การเมืองญี่ปุ่น หลังยุค ‘อาเบะ’ และยุทธศาสตร์ ‘อินโด-แปซิฟิก’ มรดกที่ทิ้งไว้ต่อสันติภาพโลก
เป็นข่าวช็อกคนทั้งโลก เมื่อผู้นำคนสำคัญคนหนึ่งของโลกอย่าง “ชินโสะ อาเบะ” อดีตนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น ถูกสังหาร ขณะช่วยหาเสียงสมาชิกวุฒิสภา ที่เมืองนารา ในช่วง 11.30 น. ของวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางสายตาของคนทั้งโลกที่จดจ้องไปที่เหตุการณ์ดังกล่าว
เท็ตสึยะ ยามากามิ อดีตสมาชิกกองกำลังป้องกันตนเอง วัย 41 คนร้ายที่ลั่นไกยิงนายชินโสะ อาเบะ ถูกจับได้ในทันที พร้อมกับปืนประดิษฐ์ ที่พบในที่เกิดเหตุ ก่อนที่กระบวนการสืบสวนจะต่อเนื่องขึ้น โดยมือสังหารอ้างว่า แรงจูงใจ เกิดขึ้นเนื่องจากความไม่พอใจ ที่ อาเบะ สนับสนุนลัทธิหนึ่ง ซึ่งแม่ของเขานำเอาเงินไปบริจาคจนมีปัญหาทางการเงิน
แรงจูงใจ ที่หลายคนตั้งข้อสงสัยว่าฟังขึ้นบ้างหรือไม่ รวมไปถึงเรื่องความปลอดภัยในญี่ปุ่น ที่มีกฎหมายการควบคุมการใช้อาวุธปืนอย่างเข้มงวด ประเทศหนึ่งในโลก
ศูนย์ญี่ปุ่นศึกษา สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษาฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงได้จัดงานเสวนาวิชาการ “ลอบสังหารนายกอาเบะ: เกิดอะไรขึ้นกับการเมืองญี่ปุ่น” ขึ้น โดยได้ผู้เชี่ยวชาญด้านญี่ปุ่น อย่าง ศ.ดร.นภดล ชาติประเสริฐ คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ และ ศ.ดร.กิตติ ประเสริฐสุข คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ มาร่วมถกเถียงในประเด็นดังกล่าว และมี รศ.ดร.สุนิดา อรุณพิพัฒน์ คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ เป็นผู้ดำเนินรายการ
ถกแรงจูงใจ มือสังหาร
วงเสวนา เริ่มต้นชวนถกเถียง ถึงแรงจูงใจ ที่ “นายเท็ตสึยะ ยามากามิ” ใช้สังหารอดีตนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งนานที่สุดของญี่ปุ่น
ศ.ดร.นภดล เปิดวงเสวนาว่า แรงจูงใจถือเป็นประเด็นหลักที่หลายคนสนใจ จากข่าวผ่านสื่อต่างๆ จากการสอบสวน จะบอกว่า เหตุผลมาจากความไม่พอใจในองค์กรทางศาสนา ที่มารดาผู้ก่อเหตุไปทำบุญจนเดือดร้อน แล้วอาเบะไปสนับสนุน จนมาทำร้าย ก็เป็นข้ออ้างที่ไม่สมเหตุสมผล ไม่พอใจเข้าใจได้ แต่อาเบะไม่ได้เกี่ยวข้องได้โดยตรง เราไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าใช่หรือไม่ แต่สำหรับภาพกว้างๆ ว่า หากมีการลอบสังหารอาเบะ ก็มีความเป็นไปได้ 4-5 กลุ่ม
1.หัวรุนแรงปีกซ้าย กลุ่มนี้อาจไม่พอใจอาเบะ ที่จะส่งเสริมให้ญี่ปุ่นมีกองทัพที่เข้มแข็ง การจะไปแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 9 กลุ่มนี้เคลื่อนไหวจนต้น ทศวรรษที่ 1970-1980 ก่อนถูกปราบปรามมีกิจกรรมน้อยลง หลังสิ้นสุดสงครามเย็นก็ไม่มีกิจกรรม และส่วนใหญ่เป็นการเคลื่อนไหวนอกประเทศ อาทิ กองทัพญี่ปุ่นแดง เน้นปฏิวัติโลก จี้เครื่องบิน วางระเบิด จับตัวประกัน ใช้อาวุธอานุภาพสูง กลุ่มนี้ มีโอกาสเป็นไปได้น้อย เพราะไม่ได้เคลื่อนไหวมานานแล้ว ปีกซ้ายอื่นๆ ก็ไม่มีกิจกรรมชัดเจนช่วงหลังๆ นี้
2.กลุ่มรักสันติ ยังมีพลังอยู่เยอะ มีกระแสอยู่ตลอด แต่สนับสนุนทุกพรรคการเมือง จากภาคธุรกิจและเอกชนที่ไม่แสวงหากำไร จะเคลื่อนไหวโดยสันติ ซึ่งไม่น่าจะเป็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มนี้ ที่นโยบายออกไปทางเอียงขวา ส่งเสริมกองทัพ และ อยู่ในรัฐบาลปัจจุบัน ถือว่าไม่สมเหตุสมผล

