การหยุดยิงชั่วคราวระหว่างอิสราเอล – ฮามาส จะมีเวลาสั้น ๆ เพียง 4 หรือ 5 วัน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์แถลงข่าวว่า การหยุดยิงจะเริ่มมีผลในวันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2566 เวลา 12.00 น. (เวลาของไทย ซึ่งก่อนเวลาของกาซา 5 ชั่วโมง) ตามด้วยการปล่อยตัวประกันชาวอิสราเอลที่เป็นผู้หญิงและเด็ก จำนวน 15 คน โดยจะมอบตัวประกันให้แก่สภากาชาดเวลา 21 น. (เวลาของไทย) ข่าวนี้ในทางหนึ่งทำให้ดีใจและโล่งใจ แต่อีกทางหนึ่งก็อดห่วงกังวลมิได้ว่า แล้วจะยังไงต่อไป
ขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อตกลงสักเล็กน้อย (ข้อตกลงมี 6 หน้า ประกอบด้วยรายละเอียดในทางปฏิบัติ ว่าจะทำอะไร เพียงใด ที่ไหน อย่างไร เมื่อใด มีใครเกี่ยวข้องบ้าง เป็นต้น) ข้อตกลงดังกล่าว กำหนดให้ปล่อยตัวประกันจำนวน 50 คน ที่ถูกกลุ่มฮามาสจับไว้จากการบุกโจมตีในวันที่ 7 ตุลาคม แลกกับนักโทษชาวปาเลสไตน์จากเวสต์แบงค์ที่เป็นผู้หญิงและเยาวชนราว 150 คนที่ไม่ได้ทำผิดร้ายแรง คาดว่าจะมีการทยอยปล่อยตัวจากทั้งสองฝ่ายในแต่ละวัน และอาจเพิ่มเวลาหยุดยิงเป็น 5 วัน ถ้าฮามาสจะปล่อยตัวประกันเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 10 คนในวันที่ 5
ตัวประกันทั้งหมดมีประมาณ 200 – 240 คน ในบรรดาตัวประกัน 50 – 60 คนที่จะมีการปล่อยตัวระหว่างการหยุดยิงชั่วคราวครั้งนี้ จะไม่มีทหารอิสราเอลและชาวต่างชาติรวมอยู่ด้วย แต่ข้อตกลงได้วางเค้าโครงปฏิบัติที่เอื้อต่อการปล่อยตัวประกันรุ่นต่อไป ถ้าการปฏิบัติการครั้งนี้จะผ่านไปอย่างราบรื่น โดยในช่วงหยุดยิงนี้ อิสราเอลจะหยุดการทิ้งระเบิด หยุดการส่งอากาศยานและโดรนเข้าไปในน่านฟ้าของกาซา และหยุดการปฏิบัติการทางการทหารภาคพื้นดิน ส่วนฮามาสจะหยุดการยิงจรวดเข้าไปฝั่งอิสราเอล และหยุดการปะทะตามท้องถนน
พร้อมกับการปล่อยตัวประกัน อิสราเอลอนุญาตให้รถบรรทุกประมาณ 200 คันต่อวันผ่านเข้าไปในฉนวนกาซาทางเมือง ราฟา ที่อยู่ในอียิปต์และติดชายแดน รถบรรทุกจะช่วยลำเลียงน้ำมัน เวชภัณฑ์ อาหาร น้ำดื่ม และสิ่งจำเป็นในการดำเนินชีวิต เข้าสู่ฉนวนกาซา ซึ่งคนส่วนใหญ่ไร้ที่อยู่อาศัย หลายคนต้องลี้ภัยออกจากตอนเหนือของกาซาตามคำประกาศของอิสราเอล วิกฤตทางมนุษยธรรมจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นถ้ามีการสู้รบกันต่อไป โดยที่ฤดูหนาวกำลังคืบคลานเข้ามา
อิฟติคาร ยีลานี จาก Kashmir Times รายงานเบื้องหลังการเจรจาที่นำไปสู่ข้อตกลงว่า มีการจัดตั้ง ‘เซลล์’ ขึ้นเซลล์หนึ่ง สหรัฐฯส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ CIA และสภาความมั่นคง แต่บุคคลหลักของสหรัฐฯคือ ทูตทำเนียบขาวในตะวันออกกลางชื่อ เบรตต์ แม็กเคิร์ก อิสราเอลส่งหัวหน้ามอสซาด (หน่วยสืบราชการลับของอิสราเอล) และรัฐมนตรีกิจการยุทธศาสตร์มาร่วมในเซลล์ อียิปต์ส่งหัวหน้าฝ่ายสืบราชการลับเข้าร่วม สมาชิกของเซลล์จากกาตาร์คือนายกรัฐมนตรี และข้าราชการจากกระทรวงการต่างประเทศ ในตอนเริ่มต้น เซลล์ขอให้ฮามาสแสดงความสามารถในการปล่อยตัวประกันเป็นการทดลอง ซึ่งฮามาสได้ปล่อยผู้หญิงสองระลอกจำนวนรวมสี่คนทำให้ผ่านการทดสอบนี้
