แนนซี เพโลซีเยือนไต้หวัน ชนวนแตกหัก? สหรัฐ-จีน

สกู๊ปหน้า 1 : แนนซี เพโลซีเยือนไต้หวัน ชนวนแตกหัก? สหรัฐ-จีน

สถานการณ์ในช่องแคบไต้หวันเขม็งเกลียวตึงเครียดหนักขึ้นในทันที เมื่อ นางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐอเมริกา ในวัย 82 ปี ปรากฏตัวลงจากเครื่องบินของกองทัพอากาศสหรัฐ เที่ยวบิน SPAR19 เดินทางถึงสนามบินซงชาน ในกรุงไทเป เปิดฉากการเยือนไต้หวัน เมื่อเวลาประมาณ 22.40 น.ของวันที่ 2 สิงหาคม ตามเวลาท้องถิ่น

เป็นการตอกย้ำกระแสข่าวลือที่มีมาตลอดหลายวันที่ผ่านมาว่า นางเพโลซี มีนัยซ่อนเร้นจะเดินทางมาไต้หวัน ในระหว่างภารกิจการเยือนหลายประเทศในเอเชียอย่างเป็นทางการของนางเพโลซี โดยในถ้อยแถลงการทัวร์เอเชียครั้งนี้ออกโดยสำนักงานของนางเพโลซี ขณะเครื่องบินของกองทัพสหรัฐหันหัวสู่เอเชีย ระบุรายนามประเทศที่นางเพโลซีจะไปเยือนเพียงแค่สิงคโปร์ มาเลเซีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นเท่านั้น โดยไม่มีชื่อของไต้หวันรวมอยู่ด้วยแต่อย่างใด

การมาเยือนไต้หวันของนางเพโลซี ถือเป็นนักการเมืองระดับสูงสุดของสหรัฐมาเยือนไต้หวันในรอบ 25 ปี หรือนับจาก นายนิวต์ กิงริช ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐในขณะนั้นเยือนไต้หวันเมื่อปี 1997 ถือเป็นการตีแสกหน้าจีนอย่างแรง และย้ำชัดให้เห็นถึงความไม่สนใจของสหรัฐต่อคำเตือนอย่างแข็งกร้าวใดๆ จากรัฐบาลจีนปักกิ่ง ออกมาส่งสัญญาณเตือนอย่างหนักแน่นผ่านวาจา และการแสดงท่าทีข่มขู่ผ่านการดำเนินกิจกรรมทางทหารไปก่อนหน้านี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการทำการซ้อมรบด้วยกระสุนจริงของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (พีแอลเอ) ไปเมื่อเร็วๆ นี้ หรือการส่งเครื่องบินรบและเรือรบของจีนเข้าประชิดเส้นแบ่งเขตแดนเป็นที่รับรู้กันอย่างไม่เป็นทางการในช่องแคบไต้หวัน

แม้กระทั่งในการยกหูโทรศัพท์พูดคุยกันโดยตรงระหว่าง ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน กับ ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐ เมื่อปลายสัปดาห์ก่อน นายสีได้เน้นย้ำถึงความกังวลของจีนที่มีต่อข่าวการเยือนไต้หวันของนางเพโลซี และย้ำเตือนกับไบเดนอย่างจริงจังว่า อย่าเล่นกับไฟ

Taiwan Ministry of Foreign Affairs/Handout via REUTERS

ในกรณีไต้หวัน ดินแดนที่จีนถือสิทธิอธิปไตยว่าเป็นจังหวัดหนึ่งของตนเองภายใต้หลักการ 1 ประเทศ 2 ระบบ หรือ นโยบายจีนเดียว