เชื่อไม่เกี่ยวข้อง ข้อพิพาทต่างชาติ
นภดล อธิบายต่อว่า ข้อ 3.หัวรุนแรงเอียงขวา หรือ กลุ่มขวาจัด หลายคนอาจสงสัยว่า มีความคิดไปในทางเดียวกับอดีตนายกฯ จะก่อเหตุทำไม ต้องบอกว่า บางกลุ่ม ขวาจัดไปกว่าอาเบะ คืออยากให้ญี่ปุ่น ยิ่งใหญ่เกรียงไกร และมองว่า รัฐธรรมนูญฉบับหลังสงคราม ทำให้ญี่ปุ่นอับอาย การไม่มีกองทัพ เป็นจุดอ่อน
“อาเบะเคลื่อนไหวก็จริง แต่ปรากฏว่ากระทั่งอาเบะพ้นไป ก็ทำไม่สำเร็จ กลุ่มนี้อาจไม่พอใจที่อาเบะให้คำมั่นแล้ว แต่ทำไม่ได้ เหมือนถูกหลอก หักหลัง ฝ่ายปีกขวานี้ เคลื่อนไหวตลอด ไม่ได้ถูกควบคุม มีการเคลื่อนไหวตั้งแต่เบาไปหนัก หากใครอยู่ญี่ปุ่นหรือคุ้นเคย จะเห็นว่ามีรถกระจายเสียงไปตามที่ต่างๆ โฆษณาแนวคิดของตัวเอง ทั้งกลุ่มเล็กและใหญ่ ข้อนี้อาจมีโอกาสมากกว่ากลุ่ม 1 และ 2”
4.คลั่งลัทธิ พวกนี้มีอยู่มากในญี่ปุ่น เพราะญี่ปุ่นเปิดพื้นที่ให้การเผยแพร่ความคิดต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ บางกลุ่มเคลื่อนไหวรุนแรง บางอย่างเป็นการเมือง บางอย่างเป็นศาสนา บางอย่างก็ผสมกัน เมื่อ 20 กว่าปีก่อน มีกลุ่มเคลื่อนไหวรุนแรง ชื่อ โอมชินริเกียว เป็นองค์กรทางศาสนาที่มีคำสอนแปลกๆ เชิญให้คนเข้าร่วมอย่างเข้มข้น และละเมิดกฎหมาย วางแก๊สพิษในสถานีรถไฟหลายแห่ง ทำให้คนบาดเจ็บ เสียชีวิต จนถูกปราบปราม ซึ่งอาเบะ อาจจะไม่ได้เข้าร่วมกลุ่ม แต่ไปขัดขวาง หรือเป็นฝ่ายตรงข้าม
5.ปมส่วนตัว เรื่องนี้ องค์กรทางศาสนา อาจไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ผู้ก่อเหตุไม่พอใจบางอย่างในตัวอาเบะ ก็เป็นได้
ก่อน นภดล จะกล่าวต่อถึงปมที่หลายคนตั้งข้อสังเกตที่อาจเป็นฝีมือต่างชาติว่า ทฤษฎีที่บอกว่า ต่างชาติเข้ามาสนับสนุน ก็ให้น้ำหนักน้อยมาก หลังจากลอบสังหาร อาเบะ มีการเผยแพร่ข่าวในอินเตอร์เนตญี่ปุ่น ว่ามีการผลักดันจากภายนอก จากประเทศที่ไม่เป็นมิตรกับญี่ปุ่น ว่ามาผลักดันตรงนี้ หรือ มีชาวเกาหลีที่มาอยู่ในญี่ปุ่นหลายแสนคน อยู่เบื้องหลัง นี่เป็นข่าวเท็จ แพร่หลายจนออกมาเตือนสติกัน เรื่องนี้ผมให้น้ำหนักน้อย
“อย่างไรก็ตาม ผู้กระทำหัวรุนแรงแน่นอน” นภดล ทิ้งท้าย
รู้จักลัทธิ Church of Unity ที่มาปมสังหาร
ด้าน กิตติ กล่าวเสริมว่า การที่บอกว่าเป็นปมส่วนตัวนั้น อาจไม่ใช่ความแค้นต่ออาเบะ แต่เป็นเรื่องภาวะจิตใจบางอย่าง กรณีที่คนไปยิง จอห์น เลนนอน เป็นโรคจิต แบบนี้เป็นได้ ญี่ปุ่นเป็นสังคมที่คนมีความเครียดสูง มีอาการทางจิตพอสมควร อย่างปีที่แล้วก็มีคนแต่งเป็นโจ๊กเกอร์ ไปทำร้ายคนเสียชีวิต คนญี่ปุ่น มีจำนวนไม่น้อย ชอบอยู่คนเดียว มีอาการทางจิต
“หากดูคำให้การของเท็ตสึยะ ที่ตำรวจญี่ปุ่นระวังในการให้ข่าวมาก แม้ว่าสังคมญี่ปุ่นและสังคมโลกจะอยากรู้ แต่ได้ข้อมูลที่น้อยมาก จากปากคำว่าแค้นที่อาเบะเกี่ยวข้องกับ ลัทธิทางศาสนาลัทธิหนึ่ง ชื่อ Church of Unity แปลว่า โบสถ์แห่งความเป็นเอกภาพ ศาสดาเป็นชาวเกาหลีใต้ และ เคยมีข่าวใหญ่เมื่อ 30 ปีก่อน ตอนผมเรียนอยู่ที่ญี่ปุ่น เขาจัดพิธีแต่งงานหมู่ที่เกาหลี และมีดาราญี่ปุ่นไปร่วมพิธีแต่งงานนี้ด้วย”
ก่อนว่า คิดง่ายๆ เหมือนเป็นลัทธิทางศาสนา ไม่มีชื่อความรุนแรง แต่เป็นไปได้ที่แม่เขาจะไปเสียเงินเสียทอง

การเมืองญี่ปุ่น กลุ่มศาสนา และฐานเสียง
ส่วนคำถามที่ว่า อาเบะ ไปเกี่ยวข้องได้อย่างไรนั้น กิตติ กล่าวต่อว่า พรรคเสรีประชาธิปไตย หรือ LDP ถือเป็นพรรคขนาดใหญ่ ฐานเสียงหลากหลาย เป็นกลุ่มอนุรักษ์นิยม ฐานเสียงกลุ่มศาสนาก็มี พูดให้ถึงที่สุด กลุ่มยากูซ่า บางกลุ่มก็ยังสนับสนุนพรรคนี้ เพราะครองอำนาจมานาน มีสายสัมพันธ์หลากหลาย อาเบะไปร่วมพิธีออนไลน์ การเปิดประชุมกลุ่มทางศาสนาที่สังกัดกลุ่มนี้ เขาจึงมองว่า อาเบะเกี่ยวข้อง
“อยากให้เห็นภาพการเมืองญี่ปุ่น ว่าฐานเสียงหลากหลายจริงๆ ก็ต้องหาทางหาเสียงสนับสนุน ทำให้กลุ่มทางศาสนาใกล้ชิดกับนักการเมืองได้ นี่คือสิ่งที่น่าสนใจ”
“ไม่ชัดว่าคนลอบสังหารเป็นสมาชิกลัทธิใด จริงๆ เขากล่าวว่าจะไปลอบสังหารผู้บริหารของโบสถ์นี้ แต่เปลี่ยนใจมาที่อาเบะ ความเป็นเหตุเป็นผลนั้นไม่ได้ การที่อาเบะมาปราศรัย ไม่ได้มีแผนล่วงหน้า เป็นกำหนดการที่เคาะวันพฤหัสบดีเอง ช่วงเวลาสั้นมาก ที่จะรู้ว่าอาเบะจะไป แต่เขาทำอาวุธมานานแล้ว” กิตติกล่าว
ฟันธง ปมสังหาร
กิตติกล่าวว่า หากจำเป็นให้ฟันธงนั้น จากข้อมูลที่จำกัด ก็คงเป็นเรื่องปัจเจก ที่มีอาการทางจิต ส่วนข้อหาที่ทางโซเชียล บอกว่าคนญี่ปุ่น เชื้อสายเกาหลีมาอยู่เบื้องหลัง ส่วนฝ่ายขวาที่โกรธนั้น ความแค้นนั้นมันเลยพีคไปแล้ว ช่วงที่แค้นมากๆ คือช่วงอาเบะดำรงตำแหน่งมากกว่า จะมาย้อนหลังทำ ยังไม่ใช่ ไม่สมเหตุสมผล อาเบะนั้น พยายามแล้ว แต่คะแนนเสียงไม่พอ
ขณะที่ นภดลกล่าวว่า ปมฝ่ายขวาจัด ไม่พอใจนายกฯอาเบะนั้น ไม่น่ารุนแรงถึงการใช้ลอบสังหารได้ อย่างที่พูดไปว่า อาเบะแม้พ้นตำแหน่งนายกฯ ก็ยังคงเคลื่อนไหวผลักดันมาตรา 9 อยู่ ไปไล่ดูข่าว ปลายเดือนมิถุนายน อาเบะไปหาเสียงที่ชิบะ ติดกับโตเกียว เพื่อเลือกตั้ง ส.ว. ก็ยังพูดถึง การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 9 อยู่ เพราะต้องอาศัยเสียของ ส.ว. โดยอ้างไปถึงเรื่องยูเครน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่คนคาดไม่ถึง น้ำหนักฝ่ายขวาแม้จะมากกว่าปีกซ้าย หรือฝ่ายสันติ แต่โอกาสยังไม่มากนัก เทียบกับเรื่องบุคคลที่ไม่พอใจกับศาสนา หรือปัญหาสุขภาพผู้ก่อเหตุ
“มารดาผู้ก่อเหตุ ก็ไปบริจาคเยอะจริง และนานแล้ว ทำให้เขาเดือดร้อนจริง เหลือจุดเชื่อมว่านำไปสู่การกระทำ ว่าลอบสังหารอาเบะหรือเปล่า ดูจากบุคลิกผู้ก่อเหตุ ก็ทำอะไรไม่สมเหตุสมผลอยู่เยอะ บอกว่าจะทำร้ายแกนนำศาสนา ก็บอกว่ามาทำร้ายอาเบะ ดูไม่สมเหตุสมผล เพราะแกนนำศาสนาไม่น่าจะมีคนคุ้มกันอยู่เยอะ บางคนวิธีคิดไม่เหมือนคนทั่วไป ข้อมูลที่มีออกมา มีข้อเท็จจริง ว่าครอบครัวสะเทือนจริง ความไม่พอใจมีจริง จากข้อมูลก็คงต้องฟันธงเช่นนี้” นภดลกล่าว

องค์กรศาสนา ผงาดขึ้นอย่างไรในญี่ปุ่น
อาจารย์นภดล กล่าวว่า สำหรับคนที่ไม่ได้ติดตามเรื่องนี้ละเอียดนัก ญี่ปุ่นเป็นดินแดนที่เอื้อให้เกิดองค์กรทางศาสนามากมาย ทางวิชาการเรียกว่าศาสนาใหม่ อาจจะเป็นศาสนาใหม่เลย หรืออาจจะแตกนิกายจากศาสนาเดิมๆ หรือผสมผสานของเดิม บวกของใหม่ เกิดขึ้นได้เพราะ รธน. หลังสงครามนั้น ให้เสรีภาพทางศาสนาเต็มที่ แยกการเมืองกับศาสนา รัฐไม่ยุ่งกับศาสนา เป็นเรื่องปัจเจกบุคคล ไม่เข้าไปยุ่งเรื่องพิธีกรรมความเชื่อต่างๆ เงื่อนไขเอื้อให้เกิดศาสนาใหม่อยู่เสมอ