บุคคลสำคัญยิ่งในการดำเนินการสู่ข้อตกลงนี้ คือ ประธานาธิบดีโจ ไบเดนและนายกรัฐมนตรี เนทันยาฮู มีข่าวว่าทั้งสองได้คุยกัน 13 ครั้งในรอบเดือนที่ผ่าน คุยเสร็จไบเดนก็ส่งแม็กเคิร์กไปติดตามผล เช่น เมื่อเกิดการติดขัด ซึ่งดูเหมือนจะมาจากฝ่ายทหารของอิสราเอล แม็กเคิร์กได้เดินทางไปพบเนทันยาฮู ต่อมาเมื่อมีการโจมตีโรงพยาบาลอัล-ชีฟา ฝ่ายฮามาสทำท่าจะถอดใจ ไบเดนได้โทรศัพท์ไปคุยกับนายกรัฐมนตรีกาตาร์ในวันที่ 17 พฤศจิกายน และแม็กเคิร์กได้ติดตามผลโดยเข้าพบกับนายกรัฐมนตรีกาตาร์ในวันรุ่งขึ้น ต่อด้วยการเดินทางไปอียิปต์ในวันที่ 19 พฤศจิกายน การเดินสายเช่นนี้ช่วยให้บรรลุข้อตกลงได้ในที่สุด แม้ข้อตกลงจะยังไม่เพียงพอที่จะยุติการเข่นฆ่าในกาซา และการปล่อยตัวประกันทั้งหมด
ผมกำลังคิดอยู่ว่า การที่ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ได้ยืดเยื้อมานาน ถ้านับเฉพาะตั้งแต่การก่อตั้งรัฐอิสราเอลโดยมติองค์การสหประชาชาติ ก็ถือว่ายืดเยื้อมา 75 ปีแล้ว มิใช่เริ่มเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 เพียงเท่านั้น ผมคิดว่ามีวัฒนธรรมส่วนลึกที่หล่อเลี้ยงและให้เหตุผลและความเชื่อที่รองรับการใช้ความรุนแรง
ชาวอิสราเอลส่วนใหญ่นับถือศาสนายูดายอย่างเคร่งครัด ผมขอยกบางข้อความเกี่ยวกับความเชื่อนี้ โดยอ้างข้อความบางตอนของพระคัมภีร์ฉบับสนธิสัญญาเก่าสักเล็กน้อยดังนี้: พระเจ้าของอิสราเอลยืนอยู่ข้างประชาชนที่ทรงเลือก พระองค์ทรงมีพันธสัญญากับพวกเขา และเพื่อตอบแทนความเชื่อฟังและภักดี ทรงดูแลประโยชน์ของพวกเขา และยังความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ประชาชาติ เลือดของผู้ถูกเลือกจะต้องไม่ไปแบกรับความทุกข์จากการผสมกับเลือดของผู้นับถือรูปเคารพ คานาอัน (ดินแดนตามพันธสัญญา – ผู้เขียน) จะต้องปลอดจากพวกนอกรีต โมเสสเคยกล่าวไว้ว่า “พระเจ้าทรงเป็นบุรุษแห่งสงคราม”
ชาวปาเลสไตน์ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งก็คือศาสนาแห่งสันติ แต่ก็มีคำกล่าวว่า มุสลิมผู้ศรัทธาจะเดือดเนื้อร้อนใจไปกับการดำรงอยู่ของผู้ไร้ศรัทธาแม้เพียงผู้เดียว การยอมรับและทนได้ ตลอดจนความเฉยเมยเป็นท่าทีที่ความศรัทธาทำให้เป็นไปไม่ได้
กาซาและที่อื่น ๆ เป็นสนามทดสอบสัจธรรมที่แต่ละฝ่ายยึดมั่นอยู่ อีกทั้งเป็นพื้นที่ทดสอบทางการเมือง จึงยากมากที่จะโน้มน้าวให้เอาใจเขามาใส่ใจเรา โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าพวกเขามองพวกนอกรีต หรือผู้ไร้ศรัทธาอย่างไร แต่ถึงจะยากใดก็ต้องพยายามยุติการฆ่าฟันที่ต่างฝ่ายต่างหาเหตุผลสนับสนุนฝ่ายตนได้ไม่ยาก แล้วโยนความรับผิดทั้งหมดให้อีกฝ่ายหนึ่ง
