เปิดรายงาน แบล็กฮอว์ก ชน อเมริกันแอร์ไลน์ ดับ 67 ราย ชี้ นักบินทำผิดพลาดหลายครั้ง
จากกรณี เครื่องสินของสายการบิน PSA Airlines ที่ดำเนินการบินให้กับสายการบิน American Airlines เที่ยวบิน 5342 ชนเข้ากับเฮลิคอปเตอร์ Black Hawk ของกองทัพสหรัฐ กลางอากาศขณะที่เที่ยวบิน 5342 กำลังบินมุ่งหน้าไปที่รันเวย์ของสนามบินเรแกน เนชั่นแนล ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อคืนวันที่ 29 มกราคม ก่อนที่จะตกลงไปในแม่น้ำโปโตแมค เป็นผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก
- เที่ยวบิน American Airlines ชนเฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์กกลางหาว ก่อนตกลงแม่น้ำในดี.ซี. เร่งหาผู้รอดชีวิต
- เจอร่างแล้ว 18 ราย เปิดภาพซากเครื่องบิน อเมริกันแอร์ไลน์ ชนฮ.แบล็กฮอว์ก กลางอากาศ
- พบกล่องดำเที่ยวบินมรณะอเมริกันแอร์ไลน์แล้ว สื่อมุ่งประเด็นขาดแคลนจนท.คุมจราจร
ล่าสุด นิวยอร์กโพสต์ รายงานถึงความคืบหน้ากรณีดังกล่าวว่า นักบินแบล็กฮอว์กของกองทัพ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เครื่องบินตกดังกล่าว ล้มเหลวในการฟังคำเตือนของครูฝึก เพียง 15 วินาที ก่อนเกิดเหตุที่คร่าชีวิตผู้คนกว่า 67 ราย ตามรายงานฉบับใหม่
เพียงไม่กี่นาที ก่อนเครื่องบินจะเกิดอุบัติเหตุ รีเบกก้า โลบัค กัปตัน พลาดการฟังคำสั่งของนักบินผู้ช่วย แอนดรูวส์ อีฟส์ ซึ่งรับหน้าที่ดูแลภารกิจฝึกซ้อม ที่ให้เปลี่ยนเส้นทางและหลีกเลี่ยงเครื่องบินเจ็ตของอเมริกันแอร์ไลน์ ที่กำลังลดระดับลง
นอกจากข้อผิดพลาดแล้ว มีรายงานว่า พวกเขาตัดคำพูดของเจ้าหน้าที่ควบคุมทางอากาศโดยไม่ได้ตั้งใจ เมื่อกดปุ่มพูดคุยทางวิทยุ และ อาจพลาดข้อมูลที่สำคัญ
นาทีสำคัญ คือ เวลาประมาณ 20.46 น. เมื่ออีฟส์ ร้องขอและได้รับการอนุมัติให้นักบินเฮลิคอปเตอร์ใช้ภาพของตนเองแทนการควบคุมการจราจรทางอากาศเพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรทางอากาศอื่นๆ
การเคลื่อนไหวดังกล่าว ถือเป็นแนวทางปฏิบัติทั่วไป เพื่อเร่งความเร็ว แต่แน่นอนว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดข้อผิดพลาดของมนุษย์มากขึ้น

ในช่วงเวลาดังกล่าว ผู้สืบสวนเชื่อว่า อีฟส์ และ โลบัค ไม่ได้ยินว่าเครื่องบินของอเมริกันแอร์ไลน์ กำลังวนรอบ เนื่องจาก 1 ในนั้นกำลังกดปุ่มไมโครโฟน เพื่อคุยกับหอบังคับการบินเมื่อได้ยินคำสั่งดังกล่าว
เพียง 20 วินาที ก่อนเหตุการณ์ชน เจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศได้ถามเฮลิคอปเตอร์ว่าพบเครื่องบินของอเมริกัน แอร์ไลน์ส หรือไม่ ซึ่งกำลังบินมาทางรันเวย์ 33 ซึ่งเป็นจุดที่เฮลิคอปเตอร์กำลังบินเข้ามา