“เป็นสภาพที่มีในญี่ปุ่นอยู่แล้ว มีคำสอนหลากหลาย ส่วนใหญ่เป็นคำสอนสร้างสรรค์ มีส่วนน้อยที่แปลกไป เช่น โอมชินริเกียว องค์กรเหล่านี้ มีทั้งดำเนินการแบบเปิดเผย และปิดลับ บางองค์กรก็ตั้งสถาบันการศึกษาก็มี บางองค์กรสนับสนุนพรรค บางองค์กรตั้งพรรคเองเลยก็มี หากมีบุคคลที่ไปนับถือ ศรัทธา องค์กรทางศาสนาใด ก็ไม่แปลกในญี่ปุ่น”
ทั้งยังระบุว่า ศาสนาใหม่นี้ มีความหลากหลายในแง่คำสอน แต่จำนวนมากมีลักษณะร่วมกันคือความเข้มข้นในการต้องการให้คนเข้าร่วมแบบเข้มข้น ไม่เหมือนกับศาสนาแบบดั้งเดิม เมื่อเกิดใหม่ก็ต้องเร่งหาคน ให้ศรัทธาที่นี่ เข้าที่นี่เชื่อที่นี่ และการบริจาคที่บางแห่งก็เข้มข้น เมื่อเทียบกับรายได้ของผู้บริจาค
สังคมญี่ปุ่น เอื้อศาสนาใหม่เติบโต
กิตติ ได้กล่าวเสริมว่า เรื่องนี้แม้เป็นเรื่องส่วนบุคคล ที่มีความคิดแปลกออกไป แต่เหมือนเป็นยอดภูเขาน้ำแข็ง ที่สะท้อนสังคมญี่ปุ่น ที่คนไปสนใจศาสนาใหม่ มีเยอะจนกลายเป็นตั้งพรรคการเมืองได้นั้น เพราะแม้จะเป็นเมืองพุทธ แต่สังคมญี่ปุ่นไม่ได้ยึดหลักศาสนาเป็นหลัก เช่นเดียวกับจีน ที่ไปยึดถือเรื่องการทำงาน ระเบียบวินัย เป็นบรรทัดฐานสังคมที่คุมพฤติกรรมคน ไม่เหมือนศาสนาอิสลาม หรือคริสต์ ที่คนไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์
“เมื่อคนเกิดความว้าวุ่นในใจ เกิดปัญหา ยิ่งในทศวรรษที่ 1960 เกิดศาสนาเยอะ เคลื่อนย้ายถิ่น มีความอ้างว้าง ก็มีเยอะ คนออกจากรถไฟฟ้ามา ก็จะมีคนบอกว่าขอเวลาสักครู่ แนะนำอะไรบางอย่าง เอามือมาอังหน้า สภาพสังคมมันเอื้อให้เกิดการเติบโตของศาสนาใหม่ ที่ทำให้คนไปศรัทธาศาสนาอย่างแรงกล้า”
กิตติ กล่าวต่อว่า ภาพที่สังคม มีความเครียดค่อนข้างสูง พฤติกรรมอย่าง เท็ตสึยะ มีไม่น้อย ชอบอยู่คนเดียว ไม่สุงสิงกับใคร มีเยอะและบ่อยมาก ไทยเราเฮฮา ปาร์ตี้ คนญี่ปุ่นก็เฮฮา แต่มีคนไม่ฮาแบบนี้พอสมควร จะเกิดความเก็บกด ไม่มีเพื่อน สังคมไทยมีวงศาคนาญาติ มีเพื่อนโอบอุ้มเยอะกว่าญี่ปุ่น ที่ญี่ปุ่น โดดเดี่ยวกว่า อาจจะก่อให้เกิดความรุนแรง

ตัวตน แรงจูงใจ เท็ตสึยะ
นภดล ได้ฉายภาพของมือสังหารอดีตนายกฯ คนนี้ว่า หากดูข้ออ้างผู้ก่อเหตุ ข้อเท็จจริงนั้น มารดาไปเชื่อองค์กรทางศาสนานี้จริง และทำบุญ หรือบริจาคไปเยอะ เพราะมีการไปสัมภาษณ์ญาติผู้ใหญ่ของคนก่อเหตุ ก็ให้การว่า การไปเข้าร่วมหรือบริจาคไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นมาตั้งแต่ผู้ก่อเหตุยังเป็นเด็ก
“ครอบครัวผู้ก่อเหตุ ทำธุรกิจก่อสร้าง เชื่อว่าเป็นธุรกิจเล็กๆ พ่อเสียชีวิตตั้งแต่ลูกอายุน้อย และมารดาก็เข้ามาดูแลธุรกิจเอง ไม่เชื่อว่าตัวเองมีศักยภาพดูแลแค่ไหน และไม่มั่นคงกับการต้องมาดำเนินธุรกิจ มารดาก็เลยไปเข้ากับลัทธิทางศาสนา ต้องการการเข้าร่วมอย่างเข้มข้น ทำให้ครอบครัวมีเงินใช้จ่ายน้อย
ญาติผู้ใหญ่บอกว่า ลูกๆ บ้านนี้ บางครั้งโทรไปหาญาติผู้ใหญ่ บอกว่าไม่มีเงินกินข้าว ก็ต้องให้เงินมาซื้อรับประทาน ตั้งแต่เด็ก แปลว่าสภาพอยู่มายาวนานมาก ไม่ใช่เพิ่งเกิด ถ้าเราเชื่อตามข้ออ้าง ส่วนเหตุนำไปสู่การลอบสังหารไหม อีกเรื่อง” นภดลกล่าว
ก่อนเสริมว่า ในแง่การงาน อาชีพ เป็นกองกำลังป้องกันตนเอง ออกมานานแล้ว ก็มาทำงานแบกกล่อง ซึ่งมีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมงานบอกว่า ไมค่อยสนใจใคร เขาทานข้าวคนเดียวในรถ เขาเป็นคนปลีกแยกออกไป ไม่ได้ปรับพฤติกรรมเข้ากับกลุ่มได้ดี น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิก
ที่น่าสนใจอีกเรื่องคือ เขายังอยู่กับมารดา แม้อายุ 41 ปีแล้ว ซึ่งมันแตกต่างจากสังคมญี่ปุ่น และไม่มีข่าวเรื่องลูก ภรรยา อะไร เห็นความแปลกแตกต่าง ในลักษณะเฉพาะ ของผู้ก่อเหตุอยู่เยอะ มีแนวโน้มว่า ผู้ก่อเหตุมีวิธีคิดที่แตกต่างออกไป เป็นโจทย์สำคัญว่า ถ้าไม่พอใจมานาน แล้วมากระทำ ทำไมตอนนี้ ต้องมีจุดตัวแปรตัดสินที่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้ หรือเปล่า

มองข้ามไม่ได้ ปัจจัยเรื่องเศรษฐกิจ-สุขภาพจิต
อาจารย์นภดลกล่าวว่า ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ คือ เศรษฐกิจ ญี่ปุ่นอยู่ในสภาพซบเซาทางเศรษฐกิจมา 2 ทศวรรษแล้ว จีดีพีเท่าเดิม นโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลผลักดันแก้ไขได้บางส่วน แต่ภาพใหญ่มีปัญหาเยอะ คนที่ได้รับผลกระทบก็เป็นพวกชายขอบ ตัวเล็กๆ อย่างผู้ต้องหา จนมัธยมนาระ และ ไปเรียนต่อที่วิทยาลัยเทคนิค ก็อาจจะทำงานบริษัทเล็ก ซึ่งปิดๆ เปิดๆ สภาพนี้จะไม่เห็นภาพในปีช่วง 1950-1980 ที่ ญี่ปุ่นมั่งคั่ง มีความหวัง ตอนนี้สภาพไม่เป็นแบบนั้น คนเล็กๆ น้อยๆ ได้รับผลกระทบเยอะ
“หากโยงถึงผู้เกิดเหตุ เขาได้รับผลกระทบจริง จากการที่มารดาไปทำบุญ ก็เป็นเงินของมารดา ตอนนี้คนพวกนี้ไม่ใช่เด็กแล้ว หากมีงานมั่นคง เขาก็มีเงินดำรงชีวิตได้ แปลว่า ผู้ก่อเหตุและพี่น้อง มีปัญหาทางการเงิน และพึ่งการเงินครอบครัว สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ก่อเหตุและพี่น้องไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ภาพรวมมองว่า ญี่ปุ่นมีปัญหาเศรษฐกิจยาวนาน คนชายขอบมีปัญหา มีแนวโน้ม ตอบโต้ ปัญหาความรุนแรง”
“เรื่องบริจาค อาจจะไม่ใช่เหตุเดียว ถ้าคนพวกนี้เจริญก้าวหน้า มีความหวัง ก็ไม่น่าเกิด มีแต่ทุกอย่างบีบมาอย่างต่อเนื่อง สังคมญี่ปุ่น หากเป็นผู้แพ้ยิ่งถูกบีบให้ไม่เหลือที่ยืน คนมีน้อย เพื่อนก็ไม่อยากติดต่อ ยิ่งกดดัน คนกดดันก็หาทางออกที่ไม่สมเหตุสมผล ยิ่งปลีกตัวโดดเดี่ยว หาทางออกไม่ได้”
อาจารย์ศิลปศาสตร์ กล่าวต่อว่า ญี่ปุ่นเอง อีกส่วนหนึ่ง การดูแลสุขภาพจิต ไม่นิยมเหมือนตะวันตก เป็นเรื่องน่าอับอาย หากไปพบจิตแพทย์แล้วคนรู้ จะถูกล้อเลียน จนเป็นผู้แพ้ไปใหญ่ ยิ่งไม่มีทางออก เป็นอีกมุมของคนญี่ปุ่นที่อาจจะไม่คุ้น
“คนมีภาพจำญี่ปุ่นในทางบวกเยอะ ภาพในจุดอ่อนมีน้อย เหตุการณ์นี้อาจทำให้เรามองญี่ปุ่นในอีกมุม ทำให้เห็นในมุมกระจ่างขึ้น”
ขณะที่ อ.กิตติกล่าวว่า ญี่ปุ่นมีเหตุให้ฉุกคิดมาอย่างยาวนาน เรื่องสุขภาพจิตของคน อย่างยุค 90 มีเรื่องการวางยาพิษของคนในข้าวแกงกะหรี่ มีฆาตกรต่อเนื่องฆ่าเด็ก ก็มีเนืองๆ เป็นเรื่องที่ใหญ่และเป็นเรื่องทางสังคม และการปรึกษาจิตแพทย์มันน้อย จริงๆ คนที่มานับถือศาสนาใหม่ ก็เป็นการหาทางออกของเขา
“กรณีนี้ รัฐบาลญี่ปุ่น เน้นเรื่อง การคุ้มกันของตำรวจ ที่ว่าคุ้มกันไม่ได้ดี อย่าง ปืนนัดแรกยิงแล้ว มีเวลาอีก 3 วินาที ตำรวจต้องมาคัฟเวอร์ ต้องเป็นกรณีตำรวจ ที่สังคมให้น้ำหนัก เรื่องสภาพจิตคน ญี่ปุ่นตระหนักในปัญหานี้มานานแล้ว แต่ว่าไม่รู้ว่าจะแก้อย่างไร เป็นปัญหาที่แก้ยาก” กิตติกล่าว