ขณะที่ในการสนทนานั้นแม้ไบเดนจะกล่าวรับว่ากองทัพสหรัฐเชื่อว่าการเยือนไต้หวันของนางเพโลซี ไม่ได้เป็นความคิดที่ดีในตอนนี้ ก็ตาม ทว่าทำเนียบขาวเผยว่า ไบเดนได้บอกย้ำกับนายสีด้วยว่า นโยบายของสหรัฐต่อไต้หวันไม่ได้เปลี่ยนแปลง และสหรัฐยังคัดค้านต่อความพยายามฝ่ายเดียวในการเปลี่ยนแปลงสถานะที่เป็นอยู่ หรือการบ่อนทำลายสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวัน

ท่าทีข้างต้นของสหรัฐเป็นการตอกย้ำการดำเนินนโยบาย คลุมเครือทางยุทธศาสตร์ รัฐบาลสหรัฐยึดปฏิบัติมาโดยตลอด นั่นก็คือ ขณะที่รัฐบาลสหรัฐให้การรับรองรัฐบาลปักกิ่งว่าเป็นรัฐบาลชอบธรรมมาตั้งแต่ปี 1979 แต่ขณะเดียวกันสหรัฐยังคงสานสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการ และให้การสนับสนุนช่วยเหลือกับรัฐบาลไต้หวันไปพร้อมกัน รวมถึงการขายอาวุธให้กับไต้หวันในการปกป้องตนเองจากภัยคุกคามใดๆ อันมีนัยสำคัญโดยตรงถึงจีน

การกระทำย้อนแย้งดังกล่าวของสหรัฐสร้างความขุ่นเคืองไม่พอใจให้กับจีน ฉะนั้น การกระทำใดที่เป็นการรับรองการมีตัวตนของไต้หวันในประชาคมโลก ในขณะที่จีนพยายามโดดเดี่ยวไต้หวันมาโดยตลอดนั้น ย่อมทำให้จีนอยู่นิ่งเฉยไม่ได้

การดื้อแพ่งมาเหยียบไต้หวันของนางเพโลซีครั้งนี้เลื่อนออกมาจากกำหนดเดิมเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เนื่องจากนางเพโลซีติดเชื้อโควิด-19 นั้น จึงถือเป็นการกระทำยั่วยุของสหรัฐอีกครั้งที่ท้าทายจีน

มีคำถามว่าเหตุใดจีนถึงเต้นหนักกับการมาเยือนไต้หวันของนางเพโลซี เพราะที่ผ่านมาไม่ใช่ไม่เคยมีผู้แทนสหรัฐเดินทางมาเยือนไต้หวัน มีเจ้าหน้าที่รัฐและสมาชิกสภาคองเกรสของสหรัฐอยู่ในตำแหน่ง หรือเกษียณราชการไปแล้วมาเยือนไต้หวันอยู่เนืองๆ การเยือนแต่ละครั้งก็สร้างความไม่พอใจให้กับจีนด้วยกันทั้งสิ้น โดยที่จีนได้แสดงท่าทีตอบโต้ไปอย่างพอหอมปากหอมคอ

แต่กรณีของนางเพโลซีทำให้จีนเต้นเร่าหนัก เพราะสถานะของนางเพโลซี ในฐานะเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ถือเป็นตำแหน่งผู้นำทางการเมืองสูงสุดลำดับที่ 3 ของสหรัฐ มีลำดับสืบทอดอำนาจเป็นรองเพียงประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีเท่านั้น

ยิ่งไปกว่านั้น บทบาทของนางเพโลซีถือว่าไม่ธรรมดา เรียกว่าเป็นตัวป่วนจีนก็ว่าได้ จากการเป็นนักการเมืองแถวหน้าในวงการเมืองสหรัฐ มีประวัติยาวนานของการออกมาวิพากษ์วิจารณ์พรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างดุดัน และก่นประณามสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในจีน นางเพโลซียังเคยพบปะกับบรรดานักเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและองค์ทะไลลามะ ผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวทิเบตที่จีนมองว่าเป็น หอกข้างแคร่ ของรัฐบาลจีน

นอกจากนี้ นางเพโลซียังมีวีรกรรมหาญกล้าในการไปยืนกางแผ่นป้ายรำลึกถึงเหยื่อผู้ประท้วงเสียชีวิตจากเหตุการณ์ปราบปรามนองเลือดที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ปี 1989 ถึงกลางจัตุรัสเทียนอันเหมิน ในกรุงปักกิ่งเมื่อปี 1991 อีกด้วย

นางเพโลซีเมื่อ 31 ปีที่แล้ว ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน (แฟ้มภาพ)

ในความเห็นของ ซูซาน แอล.เชิร์ก ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองจีนและเป็นอดีตรองผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศในสมัยรัฐบาลบิล คลินตัน กล่าวว่า เพโลซีดำรงอยู่ในตำแหน่งของการควบคุมอำนาจสูงสุดต่อจากสำนักประธานาธิบดี หรือเป็นรองเพียงประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีสหรัฐเท่านั้น ตนคิดว่าจีนจริงจังกับประเด็นนี้มาก เพโลซีจึงถือเป็นบุคคลสำคัญมากในวงการเมืองอเมริกัน ผลจึงต่างไปจากสมาชิกสภาคองเกรสทั่วไปเมื่อมีการเยือนไต้หวัน

ยังมีความเห็นของผู้สันทัดกรณีอีกรายมองว่า กรณีการเยือนไต้หวันของนายกิงริช ประธานสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐในขณะนั้น เมื่อปี 1997 ตอนนั้นจีนก็ไม่ได้นิ่งเฉย แต่การตอบโต้ส่วนใหญ่ยังจำกัดวงอยู่ที่การใช้สำนวนโวหารฟาดกลับนั้น จะนำมาเปรียบเทียบกับการเยือนไต้หวันของนางเพโลซีครั้งนี้ไม่ได้ เขาชี้ว่าบริบทตอนนี้ต่างไปจากเมื่อ 25 ปีที่แล้ว จีนตอนนี้มีความแข็งแกร่ง ทรงอิทธิพลและเชื่อมั่นขึ้นมาก พร้อมจะต่อกรกับอริศัตรู และผู้นำจีนเองอย่างนายสีได้แสดงความชัดเจนแล้วว่าจีนจะไม่อดกลั้นกับสิ่งท้าทายใดๆ ต่อผลประโยชน์ของจีน

ได้เห็นการแผลงฤทธิ์ของจีนกันแล้วในทันทีที่ปรากฏภาพการเหยียบดินแดนไต้หวันของนางเพโลซี มีรายงานว่าจีนได้ส่งเครื่องบินรบมากกว่า 20 ลำ โฉบเข้าไปยังเขตแสดงตนเพื่อการป้องกันภัยทางอากาศ (Air Defence Identification Zone : ADIZ) ของไต้หวันในทันที

ตามมาด้วยการประกาศจัดซ้อมรบด้วยกระสุนจริงทั้งทางอากาศและทางทะเลของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (พีแอลเอ) ในพื้นที่โดยรอบไต้หวัน เริ่มต้นขึ้นแล้วเมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา ล่าสุด กองทัพจีนทดสอบขีปนาวุธหลายลูกในน่านน้ำฝั่งตะวันออกของไต้หวัน นอกจากนี้ ยังมีการส่งโดรนบินเหนือเกาะยุทธศาสตร์ของไต้หวัน และมีการรายงานว่าเว็บไซต์กระทรวงกลาโหมของไต้หวันถูกโจมตีทางไซเบอร์ ยังไม่นับรวมกับมาตรการตอบโต้ทางการค้า จีนประกาศแบนการนำเข้าสินค้าจากไต้หวันหลายรายการ รวมไปถึงระงับการส่งออกสินค้าบางอย่างไปยังไต้หวันด้วย

ท่ามกลางความวิตกกังวลของประชาคมโลกต่อบรรยากาศการเผชิญหน้าของสองชาติมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ของโลกว่าจะก้าวไปถึงจุดแตกหักที่ไม่กล้าคิดหรือไม่ ขณะที่สมรภูมิความขัดแย้งยูเครน-รัสเซียยังคุกรุ่นอยู่

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon