คอลัมน์ โกลบอลโฟกัส: เก่ากับใหม่ ในสายตานุ่มนวล ของ ‘ออร์ฮาน ปามุก’

1.04.17 | 21:28 น.
AFP

มูลเหตุแห่งความยินดีเมื่อได้รับรู้ว่า สำนักพิมพ์มติชน มอบหมายให้ นพมาส แววหงส์ ถ่ายทอด “เดอะ มิวเซียม ออฟ อินโนเซนส์” นวนิยายเล่มแรกของ ออร์ฮาน ปามุก นับตั้งแต่ได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรมเมื่อปี 2006 ออกมาเป็นภาษาไทย สำหรับผมนั้นมีอยู่ด้วยกัน 2 ประการ

ในทางหนึ่งเป็นความดีใจในฐานะคนอ่านหนังสือ เหมือนนักอ่านอีกเป็นจำนวนมากทั่วประเทศที่มีโอกาสได้ลิ้มรสชาติของงานระดับหัวแถวของโลกวรรณกรรม ในอีกทางหนึ่งก็จะได้ใช้กาลนี้เป็นโอกาสอันดีในการบอกเล่าหลายเรื่องราวเกี่ยวกับตัวนักเขียนเอกชาวตุรกีผู้นี้ที่ได้สดับมามากมายหลายเรื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

โดยส่วนตัว ผมถือว่า ออร์ฮาน ปามุก เป็นนักเล่าเรื่องราวระดับบรมครู เป็นหนึ่งในนักเขียนไม่มากมายนักที่แทรกซ่อนนัยทางการเมืองไว้ในนิยายรักได้อย่างเรียบเนียน ไร้ตะเข็บ หรือพูดอีกอย่างหนึ่งได้ว่า นี่คือคนเขียนงานวิพากษ์วิจารณ์การเมืองได้นุ่มนวลงดงามราวนวนิยาย

งานทุกเล่มของปามุก เป็นนวนิยายพอๆ กับเป็นงานสะท้อนการเมือง ไม่เว้นแม้แต่ “เดอะ มิวเซียม ออฟ อินโนเซนส์” เล่มนี้

ออร์ฮาน ปามุก ใช้สายตาที่สดใหม่ของคนที่อยู่ในภาวะแวดล้อมใหม่แห่งปัจจุบันสมัย มองกลับไปยังโลกเก่า อย่างนุ่มนวล พินิจพิเคราะห์ ย่อยสลายมันออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วปะติดปะต่อ ประกอบขึ้นมาใหม่ ซุกซ่อนเอาไว้อย่างแนบเนียน แต่แหลมคมและเชือดเฉือนในเวลาเดียวกัน

Advertisement

สิ่งที่เขาเลือกหยิบเอามาแฝงเร้นไว้ในพฤติกรรมหรือความคิดแห่งตัวละครในนิยายของเขานั้น บางครั้งบางคราวเหลือเชื่ออย่างยิ่ง ชนิดที่หากอ่านอย่างเพลิดเพลินอาจเพริดข้ามไปโดยง่าย ต่อเมื่อฉุกคิดจึงได้รู้ว่านั่นน่าทึ่งเพียงใด ใหญ่โตแค่ไหนภายในภาวะนั้นๆ

ตัวอย่างเช่น ฉากเซ็กซ์ก่อนการแต่งงานระหว่าง เคมาล กับ ฟูซุน ใน “เดอะ มิวเซียม ออฟ อินโนเซนส์” นั้นอาจไม่สะกิดใจใครต่อใครหลายคน แต่เชื่อเถอะว่าในโลกเก่าของตุรกีอย่างที่ปามุกเดินทางผ่านมานั้น สิ่งนี้ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน เช่นเดียวกับความลึกซึ้งเมื่อวัตถุชิ้นหนึ่งชิ้นใด หรือหลายชิ้นในพิพิธภัณฑ์แห่งความทรงจำ นำมาซึ่งความสุขและความเจ็บปวดในคราวเดียวกัน

“เซ็กซ์” ในสภาวะแวดล้อมบางรูปแบบ บางครั้ง ในบางสถานที่ ไม่ต่างอะไรจากความกล้าหาญทางการเมืองอันเอกอุเลยทีเดียว

