ไทย-สวีเดน จัดเวทีเสวนา
The Wood Solution Thailand Forum 2026
ชูก่อสร้าง-จัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน
เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงสตอกโฮล์ม และ Thailand and Nordic Countries Innovation Unit (TNIU) ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร อาทิ Eco Innovation Foundation (EIF) Stockholm Environment Institute (SEI) และ Swedish International Development Cooperation Agency (SIDA) จัดเวทีเสวนา The Wood Solution Thailand Forum 2026 “ธรรมชาติแก้วิกฤต ไม้เศรษฐกิจแก้อนาคต” เพื่อเปิดพื้นที่นำเสนอผลงานวิจัย โครงการนำร่อง รวมถึงแลกเปลี่ยนประสบการณ์และวิสัยทัศน์จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตั้งแต่หน่วยงาน ภาครัฐ ภาคการเงิน ภาคการศึกษา ภาคเอกชน จนถึงภาคประชาสังคม โดยมีจุดมุ่งหมายในการกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมป่าไม้และการก่อสร้างด้วยไม้อย่างยั่งยืนในไทยผ่านความร่วมมือระหว่างไทย-สวีเดน
ในช่วงกล่าวเปิดงาน นางอรุณรุ่ง โพธิ์ทอง ฮัมฟรีย์ส เอกอัครราชทูต ณ กรุงสตอกโฮล์ม ระบุว่า ในระยะกว่าสามปีที่ผ่านมา สถานเอกอัครราชทูตฯ และ TNIU ได้ทำงานอย่างต่อเนื่องร่วมกับพันธมิตรทั้งไทยและสวีเดนเพื่อสร้างความตระหนักรู้ บุกเบิกแนวทาง เชื่อมโยงหน่วยงาน และเสริมสร้างเครือข่ายในประเด็นการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนและการก่อสร้างอาคารด้วยไม้ โดยมุ่งหวังให้ไทยได้นำแนวปฏิบัติที่ดีจากสวีเดนมาปรับใช้ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมป่าไม้ไทยในฐานะเครื่องยนต์ใหม่ทางเศรษฐกิจที่ตอบโจทย์ความท้าทายทั้งภายในและภายนอกประเทศ

๐รู้จักโครงการ Wood Solution และจุดมุ่งหมาย
“เราไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างการปกป้องสิ่งแวดล้อมหรือการพัฒนาเศรษฐกิจเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ภายใต้อุตสาหกรรมไม้ที่ยั่งยืน ทั้งสองอย่างจะก้าวไปข้างหน้าด้วยกันได้”
สโลแกนข้างต้นคือแนวคิดหลักของโครงการ Wood Solution Thailand ระยะยาว 7-10 ปี ซึ่งนำเสนอแนวทางการพัฒนาแบบบูรณาการ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบวิศวกรรมอุตสาหกรรมการก่อสร้างด้วยไม้ ที่มีขีดความสามารถในการแข่งขัน บนพื้นฐานของป่าไม้ท้องถิ่นที่ได้รับการจัดการอย่างยั่งยืน เปลี่ยนพื้นที่เสื่อมโทรมให้เป็นทรัพยากรที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเปลี่ยนการเติบโตของเมืองคาร์บอนต่ำให้เป็นแรงขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในชนบท โดยกระบวนการเหล่านี้จะเป็นขั้นตอนสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวของประเทศไทย
กล่าวคือ Wood Solution Thailand มีจุดมุ่งหมายในการสร้างและขยายเศรษฐกิจป่าไม้อย่างยั่งยืนในประเทศไทย โครงการนี้ยังรวมถึงกระบวนการฟื้นฟูป่าไม้ สร้างระบบนิเวศที่จำเป็นสำหรับไม้แปรรูปอย่างยั่งยืน และการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพที่รับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศไทย
ดังนั้น Wood Solution Thailand จึงเปรียบดั่งเข็มทิศนำทิศทางอุตสาหกรรมป่าไม้และการก่อสร้างด้วยไม้อย่างยั่งยืนในประเทศไทย และเป็นก้าวสำคัญในการไปสู่การพัฒนาป่าไม้และเศรษฐกิจชีวภาพอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ โครงการ Wood Solution Thailand ยังเป็นรากฐานสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือไทย-สวีเดนให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น เนื่องจากการลงนามความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ไทย-สวีเดนเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ได้ระบุให้การจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนเป็นสาระสำคัญประการหนึ่งของความสัมพันธ์ทวิภาคีนี้

การจัดสัมมนามีกิจกรรมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นตลอดทั้งวัน รวมทั้งหน่วยงานต่างๆ มีการเสนอโครงการใหม่ๆ ด้านการพัฒนาป่าไม้ยั่งยืนในมิติต่างๆ ทั้งด้านวิชาการ การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนโครงการนำร่องต้นแบบบ้านหรืออาคารด้วยไม้
ในช่วงการเสวนาภายใต้หัวข้อ “แนวทางแก้ปัญหาด้านสภาพภูมิอากาศตามธรรมชาติ อุตสาหกรรมการเติบโตใหม่: เราจะสร้างความร่วมมือที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไม้ที่ยั่งยืนได้อย่างไร” มีผู้ร่วมอภิปรายผลลัพธ์และข้อคิดเห็นเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เพื่อจัดทำแผนงานจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียชาวไทยเกี่ยวกับระบบห่วงโซ่อุปทานในวาระถัดไป ได้แก่ ดร. อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ที่ปรึกษานโยบายทรัพยากรธรรมชาติและการลดก๊าซเรือนกระจก และนโยบายด้านภูมิอากาศและการพัฒนาสีเขียว สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย (TDRI) นายณัฐวิน พงษ์เภตรารัตน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท TPS Garden Furniture และสมาชิกคณะอนุกรรมการด้านเศรษฐกิจไม้ นางสาวธนิดา ลอเสรีวานิช หัวหน้าทีมวิจัยประจำ Climate Finance Network Thailand (CFNT) และ ดร.โชติ อินทวงศ์ ตัวแทนจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
นายอดิศร์ให้ภาพรวมปัญหาและความท้าทายของสถานการณ์ป่าไม้ไทยในปัจจุบันอย่างกระชับ โดยชี้ว่า พื้นที่ป่าไม้ไทยไม่เพิ่มขึ้นมาเป็นเวลานานแล้ว มิหนำซ้ำยังขาดหายไปราว 28 ล้านไร่ ซึ่งเปรียบได้กับ 3-4 จังหวัดรวมกัน โดยที่ผ่านมา การจัดการหรือดูแลป่าไม้จำเป็นต้องพึ่งพิงงบประมาณจากรัฐเป็นหลัก ซึ่งไม่เพียงพอกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ดังนั้น จึงเสนอทางเลือกใหม่ในการหางบประมาณเพื่อเป็นพลังใหม่นอกเหนือจากการพึ่งพิงงบประมาณจากรัฐเพียงช่องทางเดียว โดยนายอดิศเสนอแนวทาง “การพลิกฟื้นป่าด้วยพันธบัตรป่าไม้”
นายอดิศร์ชี้ว่า หลักการพันธบัตรป่าไม้จะเป็นกลไกและเครื่องมือหนึ่งในการพัฒนาอุตสาหกรรมการก่อสร้างด้วยไม้อย่างยั่งยืน เนื่องจากใช้ต้นทุนต่ำ แต่มีขนาดทุนสนับสนุนเศรษฐกิจใหญ่โตจากการสนับสนุนของนักลงทุนชาวไทยและต่างชาติ หลักการดังกล่าวจะทำลายข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทั้งยังเปิดโอกาสให้คนไทยทั้งประเทศมีส่วนในการดูแลป่าไม้ในเวลาเดียวกัน
ขณะที่นางสาวธนิดา เสนอให้มองตลาดคาร์บอน ระบบมาตรฐาน และ climate finance tracker ในฐานะกลไกขับเคลื่อนและพัฒนาป่าไม้ โดย climate finance tracker เปรียบเสมือนเครื่องมือติดตามกระแสเงินทุนทั้งหมดที่ถูกใช้รับมือกับภาวะโลกรวนในประเทศไทย เพื่อให้การจัดสรรเงินทุนในการรับมือกับภาวะโลกรวนเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นระบบ และมีข้อมูลที่ครบถ้วน นอกจากนี้ เธอยังนำเสนอผลงานวิจัย climate finance to endorse climate transition ซึ่งฉายภาพให้เห็นว่าป่าไม้สามารถลดระดับการปล่อยคาร์บอนได้อย่างไร

ด้าน นายณัฐวิน พงษ์เภตรารัตน์ ซึ่งเป็นตัวแทนภาคเอกชนในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมป่าไม้ชี้ว่า การปิดป่าส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ทั้งในภาคผู้ผลิตและผู้บริโภค เราจึงต้องหาปริมาณความต้องการไม้ พร้อมเปลี่ยนทัศนคติผู้คนว่าการใช้ไม้เป็นการใช้ทรัพยากรที่ดีต่อธรรมชาติ ทำให้ผู้คนเห็นว่ายิ่งใช้ไม้มากเท่าไร ยิ่งดีต่อธรรมชาติและเศรษฐกิจเท่านั้น โดยนายณัฐวินย้ำว่า การปลูกไม้และสนับสนุนอุตสาหกรรมป่าไม้ล้วนมีความสำคัญต่อทุกคน ทั้งภาคชุมขน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ขณะที่ดร. โชติกล่าวถึงความจำเป็นในการสร้างความเข้าใจและความรับรู้แก่สาธารณชนเสียใหม่ โดยเริ่มจากการแก้ไขวาทกรรมตัดไม้ทำลายป่า เนื่องจากวาทกรรมนี้ไม่ถูกต้องในปัจจุบันอีกต่อไป นอกจากนี้ ดร. โชติ ยังเน้นย้ำความสำคัญของความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคการเงิน ภาคประชาสังคม เพื่อให้การขับเคลื่อนการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนเป็นไปอย่างราบรื่นและก้าวหน้า โดยเสนอแนะให้ภาครัฐเป็นผู้นำทิศทาง มองอุตสาหกรรมไม้เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมอื่นๆ และเน้นย้ำความสำคัญของมาตรฐานที่มีความโปร่งใส และตรวจสอบที่มาที่ไปได้
ภาพรวมของการจัด wood solution Thailand Forum 2026 นี้ เอกอัครราชทูตฯอรุณรุ่งเสนอว่า โมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขยวและการเปลี่ยนผ่านสีเขยว จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดของประเทศไทย และถือเป็นโชคดีของเราที่ประเทศไทยตั้งอยู่ในพื้นที่อุดมสมบรณ์ไปด้วยป่าไม้ พันธุ์ไม้โตเร็วและความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งตรงนี้คือต้นทุนที่เรามีมากกว่าประเทศอื่นๆ ถือเป็นศักยภาพที่ซ่อนเร้น (hidden potential) ดังนั้น อุตสาหกรรมป่าไม้และการก่อสร้างอาคารด้วยไม้ จึงเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ใหม่ที่ประเทศไทยต้องการ เพื่อรับมือกับความท้าทายในการพัฒนาสีเขียวของไทย