จงรับผิดซิ เราอยู่ฝ่ายสันติ สันติจะมีก็ต่อเมื่อกำราบหมู่มารให้หมดสิ้น จงรับผิดซิ เพราะคุณอยู่ฝ่ายผู้ก่อการร้าย ไม่เห็นหรือว่าหลายคนเอาป้ายชื่อ “ผู้ก่อการร้าย” ไปติดไว้กับกลุ่มฮามาสแล้ว และไม่เห็นหรือว่าพวกเขากำลังใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ เอ๊ะ แปลกนะ แล้วทำไมสันตะปาปาฟรานซิส ผู้เป็นประมุขแห่งศาสนจักรคาทอลิก จึงเริ่มเรียกปฏิบัติการเข่นฆ่าไม่เลือกหน้าของอิสราเอลว่าเป็นการก่อการร้าย และจะมีรับบีกี่คนหนอที่กำลังสวดภาวนาให้แก่เหยื่อทุกคน ชาวยิวตายไปราว 1,200 ราย ชาวปาเลสไตน์ตายไปแล้วกว่า 14,000 ราย (กว่าสิบเท่าแล้ว) ทุกชีวิตย่อมมีค่า ผู้ที่ตายไปเหล่านี้เกือบทุกคนไม่ใช่เป้าของการผูกพยาบาท ขอให้พระผู้เป็นเจ้าโปรดโอบรับดวงวิญญาณของชาวยิวและชาวปาเลสไตน์ผู้บริสุทธิ์เหล่านี้ด้วยเทอญ
แล้วยังไงต่อไป ผมทราบดีว่าการภาวนาอย่างเดียวคงไม่เกิดผลเพียงพอ มีคำกล่าวว่า ผู้ก่อการร้ายไม่ฟังใคร เข้าใจแต่สารที่ส่งมาพร้อมความรุนแรง ถ้าใช้ความรุนแรงที่รุนแรงกว่าอย่างที่อิสราเอลทำอยู่ ฮามาสถึงจะฟัง ถ้ายังไม่ฟังก็คือตาย ฟังให้ดีซิ ฮามาส พวกเจ้ามีทางเลือกเพียงสองทาง ยอมเสียแต่โดยดี หรือยอมตาย ผู้ใช้กำลังที่เหนือกว่าได้ถือคตินี้มาแต่โบราณกาล มีสำนวนกำลังภายในว่า “ใครเชื่อข้ายัง ใครขวางข้าตาย” แล้วการช่วงชิงในยุทธจักรก็ดำเนินต่อไป มาบัดนี้ ยุทธศาสตร์ได้มาถึงที่สุดที่เป็นทางตัน เพราะมนุษย์ได้คิดค้นอาวุธมหาภัย ถ้าใช้อาวุธวิปลาสนี้เมื่อไร ไม่ใช่เอ็งตาย – ข้าอยู่ แต่จะตายไปด้วยกัน เราควรตระหนักว่า อาวุธนิวเคลียร์จะไม่ช่วยให้ใครได้ชัยชนะ ถ้าใช้อาวุธนี้เมื่อไร จะมีแต่ผู้แพ้กับผู้แพ้ รัฐอิสราเอลมีอาวุธนี้ และพยายามอย่างยิ่งที่จะขัดขวางมิให้รัฐเพื่อนบ้าน หรือกลุ่มผู้บ้าคลั่งได้พัฒนาอาวุธเช่นนี้ขึ้นมา เมื่ออิสราเอลมีอาวุธนี้ และมีสหรัฐฯหนุนหลัง จะถือดีว่าสามารถรังแกและข่มเหงให้ผู้อื่นยอมรับอำนาจของตนได้ตลอดไปละหรือ นี่เป็นเกมที่อันตรายเกินไปสำหรับโลกใบนี้ คงไม่มีใครอยากให้ดินแดนคานาอันแห่งพันธสัญญา และบริเวณโดยรอบ กลายเป็นทะเลทราย ไร้สิ่งมีชีวิต
แล้วยังไงต่อไป ก็มาเจรจากันซิ ความสำเร็จเบื้องต้นของการเจรจาตกลงหยุดยิงครั้งนี้ แม้ไม่เพียงพอ แต่ก็เป็นความหวังเบื้องต้น ฮามาสก็ดี อิสราเอลก็ดี มีสติสัมปชัญญะ และได้ข่มใจมาเจรจากัน ผลสำเร็จอีกทางหนึ่งมาจากการลงมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่เป็นการเจรจากันนั่นแหละ หลังจากความพยายามที่ล้มเหลวมาสี่ครั้ง และใช้เวลาแรมเดือน ในที่สุด รัฐสมาชิกของคณะมนตรีความมั่นคงก็มีมติออกมาจนได้ รัฐที่มีอำนาจมากใช่ว่าจะได้รับความเห็นพ้อง ก่อนจะมีมติในเรื่องนี้ คณะมนตรีความมั่นคงได้ตีตกญัตติที่เสนอโดยหลายประเทศ ญัตติของบราซิลถูกสหรัฐฯวีโต้ ญัตติของสหรัฐฯถูกรัสเซียและจีนวีโต้ ญัตติของรัสเซียได้รับเสียงสนับสนุนไม่เพียงพอ