นี่คือ ความเป็น ออร์ฮาน ปามุก ที่น่าชื่นชม

ออร์ฮาน ปามุก ไม่เคยหน่ายการเมือง ซึ่งทำให้เขาเป็นคนวิจารณ์รัฐบาลและการเมืองที่กล้าหาญพอๆ กับการเป็นนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ ทั้งสองอย่างดูเหมือน “ข้าว” กับ “น้ำ” สำหรับปามุก ต่างล้วนจำเป็นต่อชีวิต กระนั้นก็ควรแยกออกจากกันเหมือนกับที่เราไม่ควรกินข้าวคำน้ำคำ หรือเป็นเช่นเดียวกับรัฐและศาสนา ที่ต่างจำเป็นต่อประชาชน แต่ไม่ควรนำมาปะปนกัน รัฐก็ควรเป็นโลกียรัฐที่ไม่น่าดึงเอาศาสนจักรเข้ามาเกี่ยวข้อง

อาจเป็นเพราะเหตุนี้ บ่อยครั้งที่ต้องให้สัมภาษณ์ปามุกจึงร้องขอให้ถกกันเรื่องการเมืองให้เบ็ดเสร็จก่อนที่จะถามไถ่กันเรื่องงานเขียนเพื่อความกระจ่าง ชัดเจนกันต่อไป

ปามุกยังคงยืนกรานว่า ตุรกีภายใต้การนำของ เรเจพ เทยิพ แอร์โดอาน เป็น “ประชาธิปไตยพิการ” พูดถึงความเป็นจริงที่ว่าทุกวันนี้ “ไม่มีเสรีภาพในการแสดงออกในตุรกี” อุทาหรณ์ในเรื่องนี้คือ เพื่อนพ้องนักหนังสือพิมพ์และสำนักพิมพ์เป็นจำนวนมากที่ถูกจำขัง โดยอาศัย “การหมิ่นประมาทประธานาธิบดี” เป็นเครื่องมือสำคัญในความพยายามสร้างแรงกดดันต่อบรรณาธิการและผู้สื่อข่าวทั้งหลาย

แอสลี แอร์โดอาน นักเขียนชื่อดังอีกรายที่เป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนคนสำคัญ ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตอยู่ในเวลานี้ แม้แต่หนังสือเป็นพันเป็นหมื่นเล่ม ที่ตีพิมพ์เผยแพร่โดยสำนักพิมพ์ ซึ่งเป็นมิตรกับอดีตครูสอนศาสนาที่ต้องลี้ภัยอยู่ในสหรัฐอเมริกาอย่าง เฟตุลเลาะห์ กูเลน ที่ถูกประธานาธิบดีกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการรัฐประหารที่ล้มเหลวเมื่อเร็วๆ นี้ ก็ถูกเก็บจากร้าน เรียกคืนจากมหาวิทยาลัย แล้วถูกทำลายกลายเป็นเศษกระดาษ

ในทรรศนะของนักเขียนรางวัลโนเบลผู้นี้ ตุรกีทุกวันนี้ไม่มีการแบ่งแยกอำนาจออกจากกัน “ลัทธิมองเตสกิเออ ไม่เป็นที่นิยมที่นี่” ปามุกบอกกลั้วหัวเราะ แต่ซีเรียสมากขึ้นเมื่อย้ำว่า “ผมได้รางวัลโนเบล จึงน่าจะพูดอะไรก็ได้ที่อยากพูด” แต่ประเทศอยู่ในสภาพย่ำแย่ และผมก็ไม่อยากให้ความเห็นต่อทุกๆ อย่าง ในทุกๆ วันเหมือนกัน”

ถึงอย่างนั้น เมื่อเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา ปามุกก็ยังตกเป็นเหยื่อของข้อกล่าวหาคล้ายคลึงกัน ตอนนั้นเขาถูกกล่าวหาว่า “ดูหมิ่นความเป็นตุรกี” เพราะให้ความเห็นเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอาร์เมเนียในการให้สัมภาษณ์

นอกเหนือจากนั้น ชื่อ ออร์ฮาน ปามุก ยังอยู่ในลำดับต้นๆ ในบัญชีลอบสังหารของกลุ่ม “ชาตินิยมสุดโต่ง” เหมือนกับ รานต์ ดิงค์ เพื่อนนักเขียนเชื้อสายอาร์เมเนียน-เตอร์กิช ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตในอิสตันบูล เมื่อปี 2007 หลังจากนั้นมาชั่วระยะเวลาหนึ่ง ปามุกจำเป็นต้องเดินทางไปไหนมาไหนภายใต้การคุ้มครองของบอดี้การ์ด 3 นายที่รัฐบาลตุรกีจัดหามาให้ ทุกวันนี้องครักษ์ที่ว่าลดลงเหลือเพียงรายเดียว ซึ่งปามุกสามารถโทรศัพท์เรียกหาได้ทุกครั้งที่จำเป็นต้องไปไหนมาไหน

“ตอนนี้ผมไม่ค่อยถูกเกลียดมากเท่าไหร่แล้ว ไม่มีแรงกดดันทางการเมืองมากเหมือนเมื่อ 10 ปีก่อน”

ปามุกใช้เวลาไม่น้อยสำหรับหนังสือแต่ละเล่ม “เดอะ มิวเซียม ออฟ อินโนเซนส์” แล้วเสร็จออกมาวางจำหน่ายในภาษาตุรกีเมื่อปี 2010 นานถึง 4 ปีหลังได้รับรางวัลโนเบล นิยายที่ขายดีที่สุดของปามุกในตุรกี ชื่อ “เดอะ สเตรนจ์เนสส์ อิน มาย มายด์” (2016) ใช้เวลาเขียนนานถึง 6 ปี นานที่สุดในบรรดางานเขียนทุกเล่มก่อนหน้านั้น

ปามุกค้นคว้าวิจัยไม่น้อยสำหรับหนังสือแต่ละเล่ม (ทั้งๆ ที่เป็นนิยาย) นอกจากดำเนินการด้วยตัวเองแล้วยังมีคนอื่นๆ อีกไม่น้อยทำงานค้นคว้า วิจัย ให้ทั้งที่เป็นเพื่อนที่พร้อมให้ความช่วยเหลือ และกลุ่มนักศึกษา ซึ่งปามุกรู้ว่าสามารถให้ความช่วยเหลือได้ บ่อยครั้งที่คนเหล่านี้ช่วยพูดคุย สัมภาษณ์ ผู้คนต่างๆ นานาให้ แทนที่ปามุกจะต้องทำด้วยตัวเอง

นักศึกษากลุ่มเล็กๆ จำนวน 6 คน นัดพบกันเป็นประจำทุกเดือน เดือนละครั้งที่อพาร์ตเมนต์ของปามุก ดื่มไวน์ ถกกันถึงเรื่องราวหลากหลายและประเด็นต่างๆ นานา ไม่เว้นแม้แต่การพัฒนาชุมชนเมือง การวางผังเมือง การปรับพื้นที่ และ ฯลฯ

“คนหนุ่มสาวเป็นผู้เปิดโลกทรรศน์ใหม่ให้ผม ช่วยเหลือผมในการสำรวจตรวจสอบหัวข้อและเรื่องราวใหม่ๆ แต่ถึงจะมีพวกเขา ผมก็ยังทำสัมภาษณ์ส่วนใหญ่ด้วยตัวเองกับผู้คนมากหน้าหลายตา แตกต่างกันออกไป บางคนเก็บตัว เคลือบแคลงสงสัย ในขณะที่มีบางคนตื่นเต้นดีใจยกใหญ่ที่มีโอกาสได้บอกเล่าอะไรสักเรื่องให้ผมฟัง” จากนั้น สารพัดสารพันก็พรั่งพรูออกมา

ปามุกบอกว่า บางทีก็เหมือนกับการวางแผนไว้ว่าจะเขียนเรื่องสั้น แต่สุดท้ายแล้วลงเอยได้เรื่องออกมายาวเหยียด

“ตอนนี้ผมมีวัตถุดิบเหลืออยู่ในสต๊อก ชนิดเขียนหนังสือใหม่ได้อีกสองสามเล่ม” เขาบอก

ออร์ฮาน ปามุก เล่าถึงที่มาของชื่อเรื่องภาษาอังกฤษของนิยาย “เดอะ สเตรนจ์เนสส์ อิน มาย มายด์” เอาไว้ว่า มีที่มาจากสมัยที่ยังเรียนหนังสืออยู่ เมื่อเพื่อนร่วมชั้นเรียนตั้งข้อสังเกตเอากับวิธีการพูดและวิธีคิดที่เป็นแบบฉบับของตัวเขาเองว่า “นายเป็นคนคิดแปลกนะ ออร์ฮาน”

คำพูดนั้นติดอยู่ในหัวปามุก จนกระทั่งอ่านพบมันอีกครั้งใน “เดอะ พรีลูด” ของ วิลเลียม เวิร์ดสเวิร์ธ เมื่อสองสามปีก่อน เขาตัดสินใจทันทีว่านี่คือ ชื่อหนังสือเล่มใหม่ของตัวเอง

อพาร์ตเมนต์ของ ออร์ฮาน ปามุก อยู่ในย่าน ชิฮันเจอร์ ของนครอิสตันบูล เหนือช่องแคบบอสฟอรัส บริเวณเฉลียงที่มีหน้าต่างขนาดใหญ่ มีชุดเก้าอี้กับโต๊ะไม้กลมขนาดเล็กจัดวางอยู่ ตรงนี้เป็นที่นั่งโปรดของปามุก สำหรับการผ่อนคลายตัวเองด้วยทิวทัศน์เลื่องชื่อของช่องแคบแห่งนี้

มองออกไปนอกหน้าต่าง ทิวทัศน์เหนือผืนน้ำดูสุดลูกหูลูกตา เหมือนภาพถูกฉายด้วยจอพาโนรามา ทางด้านซ้ายคือเอเชีย ทางขวาคือยุโรป ตรงกลางคือเรือใหญ่น้อย ท้องฟ้าหน้าหนาวสีน้ำเงินสดกับมัสยิดที่ตระหง่านอยู่ด้านตรงกันข้ามพอดี ทั้งหมดเหมือนสอดคล้องกันเหมาะเจาะกับผู้เป็นเจ้าของ ที่ถูกระบุหลายต่อหลายครั้งว่า เป็นเหมือนผู้สร้าง “สะพาน” เชื่อมโยงตะวันตกและตะวันออก สอดประสานเอเชียและยุโรปเข้าด้วยกัน

“ผมไม่ชอบถูกเรียกอย่างนั้น” เขาบอก “ผมไม่ใช่คนสร้างสะพาน ผมแค่พยายามเขียนนิยายดีๆ เท่านั้นเอง”

นิยายทุกเรื่องของปามุกยึดโยงอยู่กับวัฒนธรรมตุรกีและวัฒนธรรมออตโตมาน อันเป็นรากเหง้าลึกลงไปในอดีต ผสมผสานกับความรักและหลงใหลในวรรณกรรมตะวันตกและวิถีชีวิตแบบตะวันตกของเจ้าตัว ก่อให้เกิดมุมมอง ข้อถกเถียงขึ้นมาพร้อมกับความสนุก และซาบซึ้ง

เขาพูดถึงคอร์รัปชั่น การปะทะ ประมือทางการเมือง สงครามกับชาวเคิร์ด การพัฒนา เรื่อยไปถึงเหยื่อของการทำลายล้าง และการฟื้นฟูบูรณะ พร้อมๆ ไปกับวิถีของความรัก ความสมหวัง ความผิดหวังและความสุข

ออร์ฮาน ปามุก พูดผ่านเมลวุต ตัวละครใน “เดอะ สเตรนจ์เนสส์ อิน มาย มายด์” ไว้ว่า

“สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ ถูกสร้างมาให้เป็นสุข ซื่อสัตย์และเปิดเผย”

แต่เขาบอกว่า คนอย่าง ออร์ฮาน ปามุก ไม่ใช่คนที่เป็นสุขนัก ธรรมชาติของเขาไม่ใช่คนที่มีความสุข และไม่เชื่อด้วยว่า เราเกิดมาในโลกนี้เพื่อมีความสุข

“โอ ผมเป็นนักเขียนที่มีความสุขดี แต่ผมแน่ใจว่าตัวเองไม่มีวันเป็นคนที่มีความสุข”

อย่างน้อยก็ในตุรกีอย่างที่เป็นอยู่ในเวลานี้หรืออย่างไร?

 

พบกับหนังสือไฮไลต์ที่ย้ำเตือนความทรงจำมากที่สุด

The Museum of Innocence ของ ออร์ฮาน ปามุก นักเขียนรางวัลโนเบลคนแรกของตุรกี

งานวรรณกรรมขึ้นหิ้งระดับโลกที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความทรงจำต่อความรัก

มีจำหน่ายแล้วในราคาพิเศษ!!!
ภายใน งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ
วันนี้ถึง 9 เมษายน 2560
ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่ บูธมติชน โซนพลาซ่า