หน้าแรก ต่างประเทศ ศักดิ์ศรีกับก...

ศักดิ์ศรีกับการท้าทาย นางแนนซี เพโลซี กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง

3.08.22 | 12:43 น.

ศักดิ์ศรีกับการท้าทาย นางแนนซี เพโลซี กับประธานาธิบ ดีสี จิ้นผิง

ศาสตราจารย์อลิซ แอล.มิลเลอร์ แห่งบัณฑิตวิทยาลัยกองทัพเรือ ให้คำจำกัดความของอภิมหาอำนาจว่า “เป็นประเทศที่มีความสามารถที่มีอำนาจครอบงำและแผ่อิทธิพลได้ในทุกพื้นที่ในโลก โดยสามารถแสดงอำนาจและแผ่อิทธิพลได้มากกว่าหนึ่งภูมิภาคของโลกในเวลาเดียวกันได้ และอาจกล่าวได้ว่าบรรลุสถานะความเป็นเจ้าโลก” ทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตมักจะถูกพิจารณาว่าเป็นสองอภิมหาอำนาจ ซึ่งเผชิญหน้ากันและกันในยุคสงครามเย็น จนกระทั่งสงครามเย็นยุติลงเมื่อ พ.ศ.2534 แล้วเชื่อกันว่ามีเพียงสหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่ยังคงเติมเต็มเงื่อนไขที่จะพิจารณาว่าเป็นอภิมหาอำนาจ

สำหรับประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาเปรียบเสมือนกษัตริย์กับนายกรัฐมนตรีในคนเดียวกัน คือเป็นทั้งประมุขของประเทศและหัวหน้ารัฐบาลพร้อมกัน นอกจากนี้ ยังเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดที่มีอำนาจเต็มของกองทัพสหรัฐทั้งหมดอีกด้วย (ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของประเทศต่างๆ ส่วนใหญ่มิได้มีอำนาจเต็มเหมือนประธานาธิบดีสหรัฐ) รวมไปถึงอำนาจเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างกฎหมายที่ผ่านมาจากรัฐสภาสหรัฐ ประธานาธิบดียังมีอำนาจในการแต่งตั้งและปลดออกคณะรัฐมนตรีทั้งหมดและมีอำนาจในการอภัยโทษทั้งหมดได้ตามแต่จะเห็นควร ท้ายที่สุดแล้วประธานาธิบดียังมีอำนาจในการทำสนธิสัญญากับต่างประเทศ, แต่งตั้งเอกอัครรัฐทูตและผู้พิพากษาศาลสหรัฐทั้งหมด รวมถึงผู้พิพากษาศาลสูงสุดแห่งสหรัฐด้วย ทั้งนี้ ต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา

นางเพโลซีเมื่อ 31 ปีที่แล้ว ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน

โดยสรุปคือ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำของประเทศอภิมหาอำนาจที่มีแสนยานุภาพอันดับหนึ่งของโลกนั่นเอง แต่ในกรณีที่ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้เพราะตาย ลาออก หรือถูกถอดจากตำแหน่งหน้าที่เมื่อมีการฟ้องให้ขับออกจากตำแหน่งและถูกปลดจากตำแหน่งโดยวุฒิสภาก็จะมีลำดับการสืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดีนี้มีระบุไว้ในรัฐบัญญัติการสืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดี ค.ศ.1947 (Presidential Succession Act of 1947) ซึ่งมีการแก้ไขเพิ่มเติมในภายหลังเพื่อให้รวมตำแหน่งใหม่ในคณะรัฐมนตรีเข้าไว้ด้วย การสืบทอดนั้นเป็นไปตามลำดับดังนี้คือ รองประธานาธิบดี, ประธานสภาผู้แทนราษฎร, ประธานวุฒิสภา, รมต.ต่างประเทศ, รมต.การคลัง, รมต.กลาโหม ตามลำดับ

