‘ฮุน เซน’ เดือด! กล่าวหาไทย ใช้ข้ออ้างปราบสแกมเมอร์ ในการรุกรานยึดดินแดนกัมพูชา
เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม เว็บไซต์พนมเปญโพสต์ รายงาน ว่า สมเด็จฯฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้แจ้งต่อผู้เข้าร่วมการประชุมสภาระหว่างประเทศครั้งที่ 2 (iSC-2) ว่า ประเทศไทยใช้ประเด็นปัญหาระดับโลก เรื่องการหลอกลวงออนไลน์ หรือ สแกมเมอร์ออนไลน์ เป็นข้ออ้างในการโจมตีกัมพูชา และเข้ายึดครองพื้นที่บางส่วน ซึ่งเป็นดินแดนแห่งอธิปไตยของกัมพูชา และเน้นย้ำถึงรูปแบบของสงครามยุคใหม่ว่า มักถูกก่อขึ้นภายใต้ข้ออ้างที่หลากหลาย ซึ่งเป็นการทำลายระเบียบโลกที่ยึดถือค่านิยมทางกฎหมาย เพื่อผลประโยชน์เฉพาะหน้า
ทั้งนี้ ฮุน เซน ได้กล่าวต่อที่ประชุม เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ที่กรุงพนมเปญ เมืองหลวงของกัมพูชา ในการประชุม ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของผู้นำฝ่ายนิติบัญญัติจากหลายประเทศ รวมถึง ปากีสถาน มาเลเซีย และเมียนมา ตลอดจนคณะผู้แทนจากออสเตรเลีย และรัสเซีย เป็นต้น
โดยฮุน เซน ได้เตือนว่า ความขัดแย้งในยุคปัจจุบัน ได้ขยายตัวจนส่งผลกระทบต่อรากฐานการดำรงชีวิตของประชาชน โดยเปลี่ยนสาธารณสมบัติ เช่น ถนน สะพาน ศาสนสถาน โรงเรียน และโรงกลั่นน้ำมัน ให้กลายเป็นสมรภูมิการสู้รบ และว่า “รูปแบบหนึ่งของสงครามยุคใหม่ในยุคนี้ คือการให้อำนาจศาลนอกเขตแดน เหนือการก่ออาชญากรรมข้ามชาติ เช่น พวกหลอกลวงออนไลน์ เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการเข้ายึดครองดินแดนของชาติอื่นอย่างผิดกฎหมาย”
ฮุน เซน กล่าวว่า “นี่คือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เกี่ยวกับความขัดแย้งชายแดนกัมพูชา-ไทย ซึ่งดินแดนของเราขณะนี้ถูกยึดครองภายใต้ข้อกล่าวหาที่ว่า พื้นที่บางส่วนมีความเชื่อมโยงกับปฏิบัติการของแก๊งสแกมเมอร์”
แม้ว่า ฮุน เซน จะไม่ได้ระบุถึงข้อตกลงฉบับใดฉบับหนึ่งโดยเฉพาะ แต่เขาได้อ้างว่า ประเทศไทย ได้ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง โดยมองข้อตกลงเหล่านั้นเป็นเพียงสิ่งที่อยู่บนกระดาษเท่านั้น
ฮุน เซน ยังอธิบายถึงรูปแบบความขัดแย้งอื่นๆ รวมถึงสงครามการค้าที่มักจะใช้นโยบายกีดกันทางภาษีศุลกากรมาใช้ออกมาตรการคว่ำบาตรและยกเลิกสิทธิพิเศษทางการค้าที่เคยให้ไว้ และสงครามเทคโนโลยีที่มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงเพื่อแย่งชิงการควบคุมชิปเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง และโครงสร้างพื้นฐานความมั่นคงทางไซเบอร์ที่สำคัญ
ฮุน เซน ยังได้ตั้งข้อสังเกตว่า นโยบายชาตินิยมด้านทรัพยากรธรรมชาติ เช่น พลังงานและแร่หายาก (แรร์เอิร์ธ) กำลังขับเคลื่อนการแข่งขันทั่วโลกอย่างรุนแรง ซึ่งบีบบังคับให้กลุ่มประเทศที่เปราะบางต้องตกอยู่ในวงล้อมของความไม่มั่นคงเชิงระบบ
“พัฒนาการที่น่ากังวลอย่างยิ่งในบริบทนี้ คือ การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ โดยผู้มีอำนาจรายใหญ่ ซึ่งใช้อำนาจในการป้องกันตนเองแต่เพียงผู้เดียว และเปิดการโจมตีล่วงหน้าโดยไร้ความชอบธรรม สภาพการณ์ที่เป็นภัยคุกคามความมั่นคงเชิงระบบนี้ ได้ทำลายความฝันเรื่องความมั่นคงร่วมกันลงอย่างสิ้นเชิง” ฮุน เซน กล่าว
และว่า “ส่งผลให้ความเสี่ยงเหล่านี้ จุดชนวนการสะสมกำลังอาวุธทั่วโลกอย่างน่ากลัว เนื่องจากประเทศที่เปราะบางเริ่มตระหนักว่า สนธิสัญญาระหว่างประเทศเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถคุ้มครองพวกตนจากการรุกรานภายนอกได้” พร้อมเตือนว่า ความวิตกกังวลด้านความมั่นคงนี้ อาจนำไปสู่การล่มสลายของกรอบการไม่แพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างประเทศอย่างสิ้นเชิง
“เราได้กลายเป็นเป้าหมายของแรงกดดันและการโจมตีดังกล่าว ภายใต้ฉากหน้าของประเด็นที่ซับซ้อน เช่น การใช้นโยบายสองมาตรฐานเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม และอาชญากรรมข้ามชาติอย่างแก๊งหลอกลวงออนไลน์
ฮุน เซน กล่าวว่า “ข้อกล่าวหาระหว่างประเทศที่ไม่ยุติธรรมเหล่านี้มองข้ามความเปราะบางเชิงโครงสร้างและขีดความสามารถในการพัฒนาที่จำกัดของประเทศเราอย่างไม่ยุติธรรม แต่กลับนำเอามาตรฐานที่สูงของประเทศร่ำรวยมาตัดสิน ลงโทษ และโดดเดี่ยวประเทศที่ยังคงดิ้นรนฟื้นตัวจากความขัดแย้งในประวัติศาสตร์
และชี้ว่า การค้าและเศรษฐกิจในปัจจุบันถูกนำมาใช้เป็นอาวุธ โดยกฎเกณฑ์ต่างๆ สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างคาดเดาไม่ได้แบบวันต่อวัน และไม่มีสิ่งใดที่จะรับประกันได้อีกต่อไป
ฮุน เซน กล่าวว่า “กล่าวโดยสรุปคือ ผู้ที่ตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมา กลับกลายเป็นผู้ที่กำลังทำลายกฎเหล่านั้นเสียเอง” พร้อมกับเรียกร้องให้มีการฟื้นฟูระเบียบโลกที่ยึดถือค่านิยมทางกฎหมาย กฎบัตรสหประชาชาติ กฎบัตรอาเซียน และเครื่องมือระหว่างประเทศอื่นๆที่เกี่ยวข้อง