“PAT 2 5 คุณเห็น CRJ ไหม” เขาถามโดยใช้คำย่อของรุ่นเครื่องบินของ Flt. 5342 ซึ่งเป็นการสื่อสารครั้งสุดท้าย ระหว่างเครื่องบินกับศูนย์ควบคุมการจราจรทางอากาศ
ทั้งนี้ พบว่า เทคโนโลยีบนแบล็กฮอว์กซึ่งจะช่วยให้ศูนย์ควบคุมการจราจรทางอากาศติดตามเฮลิคอปเตอร์ได้ดีขึ้นนั้นถูกปิดลงในวันนั้น ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติหากเป็นภารกิจการฝึก
พล.ต.แมทธิว บรามัน ผู้อำนวยการฝายการบินของกองทัพบก กล่าวว่า ชัดเจนว่ามีหลายปัจจัยที่ทำให้เครื่องบินตก คิดว่าในท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่เราพบคือมีหลายสิ่งหลายอย่างที่หากสิ่งใดสิ่งหนึ่งเปลี่ยนไป ผลลัพธ์ของคืนนั้นก็อาจเปลี่ยนไปได้
นอกจากนี้ ยังมีการโต้แย้งกันระหว่างนักบินกองทัพ 2 ใน 3 คนที่อยู่บนเฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวเกี่ยวกับระดับความสูงที่พวกเขาบินอยู่ ซึ่งตามรายงานของผู้สืบสวน และพวกเขาบินได้สูงกว่าขีดจำกัด 200 ฟุตสำหรับตำแหน่งดังกล่าวอย่างมาก

ก่อนที่เครื่องบินจะชนกัน นักบินของเฮลิคอปเตอร์ได้ประกาศว่าพวกเขากำลังบินอยู่ที่ระดับความสูง 300 ฟุต แต่จากการบันทึกภาพ นักบินผู้ฝึกสอนก็ได้ยินว่าเฮลิคอปเตอร์กำลังบินอยู่ที่ระดับความสูง 400 ฟุตเช่นกัน
เมื่อเกิดเหตุเครื่องบินตก เจนนิเฟอร์ โฮเมดี หัวหน้าคณะกรรมการความปลอดภัยการขนส่งแห่งชาติ กล่าวว่า เครื่องบินแบล็คฮอว์กกำลังบินอยู่ที่ระดับความสูง 278 ฟุต และเสริมว่า “นั่นไม่ได้หมายความว่านั่นคือสิ่งที่ลูกเรือของเครื่องบินแบล็คฮอว์กเห็นจากเครื่องวัดความสูงด้วยความกดอากาศในห้องนักบิน”
เดลิเมล์ อ้าง นิวยอร์กไทมส์ ว่า นักบินนั้นได้ทำผิดมากกว่า 1 ครั้ง ซึ่ง โลบัค ไม่ได้เพียงแต่บินแบล็กฮอว์กสูงเกินไป แต่ยังล้มเหลวในการขอคำแนะนำและคำสั่งจากนักบินผู้ช่วยในการเปลี่ยนเส้นทาง โดย 15 วินาทีก่อนจะชน เจ้าหน้าที่ควบคุมทางอากาศได้บอกให้เลี้ยวซ้าย แต่นักบินไม่ได้ทำตาม ซึ่งยังไม่ทราบเหตุผลดังกล่าว
รายงานระบุว่า “แบล็กฮอว์กอยู่ห่างจากจุดที่เครื่องบินเจ็ตจะบินสวนทางกับเครื่องบินเจ็ตลำนี้เพียง 15 วินาที จากนั้นจ่าสิบเอกอีฟส์จึงหันไปสนใจกัปตันโลบัค เขาบอกกับกัปตันว่าเขาเชื่อว่าศูนย์ควบคุมการจราจรทางอากาศต้องการให้พวกเขาเลี้ยวซ้ายไปทางฝั่งแม่น้ำฝั่งตะวันออก”
หากเธอเลี้ยวซ้าย “คงจะเปิดพื้นที่ระหว่างเฮลิคอปเตอร์และเที่ยวบิน 5342 มากขึ้น” รายงานระบุเพิ่มเติม


