่าจะสนับสนุนขนาดไหน ต่อให้เด็กมาแต่ผู้ใหญ่ไม่โอเค แทนที่จะเป็นทางออกร่วมกันมันก็จะเป็นความแตกหักอย่างนี้ฉะนั้นเข้ามาคุยกันดีๆดีกว่า ผมอยากให้ทุกอย่างราบรื่นๆ ผมอยากเห็นเขาโตขึ้น เขาให้สัมภาษณ์บอกว่าเขามีความฝัน ผมเองและทุกคนที่นี่ก็มีความฝัน ผมก็อยากจะพาทุกคนไปข้างหน้าเหมือนกัน”
คดีนี้เป็นศึกช้างชนช้างระหว่างทนายด้วยกันด้วย?
ท็อป วงศพัทธ์ : “ไม่ได้ตั้งใจจะเอามาชน คิดว่าทนายนิด้าเหมาะสมที่สุดกับเรา เราไม่ได้จะไปท้าชนใคร ครั้งแรกที่เจอก็เอาข้อมูลจริงมาคุยกัน เขาถามผมเยอะมาก”
ทนายนิด้า : “ขยี้เขาจนเหมือนเขาเป็นผู้ต้องหา สิ่งที่พูดมามีหลักฐานอะไรซัพพอร์ตบ้าง สนับสนุนบ้าง แชตทั้งหมดไปปริ้นท์มา ปริ้นท์ทุกหน้าอย่าให้ขาดตกบกพร่อง ไฟล์แผนการทำงานทั้งหมด ดูทุกอย่างจริงๆเพราะเราไม่อยากพลาดในข้อเท็จจริงที่มันยังไม่นิ่ง เรายังไม่รู้จริง เพราะมันอาจจะก่อให้คนอื่นได้รับความเสียหายได้ แค่อาจจะก็ไม่อยากทำแล้ว เพราะเราไปแก้ไขอะไรให้เขาไม่ได้ นิด้าก็จะพยายามระมัดระวังตัวในตรงนี้มากๆ ทุกวันนี้สังคมอาจจะตราหน้าบริษัทไปแล้วถึงขนาดว่าเป็นบริษัทปลิง แมงดา เกาะน้อง สมมติถ้าวันนึงเราขึ้นศาล แล้วเราพิสูจน์ได้ว่าเราไม่ได้เป็นแบบนั้น เราเอาผลของศาลที่พิสูจน์เราแล้วว่าเราไม่ใช่ ถึงวันนั้นคนกํไม่สนใจแล้ว คนไม่ได้สนใจข่าวดี คนสนใจข่าวร้าย มันเลยจำเป็นมากที่เราจะต้องออกมาพูดในวันนี้เพื่อชี้แจงไทม์ไลน์ให้ชัดเจน”


