กัมพูชาประกาศ ไม่ยอมให้ประเทศเป็นสวรรค์ของสแกมเมอร์ ‘ฮุน มาเนต’ ลงพื้นที่เกาะกง ตรวจสอบเอง
พนมเปญโพสต์ รายงานว่า ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบแหล่งที่เคยเป็นแหล่งหลอกลวงทางออนไลน์หลายแห่ง ในจังหวัดเกาะกงด้วยตนเอง เมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา ขณะที่รัฐบาลกัมพูชาประกาศว่า ปฏิบัติการปราบปรามและทำลายเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติในครั้งนี้ยังคงอีกยาวไกล และยังไม่สิ้นสุด
ข่าวระบุว่า การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ มุ่งเน้นไปที่สถานที่ที่เคยถูกระบุว่าเป็น “จุดร้อน” หรือ ฮอตสปอต ของการฉ้อโกงทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะพื้นที่การพัฒนา “ดารา ซาโกร์” และสถานที่อื่นๆ อีกหลายแห่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่า เคยถูกกลุ่มอาชญากรรมใช้เป็นฐานปฏิบัติการฉ้อโกงข้ามชาติ
ตามแถลงการณ์ของรัฐบาลกัมพูชา ระบุว่า ปฏิบัติการที่ผิดกฎหมายในสถานที่ดังกล่าว ได้ถูกสั่งปิดไปอย่างสมบูรณ์แล้ว และได้มีการยึดอุปกรณ์ และทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการยึดทรัพย์ตามกฎหมาย
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้จัดตั้งระบบเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันไม่ให้เครือข่ายสแกมเมอร์ กลับมาแอบเปิดทำการอีกในพื้นที่เดิม หรือแอบแฝงดำเนินกิจการในรูปแบบอื่นๆ
“แม้ว่าเจ้าหน้าที่กัมพูชาจะประกาศกวาดล้างอาคารสแกมเมอร์ขนาดใหญ่ไปแล้ว 86 แห่ง และปราบปรามพื้นที่เป้าหมายไปกว่า 663 แห่ง แต่ภารกิจของเรายังไม่เสร็จสิ้น” รัฐบาลกัมพูชาระบุในแถลงการณ์
และว่า หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจะยังคงเดินหน้าสืบสวนสอบสวนสถานที่ต้องสงสัยทั้งหมดต่อไป โดยจะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด เพื่อกวาดล้างเครือข่ายอาชญากร และไม่เปิดโอกาสให้มีพื้นที่สำหรับดำเนินกิจการได้อีกต่อไป
รายงานระบุว่า การลงพื้นที่ของ ฮุน มาเนต เกิดขึ้นไม่ถึง 1 สัปดาห์ หลังจากเจ้าหน้าที่นำกำลังบุกค้นพื้นที่ต้องสงสัยในหมู่บ้านเปียมกาย ตำบลเกาะสเด็จ อำเภอคีรีสาคร เมื่อวันที่ 29 และ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา
ปฏิบัติการดังกล่าว ส่งผลให้มีการจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ 34 คน และยึดโทรศัพท์มือถือได้หลายร้อยเครื่อง การบุกค้นครั้งนี้ เน้นย้ำให้เห็นถึงความเสี่ยงที่เครือข่ายสแกมเมอร์ อาจจะกระจายตัวออกจากอาคารขนาดใหญ่ แล้วย้ายไปตั้งฐานปฏิบัติการในพื้นที่ที่มีขนาดเล็กลง และมิดชิดยิ่งขึ้น ซึ่งทำให้ยากต่อการตรวจพบ
ข่าวระบุว่า การตรวจเยี่ยมครั้งนี้ ยังเป็นการฉายภาพผลลัพธ์ของยุทธการระดับชาติ ในการปราบปรามการฉ้อโกงทางเทคโนโลยี ที่ได้บังคับใช้ครอบคลุมทั้ง 25 จังหวัด และกรุงพนมเปญ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2026
ตลอดระยะเวลาประมาณ 14 เดือนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้บุกค้นสถานที่ต้องสงสัย 663 แห่ง และสั่งปิดอาคารสแกมเมอร์ขนาดใหญ่ 86 แห่ง ซึ่งถูกนำเข้าสู่กระบวนการอายัดภายใต้การควบคุมของรัฐ เพื่อรอการยึดทรัพย์อย่างเป็นทางการต่อไป
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้อายัดเงินในบัญชีธนาคารที่ต้องสงสัยว่าเชื่อมโยงกับการฉ้อโกงออนไลน์รวมมูลค่ากว่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 9,800 ล้านบาท ขณะที่ทรัพย์สินอื่นๆ ยังคงอยู่ระหว่างกระบวนการอายัดและประเมินมูลค่า
ปัจจุบัน มีคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลทั้งหมด 446 คดี มีจำเลยรวม 3,927 คน จาก 29 สัญชาติ โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า จำเลยเหล่านี้เป็นตัวการใหญ่ และสมาชิกระดับสูงของเครือข่ายอาชญากรข้ามชาติ
โดยการดำเนินคดีทางกฎหมาย ยังขยายผลไปถึงเจ้าหน้าที่รัฐหลายรายที่ต้องสงสัยว่าให้การคุ้มครอง หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการของแก๊งอาชญากร ข้อมูลจากรัฐบาลระบุว่า คดีเหล่านี้ครอบคลุมผู้ต้องสงสัยที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ 15 ราย รวมถึงรองอัยการ รองอธิบดีกรมตรวจคนเข้าเมือง รองผู้บังคับการตำรวจนครบาลพนมเปญ และอดีตอธิบดีประจำกระทรวงต่างประเทศ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารอีกหลายนาย
รัฐบาลกัมพูชา เปิดเผยเพิ่มเติมว่า มีชาวต่างชาติกว่า 22,000 คน จาก 38 ประเทศ ถูกส่งตัวกลับประเทศต้นทางแล้ว ภายใต้ความร่วมมือกับสถานทูตที่เกี่ยวข้อง โดยเจ้าหน้าที่อธิบายว่า บุคคลเหล่านี้คือผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือจากการถูกบังคับใช้แรงงานผิดกฎหมาย การกดขี่ และการทรมาน โดยฝีมือของหัวหน้าแก๊งอาชญากรชาวต่างชาติ
ทั้งนี้ รัฐบาลกัมพูชาระบุว่า การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมของนายกรัฐมนตรีที่จังหวัดเกาะกง ถือเป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองที่ชัดเจนไปยังประชาคมโลกว่า กัมพูชาจะไม่ยินยอมให้พื้นที่ใดๆ ของประเทศ กลายเป็นสวรรค์หรือแหล่งซุกซ่อนของพวกแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ข้ามชาติอย่างเด็ดขาด