สิ้นอาเบะ สะเทือนการเมืองญี่ปุ่น
นภดลกล่าวว่า อาเบะมีบทบาทโดดเด่นในพรรค กระชับอำนาจในพรรคได้ค่อนข้างมาก จะเห็นได้ว่าตำแหน่งสำคัญอยู่ในสายของอาเบะ รวมทั้งตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงสำคัญ พอไม่มีอาเบะ ก็ขาดคนมีอำนาจ ที่มีความโดดเด่นดังกล่าว คิชิดะ เทียบไม่ได้ในตรงนี้ กลุ่มต่างๆก็อาจจะเคลื่อนไหวของมีส่วนแบ่งในอำนาจ
“แอลดีพี ครองเสียงมายาวนานตั้งแต่ 1950s เป็นพรรคใหญ่ ฐานเสียงหลากหลาย มีอาชีพ ศาสนา หลายกลุ่ม นับอย่างที่ยอมรับกันก็ 6 กลุ่ม ที่มีอำนาจ ดูแลกลุ่มต่างๆ และเคลื่อนไหวตลอด ช่วงที่อาเบะเรืองอำนาจ ก็สามารถคุมไว้ได้ เริ่มจากตำแหน่งในพรรคถึงตำแหน่งใน ครม. ตอนนี้ขึ้นอยู่กับว่า นายกฯ คิชิดะ จะรักษาความนิยมในหมู่สาธารณชนได้มากน้อยแค่ไหน หากแก้เศรษฐกิจไม่ได้ ความนิยมตก ก็ถูกกดดันให้ปรับ ครม. ลดอำนาจกลุ่มอาเบะ”
“คิชิดะเอง ไม่ได้สร้างความนิยมเหมือนโคอิสึมิ ที่สร้างความนิยมจากตัวตนสวนทางในพรรค คิชิดะไม่น่าทำได้ แต่เรื่องต่างประเทศคงโดดเด่นเพราะเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศมานาน แต่เรื่องเศรษฐกิจ ถือเป็นความท้าทาย ขณะที่เรื่องความมั่นคงนั้น จุดสำคัญคือเมื่อได้คะแนนเสียงในสภามากขึ้น ส.ว.ชนะมาเสริมฐาน ในช่วงที่ฝ่ายค้านอ่อนแอ จะกล้าไปแก้มาตรา 9 หรือไม่ พร้อมไหมกับแรงต้าน อย่างไรก็ตาม เพียงแค่ไปเพิ่มงบทหาร สอดรับกับสถานการณ์โลกและภูมิภาค ก็เป็นความก้าวหน้าหนึ่งแล้ว”
ไม่พลิกโฉม แต่สร้างคลื่นใต้น้ำ
กิตติกล่าวว่า ปัจจุบันนั้น ฝ่ายค้านอ่อนแอมาก ดูเสียงแล้วไม่เป็นกอบเป็นกำ ที่ผ่านมาฝ่ายค้านได้ขึ้นมาครองรัฐบาลญี่ปุ่น แต่ก็ผลงานไม่ดี ประกอบกับการทำงานกับราชการ ซึ่งเข้มแข็งมากในญี่ปุ่นไม่ลงตัว กลับกันแอลดีพี ทำงานกับราชการมานาน เชี่ยวชาญนโยบายมากกว่า ทำให้ฝ่ายค้านแตกย่อยเป็นพรรคเล็กพรรคน้อย ญี่ปุ่นก็ต้องกลับมาใช้บริการ แอลดีพี
“กรณีอาเบะเสียชีวิต เพราะเป็นผู้นำที่มีบารมีในพรรคมาก เป็นนายกฯมา 8 ปี เป็นหัวหน้ากลุ่มการเมือง พอหัวหายไป มีการต่อรองกันมากขึ้นในพรรค เพราะไม่มี successor ที่ชัดเจนของอาเบะ และจากไปอย่างกระทันหัน และมีคน 2-3 คนที่หวังจะเป็นหัวหน้ากลุ่ม ซึ่งจะเกิดขึ้นเป็นระยะ พอหัวหน้ากลุ่มไม่อยู่ก็แย่งกันเป็น ลูกกลุ่มก็ระส่ำระส่าย”
“สิ่งที่น่าสนใจ คือ อาเบะ ยังรักษาสถานภาพส.ส.อย่างเหนียวแน่น บ้านเรา พอไม่เป็น นายกฯ ก็จะวางมือเลย ยกเว้นนายชวนที่ เป็น ส.ส.อยู่ แต่ญี่ปุ่นยังเป็น ส.ส.อยู่ เพราต้องรักษาฐาน อาเบะ ยังแสดงทรรศนะ เป็นผู้นำสายแข็งอยู่ พูดเรื่องเศรษฐกิจ สังคม อีกมุมทำให้เห็นว่า นักการเมืองที่มาแทน ยังไม่เข้มแข็ง บารมียังไม่เท่าอาเบะ น่าสนใจว่า ผู้ที่ก่อเหตุ ทำไมไม่ไปสังหารนายกฯ คนปัจจุบัน แล้วให้เหตุผลต่างๆ แสดงให้เห็นว่า นายกฯ คนที่ถัดๆ มาจากอาเบะ บารมีไม่ถึง สังหารอาเบะ มีผลสะเทือนมากกว่า”
ส่วนนายกฯคนปัจจุบันนั้น กิตติ เห็นสอดคล้องกับ นภดล ว่าอยู่ที่ผลงาน หากไม่ดี ก็สั่นคลอนง่าย มีคลื่นใต้น้ำมากดดันตำแหน่ง โอกาสจะพลิกฟื้นเศรษฐกิจก็ยาก ตอนนี้ยังมีคะแนนสงสารรัฐบาลคิชิดะอยู่ แต่ก็ต้องดูอีกสักพัก น่าจะมีแรงกัดดันขึ้นมา
“แต่ผู้นำญี่ปุ่น ส่วนใหญ่ไม่นานลาออก เพราะหน้าบาง หากถูกแรงกดดันก็ลาออก ไม่ยึดติดตำแหน่งมากเหมือนบางประเทศ”