จนต้องรอให้ประเทศเล็ก ๆ คือมอลตาเป็นผู้เสนอญัตติ ในที่สุด คณะมนตรีความมั่นคงเห็นด้วยกับญัตติของมอลตาด้วยเสียง 12 เสียง จีนและฝรั่งเศสที่มีสิทธิยับยั้งต่างเห็นด้วย ประเทศมหาอำนาจอีกสามประเทศงดออกเสียง สหรัฐฯงดออกเสียงเพราะญัตติของมอลตาไม่ประณามฮามาสโดยตรง รัสเซียงดออกเสียงเพราะต้องการให้มีการหยุดยิงถาวร ไม่ใช่ชั่วคราว แม้อังกฤษจะงดออกเสียง แต่ทูตอังกฤษมีความเห็นว่า “พลเรือนรวมทั้งเด็กจำนวนมากเกินไปแล้วที่ต้องสูญเสียชีวิต … เราต้องพยายามโดยทุกวิถีทางและโดยเร็วที่สุดที่จะส่งความช่วยเหลือ ทั้งอาหาร น้ำ เวชภัณฑ์ และน้ำมันให้ถึงทุกคนในกาซา”
มติของคณะมนตรีความมั่นคงเรียกร้องมากกว่าข้อตกลงอิสราเอล-ฮามาส ที่สหรัฐฯ อียิปต์ และกาตาร์ช่วยเป็นคนกลาง เช่น มติของสหประชาชาติเรียกร้องให้
• มีการพักรบอย่างเร่งด่วนและครอบคลุม โดยมีจำนวนวันที่เพียงพอที่จะให้ความช่วยเหลือเข้าถึงดินแดนที่มีการสู้รบ ผ่านเส้นทางลำเลียงเพื่อมนุษยธรรม
• มีการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยมนุษยธรรม รวมทั้งสิทธิของเด็ก
• ฮามาสและกลุ่มอื่นปล่อยตัวประกันทันทีอย่างไร้เงื่อนไข (สังเกตคำว่ากลุ่มอื่นนั้น มีนัยถึงกลุ่มติดอาวุธที่เข้าร่วมในปฏิบัติการวันที่ 7 ตุลาคม ที่ไม่ใช่กลุ่มฮามาส)
• เลขาธิการสหประชาชาติติดตามและสังเกตการณ์การหยุดยิงใด ๆ ที่เกิดขึ้น
ต่อคำถามที่ว่า แล้วยังไงต่อไป ผมอยากตอบว่า ก็ทำตามมติองค์การสหประชาชาติซิ โดยขยายเวลาการหยุดยิงตามข้อตกลงที่มีอยู่ จนตัวประกันทุกคนได้รับการปล่อยตัว และความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมส่งถึงเป้าหมายได้เพียงพอ
อย่างไรก็ดี ยังคงต้องพยายามมากกว่านั้น
ในด้านหนึ่ง ควรพยายามลดการขยายวงความขัดแย้งหรือการมีมาตรการในลักษณะเติมเชื้อเพลิงเข้ากองไฟ เช่น ขอให้
• กลุ่มฮูตีในเยเมน ไม่เข้ายึดเรือสินค้าที่ผ่านทะเลแดง โดยเฉียดเข้าไปใกล้เยเมนไม่ว่าเรือลำดังกล่าวจะเกี่ยวข้องโดยตรงหรือโดยอ้อมหรือไม่กับอิสราเอล
• สหรัฐระงับความช่วยเหลือทางการทหารแก่อิสราเอลจนกว่าการใช้กำลังทหารในพื้นที่จะยุติลง และมีการเจรจากันอย่างจริงจัง ทั้งในการหาคำตอบสำหรับปัญหาระยะสั้นและระยะยาว
• ขอให้วุฒิสภาสหรัฐฯยับยั้งร่างกฎหมายที่ผ่านสภาคองเกรส ที่จะเอื้อให้รัฐบาลสหรัฐฯทำการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจได้กว้างขวางขึ้น เพราะไม่ควรใช้การคว่ำบาตรเป็นอาวุธทางการเมืองเพิ่มขึ้นอีก