ครับ ! ที่เกริ่นมาเสียยาวก็เนื่องจากประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ คือ นางแนนซี เพโลซี ผู้มีสิทธิสืบทอดตำแหน่งจาก ประธานาธิบดีโจ ไบเดน วัย 79 ปี เป็นอันดับที่ 2 ต่อรอง ประธานาธิบดีกมลา แฮร์ริส จัดเป็นผู้ทรงอำนาจอันดับที่ 3 ของสหรัฐอเมริกาทีเดียว ได้เป็นผู้นำคณะผู้แทนรัฐสภาสหรัฐเดินทางเยือนประเทศในภูมิภาคอินโดแปซิฟิกเมื่ออาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้ ซึ่งมีสิงคโปร์ มาเลเซีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น

โดยการเดินทางครั้งนี้จะมุ่งเน้นไปที่การกระชับความมั่นคงซึ่งกันและกัน เน้นความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการปกครองแบบประชาธิปไตยในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก ซึ่งมีข่าวรั่วออกมาว่านางเพโลซีมีแผนที่จะแวะเยือนไต้หวันด้วยทำให้เกิดภาวการณ์ตึงเครียดทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศขึ้นทันที เพราะสำหรับสาธารณรัฐประชาชนจีนถือว่าไต้หวันเป็นมณฑลหนึ่งที่แยกตัวออกมา และต้องการให้ไต้หวันกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของจีนอีกครั้ง พร้อมที่จะใช้กำลังทางทหารบุกไต้หวันทันทีที่ไต้หวันประกาศเอกราชอย่างโดยนิตินัย ทั้งๆ ที่ไต้หวันเป็นประเทศเอกราชอย่างสมบูรณ์โดยพฤตินัยอยู่แล้ว ส่วนสหรัฐอเมริกาก็ยึดถือในหลักการจีนเดียวมาโดยตลอด แม้จะไม่ได้ยอมรับไต้หวันอย่างเป็นทางการในทางการทูต แต่ก็จำหน่ายอาวุธให้ไต้หวันเพื่อให้คุ้มครองตัวเองได้ โดยเฉพาะจากภัยคุกคามของจีน

Advertisement
REUTERS/Ann Wang

เนื่องจากนางเพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรคนแรกที่เป็นสตรี และเป็นสตรีที่มีตำแหน่งสูงสุดในประวัติศาสตร์การปกครองของสหรัฐอเมริกา และเป็นสุภาพสตรีคนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐที่สามารถกลับมาเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งได้ ที่สำคัญคือเมื่อ 31 ปีที่แล้วเธอได้ไปถือป้ายต่อต้านรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ปราบปรามประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยอย่างโหดเหี้ยมที่จัตุรัสเทียนอัน
เหมินเมื่อตอนเธอเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐได้เพียง 4 ปี และตลอดมาในชีวิตทางการเมืองของเธอได้สนับสนุนไต้หวันอย่างเปิดเผยขณะที่มีท่าทีไม่ลงรอยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนมาโดยตลอด

ทางการจีนอ้างว่าหากเครื่องบินของนางเพโลซีลงจอดที่ไต้หวันนั้นก็ต้องมีเครื่องบินรบของสหรัฐที่บินประกบให้ความคุ้มครองประธานสภาผู้แทนราษฎรตามหน้าที่มาด้วย ก็ถือว่าเครื่องบินรบของสหรัฐได้รุกล้ำเข้ามาในเขตอธิปไตยของสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งอาจถูกยิงตกทั้งหมดก็ได้

การข่มขู่นี้ยังได้ปรากฏในการโทรศัพท์กันแบบตัวต่อตัวระหว่าง ประธานาธิบดีโจ ไบเดน และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เมื่อสัปดาห์ที่แล้วในรูปของการเตือน โดยสี จิ้นผิง กล่าวต่อโจ ไบเดน ว่า

“อย่าเล่นกับไฟ”

ครับ ! นางเพโลซีออกเดินทางกับคณะเมื่อวันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้ โดยไม่เปิดเผยว่าจะแวะเยือนไต้หวันหรือไม่ ต้องคอยดูแหละครับ ระหว่างศักดิ์ศรีกับการท้าทายของนางแนนซี เพโลซี กับสี จิ้นผิง 

Taiwan Ministry of Foreign Affairs/Handout via REUTERS

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง