สถานทูตไทยในสวิส รับมอบ 11 ภาชนะดินเผา ‘บ้านเชียง’ จ่อส่งต่อกรมศิลป์ขึ้นทะเบียน-อนุรักษ์ พร้อมจัดแสดงให้คนไทยได้ชม เผยที่มา ‘ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม’ สมัครใจส่งคืน หวังกลับถิ่นกำเนิด
เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น สวิตเซอร์แลนด์ จัดพิธีรับมอบโบราณวัตถุจำนวน 11 ชิ้น กลับคืนสู่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ณ อาคารที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตฯ โดย นางสาวพรรณนภา จันทรารมย์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น เป็นผู้แทนไทยในการรับมอบ และนาง Fabienne Baraga หัวหน้าหน่วยงานเชี่ยวชาญด้านการส่งมอบทรัพย์สินทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศ ภายใต้สำนักงานวัฒนธรรมแห่งสหพันธ์สวิส กระทรวงมหาดไทยสวิส เป็นผู้แทนฝ่ายสวิสในการส่งมอบ
โบราณวัตถุจำนวน 11 ชิ้นดังกล่าว ได้รับการส่งมอบผ่านทางการสวิสโดยสมัครใจจากผู้ครอบครองที่ไม่ประสงค์ออกนาม ซึ่งมีความประสงค์จะส่งคืนสิ่งของล้ำค่าทางประวัติศาสตร์เหล่านี้กลับสู่ถิ่นกำเนิด เบื้องต้นคาดว่า อาจมีแหล่งที่มาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยในแหลงโบราณคดีวัฒนธรรมบ้างเชียง
การส่งมอบในครั้งนี้เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของมิตรภาพอันแน่นแฟ้น และความร่วมมือทางวัฒนธรรมที่ใกล้ชิดระหว่างไทยกับสวิตเซอร์แลนด์ และแสดงถึงความรับผิดชอบร่วมกันในการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรม โดยมีหน่วยงานและผู้แทนจากทั้งเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ประกอบด้วยผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศสวิส และผู้แทนจากกระทรวงมหาดไทยสวิส รวมถึงคนไทยในสวิตเซอร์แลนด์ที่มาร่วมแสดงความยินดี
ทั้งนี้ ภายหลังจากพิธีรับมอบ สถานเอกอัครราชทูตฯ จะจัดส่งโบราณวัตถุทั้งหมดกลับคืนสู่ประเทศไทย เพื่อส่งต่อกรมศิลปากรดำเนินการตรวจสอบรายละเอียดทางวิชาการและเพื่อการอนุรักษ์ ขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติของชาติ และพิจารณาจัดแสดงให้ประชาชนชาวไทยได้ศึกษาเรียนรู้ต่อไป


ข้อมูลจาก กรมศิลปากร ซึ่งอ้างอิงจากเวปไซต์ องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ระบุว่า แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี มีลักษณะเนินดินสมัยก่อนประวัติศาสตร์ขนาดใหญ่ มีการศึกษาและขุดค้นโดยนักโบราณคดีทั้งชาวไทยและนานาชาติ เป็นแหล่งการตั้งถิ่นฐานและแหล่งฝังศพของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เป็นแหล่งชุมชนที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมการ ทำนาปลูกข้าว ถือเป็นชุมชนเกษตรกรรมและที่อยู่อาศัยที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ย้อนอ่าน เปิดตำนาน “บ้านเชียง” ฉลองสัมพันธ์ 185 ปีไทย-สหรัฐ นักโบราณระดับโลกบินตรงร่วมชื่นมื่น)

หลักฐานทั้งหมดที่ค้นพบจากการศึกษาทางโบราณคดี ไม่ว่าจะเป็นหลุมฝังศพ เครื่องปั้นดินเผา และเครื่องมือโลหะสำริด แสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองและ ความซับซ้อนทางสังคมของชุมชนสมัยโบราณ พบหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของชุมชนเกษตรกรรมยุคแรกเริ่มในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่ฝังอยู่ใต้ดินไม่น้อยกว่า 2,000 ปี มีลำดับชั้นทางวัฒนธรรมที่ ต่อเนื่อง 3 สมัย แสดงให้เห็นถึงการทำเกษตรกรรมในภูมิภาคที่มีการทำนาข้าวแบบทดน้ำ มีการเลี้ยงสัตว์ ประเภท วัว ควาย หมู และไก่ ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของชุมชนเกษตรกรรมสมัยหินใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ชั้นวัฒนธรรมแต่ละสมัยของแหล่งโบราณคดีบ้านเชียงได้พบเครื่องปั้นดินเผาที่มีรูปแบบที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง นอกจากนี้ยังมีหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงการเป็นแหล่งผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ในการดำรงชีวิตและเครื่องประดับที่ทำจาก โลหะสำริด ซึ่งชั้นวัฒนธรรมในลำดับต่อมาได้พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นเครื่องมือเหล็ก อันเป็นลักษณะของแหล่งเกษตรกรรมในช่วงสมัยกึ่งก่อนประวัติศาสตร์
แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง มีคุณค่าโดดเด่นระดับสากล ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมจากยูเนสโก เมื่อ พ.ศ.2535 (ย้อนอ่าน ครบรสดราม่า 5 ทศวรรษ ‘บ้านเชียง’ อภิมหาตำนานที่ไม่ต้องการตอนจบ)