• ขอให้อีหร่านไม่พยายามเข้ามามีบทบาทในการขัดแย้งครั้งนี้ เพื่อไม่สร้างข้ออ้างให้อิสราเอลหรือประเทศตะวันตกตอบโต้ทางเศรษฐกิจหรือทางการทหารต่ออิหร่าน
อีกเรื่องหนึ่งที่กลุ่มบุคคลอาจทำได้นอกเหนือจากการชุมนุมประท้วงสงครามและประท้วงการสังหารหมู่ในกาซา คือการจัดกิจกรรมในประเภทการขัดขืนจากภายใน เช่น
• มีข่าวว่าผู้สื่อข่าว บีบีซี กลุ่มหนึ่ง ส่งจดหมายไปที่สื่ออัล-จาซีรา เพื่อคัดค้านนโยบายของบีบีซีที่ไม่เป็นกลางในการเสนอข่าวสงครามกาซา ทั้งนี้ ประสงค์ให้จดหมายนั้นเป็นข่าว แต่ไม่อยากเปิดเผยตัวเป็นข่าว
• การเดินขบวนจากเทลาวิฟไปเยรูซาเล็มของญาติและมิตรสหายของตัวประกันชาวยิว เพื่อเร่งรัดให้รัฐบาลดำเนินการในเรื่องนี้ ในลำดับความสำคัญสูงสุด
• ยาอีร์ ลาปิ ผู้นำฝ่ายค้านอิสราเอลเรียกร้องให้เนตันยาอูลาออกเหตุเนื่องจากไม่สามารถป้องกันการโจมตีของฮามาส
• สมาชิกสภาคองเกรสสังกัดพรรคเดโมแครตจำนวน 25 คน นำโดย เจมี รัสกิน ร่วมกับสมาชิกสภาเชื้อสายยิวหลายคน มีหนังสือเร่งรัดให้ประธานาธิบดียุติการละเมิดสิทธิเด็กอย่างร้ายแรง โดยผลักดันให้มีการหยุดยิงในกาซาเป็นการทั่วไป
• การเปิดโปงการที่วารสารปริทรรศน์กฎหมายของฮารวาร์ดปฏิเสธการลงพิมพ์บทความเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่กาซา โดยให้เหตุผลว่ากองบรรณาธิการอาจได้รับผลกระทบตามมา
การดำเนินการในเชิงบวกที่น่าสนใจมีตัวอย่างดังนี้
• กระทรวงมหาดไทยออสเตรเลียยืนยันว่า ระหว่างวันที่ 7 ตุลาคม ถึง 20 พฤศจิกายน ได้มีการออกวิซ่าเข้าออสเตรเลียให้แก่ชาวปาเลสไตน์ 860 คน แม้ผู้ได้รับวีซ่าหลายคนยังไม่สามารถออกจากกาซาได้ ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้ช่วยผู้มีสัญชาติออสเตรเลียจำนวน 127 คนให้ออกจากกาซาได้
• เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน นายกรัฐมนตรีสเปน เปโดร ซานเชส ได้เข้าพบเนทันยาฮูที่เยรูซาเล็ม เขาเสนอให้มีการจัดประชุมนานาชาติเรื่องความขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์ นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้มีการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์ที่ความเป็นรัฐที่ปฏิบัติงานได้
สำหรับเรื่องที่เขาเสนอว่าทำได้ทันที คือ สเปนจะจัดการประชุมสุดยอดของประเทศรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนในวันที่ 28-29 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีที่จะเริ่มการสานเสวนากันใหม่ระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ ขณะที่ทั้งสองฝ่ายจะสนทนาในฐานะที่เท่าเทียมกัน
ในขณะที่เรามาถึงจุดต่ำสุดของความรุนแรง สัญชาตญาณความเป็นมนุษย์ที่จะช่วยเหลือกันยังมีอยู่ และสิ่งละอันพันละน้อยที่เราพอทำได้ จะมีส่วนช่วยให้การออกจากจุดต่ำสุดนั้นเป็นไปได้
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