ระเบียบโลก มรดกสำคัญ อาเบะ
อาจารย์กิตติ กล่าวว่า อาเบะ ได้สร้างนิมิตใหม่หลายอย่าง เขาเริ่มยุทธศาสตร์อย่างเรื่องอินโด-แปซิฟิก เพื่อต่อกรกับจีน ผลักดันกว่าอเมริกา อาเบะ กล่าวเรื่องการผสานกันระหว่าง 2 มหาสมุทร ตั้งแต่เป็นนายกฯสมัยแรกเมื่อปี 2006-2007 ไปบุกเบิกความสัมพันธ์กับอินเดีย เพราะญี่ปุ่นมองว่า จีนต้องผงาด ต้องมีคนไปคานอำนาจ จึงไปที่อินเดีย หรือพอจีนจะมีโครงการสร้างถนน ท่าเรือ ญี่ปุ่นก็เสนอว่า ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ ซึ่งแปลว่าของจีนไม่มีคุณภาพ
“อาเบะเป็นผู้นำที่ไม่ยอม เป็นผู้นำที่มี legacy มีมรดกเรื่อง การทำประโยชน์ให้กับสันติภาพโลกอย่างเชิงรุก ผลักดันการแก้กฎหมายความมั่นคงญี่ปุ่น เพิ่มบทบาท กองกำลังป้องกันตนเอง ให้คุ้มกันอาวุธ ชาติพันธมิตรได้ อย่างอเมริกา ฟิลิปปินส์ เวียดนาม อาเบะได้สร้างสิ่งใหม่ๆ ในการต่างประเทศญี่ปุ่น ที่อิงกับสภาพความเป็นจริง ที่ญี่ปุ่นมีภัยคุกคามทั้งนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ จีน ซึ่ง คิชิดะ ที่เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศของญี่ปุ่นถึง 5 ปี ก็รู้มือ หลายอย่างคิชิดะ ก็ยังปรึกษากับอาเบะอยู่”
ด้าน นภดลกล่าวว่า จริงๆ ผลงานของอาเบะคือเรื่องการต่างประเทศ เนื่องจาก อาเบะ อยู่ในตำแหน่งยาว 2 ช่วง ห่างกันพอสมควร ทำให้เจอกับผู้นำระดับโลกจำนวนมาก รอบแรก อเมริกาคือคลินตัน ที่มีบทบาทโดดเด่น รอบ 2 คือ โอบามา และทรัมป์ ในแง่ความสัมพันธ์เขามีรากฐานตรงนี้ค่อนข้างดี
“ประกอบกับอาเบะ มีบุคลิกแบบนานาชาติ ใช้ภาษาอังกฤษได้ดี เพราะไปเรียนอเมริกา ทำให้เขาได้เปรียบ จริงๆ แล้ว ญี่ปุ่นขาดนายกฯที่มีบุคลิกแบบนี้มานาน คนล่าสุดคือ นากาโซเนะ แม้ โคอิซึมิ จะเด่น แต่เป็นภาพในประเทศ ด้านการต่างประเทศหลายอย่างก็ทำพัง เช่น การไปศาลเจ้ายาสุกูนิ ที่บ่อยมาก ได้รับแรงต่อต้านเยอะ”
“อาเบะ จัดตำแหน่งแห่งที่ โครงข่ายอำนาจ โดยร่วมมือกับอเมริกา อินเดีย ออสเตรเลีย อาเซียนบางประเทศ ในแง่การสร้างสถาปัตยกรรมใหม่ของอำนาจในพื้นที่ เพราะสหรัฐมีภาระไปทั่วโลก มองหลายที่ ญี่ปุ่นมองว่าเขาอยู่ตรงนี้ และมีบทบาทต้องชี้นำอเมริกา” นภดลกล่าว
อาเซียน อีกหนึ่งมรดก อาเบะ
กิตติกล่าวว่า นโยบายของญี่ปุ่นนั้น ขึ้นอยู่กับโครงการเศรษฐกิจขณะนั้น แม้จะเปลี่ยนผู้นำ มรดกของอาเบะ คือให้ความสำคัญกับอาเซียนมาก เพื่อถ่วงดุลกับจีน 1 ปีหลังอาเบะเป็นนายกฯ เขาเดินทางมาอาเซียนครบทุกประเทศ เพื่อให้เห็นว่าอาเซียนมีความสำคัญ และมีการตั้งกองทุน 1 กอง 30,000 ล้านเยน แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม 7 ปี ที่เพิ่งสิ้นสุดไปเมื่อโอลิมปิก ถือว่าเขาให้ความสำคัญกับอาเซียนมาก
“น่าสนใจว่า มี 3 ประเทศ ที่ญี่ปุ่นเลือกแล้ว ว่าเป็นคอร์ คันทรี่ ในอาเซียน คือ เวียดนาม อินโดนีเซีย และ ไทย ซึ่งเดินทางมาเป็น 3 ชาติแรก ส่วนนายกฯ คิชิดะ ก็เดินทางมาไทยแล้ว และมีการลงนามความร่วมมือ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่ง แต่ก่อนหากจะร่วมมือกับญี่ปุ่นต้องระวังจีนมาก แต่นี่อยู่ในยุทศาสตร์ชาติ 20 ปี เงื่อนไขสมกันพอดี 2 ฝ่าย”
ก่อนขยายความว่า ญี่ปุ่น กับไทย แน่นแฟ้นเรื่องเศรษฐกิจมาก ญี่ปุ่นลงทุนในไทยมากสุดในอาเซียน นับจากบริษัทและเม็ดเงินลงทุน แม้ระยะหลังไปอินโดนีเซีย และเวียดนามบ้าง เพราะค่าแรงถูก ฐานเติบโต อาเซียนก็เชื่อใจญี่ปุ่น เพราะทำงานกันมานาน ไว้ใจมากกว่าจีน ผลสำรวจของสิงคโปร์ พบว่าชาติที่อาเซียนไว้ใจที่สุดคือ ญี่ปุ่น มากกว่าอเมริกาด้วยซ้ำ

ไทย ควรอยู่ตรงไหนในยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์
อ.นภดลมองว่า เนื่องจากญี่ปุ่นไม่ได้เป็นมหาอำนาจใหญ่ หากเทียบกับจีนหรือสหรัฐ ไม่ได้เป็นคู่แข่งสำคัญของจีน จึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับไทย ในการร่วมมือสร้างความแข็งแกร่ง เพราะหากร่วมมือกับสหรัฐ จีนก็ไม่พอใจ ร่วมมือกับจีน สหรัฐก็ไม่พอใจ และไทยก็ร่วมมือกับญี่ปุ่นมาแล้วหลากหลายด้าน
“แต่หลังๆ เราไม่ค่อยรุกในความสัมพันธ์กับญี่ปุ่นมากนัก ไม่มีนโยบายที่ไม่ดี หรือขัดแย้งก็จริง แต่ก็ไปเรื่อยๆ หลายองค์กรอยากให้เรากระตือรือร้นมากกว่านี้ จะวางโครงสร้างเหมือนปี 1990s ไม่ได้แล้ว เวลาที่ญี่ปุ่นมองไทย เขาไม่ได้มองแค่ทวิภาคี แต่มองจีนเข้ามามีส่วนด้วย อย่างรถไฟฟ้าความเร็วสูง เขาก็มองว่า หากไม่เลือกเขาก็ต้องเลือกจีน เพราะมีเพียง 2 ชาติในอาเซียนที่พร้อม เห็นได้ว่า ความช่วยเหลือกับไทยไม่คงที่ก็ลดลง นี่ไม่ได้เป็นผลจากญี่ปุ่นจนลง ถ้าเงินไม่ลงที่เราก็แสดงว่าไปอยู่ที่อื่น
อ.กิตติ กล่าวเสริมว่า เราอาจต้องร่วมมือกับญี่ปุ่นมากกว่านี้ นายกฯ คิชิดะ มารอบนี้ มีแผนร่วมมือเศรษฐกิจ 5 ปี ที่ต้องทำให้เข้มแข็งหนักแน่นขึ้น ญี่ปุ่นไม่เฟื่องแต่เขาก็มีของ การร่วมทุนกับญี่ปุ่น เป็นเรื่องดี อย่างเรื่องศูนย์ไซเบอร์ อาเซียนตัดสินใจทำร่วมกับญี่ปุ่น เรื่องนี้หากทำกับจีน หรือ อเมริกา เขาไม่พอใจแน่นอน ญี่ปุ่นจึงเป็นจุดร่วม ทางเลือกที่ปลอดภัย
“ที่ผ่านมา มีเทรดวอร์ บริษัทที่ลงในโรงงานในจีนก็ย้ายออก โรงงานญี่ปุ่นมาลงนามที่ไทย เราต้องดูดซับให้ได้ อุตสาหกรรมขนาดเล็กและกลาง มีเทคโนโลยีกระจายตามจังหวัดต่างๆ ซึ่งเขาไม่ได้มีพี่ใหญ่อย่าง โตโยต้า มิตซุย แต่จะมากับจังหวัด ซึ่งหลังๆมาตั้งสำนักงานที่ไทย อาทิ จ.ฟุคุย จ.ชิมาเนะ ซึ่งอุตสาหกรรมเขามีเทคโนโลยี ต้องดึงมาลงทุน ให้ความสำคัญ”
ก่อนที่ อ.นภดล จะทิ้งท้ายว่า ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับเรา แต่เราต้องกระตือรือร้นกว่านี้ ยื่นมือไปหาเขา อย่างการอยากให้เขามาตั้งโรงงานที่เรา ต้องดูว่ามีโครงสร้างพื้นฐานให้เขาไหม ในเชิงกฎหมาย ระเบียบ สร้างความมั่นใจให้ในการลงทุนระยะยาว มีนโยบายที่ต่อเนื่องไหม เราส่งออกไปประเทศอื่นได้ไหม เรามีความพร้อมไหม
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- รู้จัก “เท็ตสึยะ ยามากามิ” มือสังหาร “ชินโสะ อาเบะ”
- ตำรวจญี่ปุ่นรับ มาตรการรักษาความปลอดภัย ‘อาเบะ’ มีข้อบกพร่อง
- รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศ เตรียมมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุด เป็นเกียรติแก่อดีตนายกฯอาเบะ
- คิชิดะประกาศสืบทอดเจตนารมณ์ ‘ชินโสะ อาเบะ’ ให้ลุล่วง
- ถอดปมช็อกโลก สังหารอาเบะ
- อดีตเพื่อนร่วมงานเผยนิสัย ‘มือยิงอาเบะ’ พูดน้อย-กินข้าวคนเดียวในรถ
- มือปืนสังหารอาเบะเผย มีแผนฆ่าวันก่อนลงมือจริง แต่ล้มเลิก เพราะต้องลงชื่อเข้างาน
-
ดุลยภาค ชี้ อาเบะ วางรากฐานอินโด-แปซิฟิก ทิ้งมรดกระเบียบโลกใหม่ ศต.ที่ 21

