2 ปธ.กมธ.มะกัน ชงคว่ำบาตร 28 ราย พันสแกมเมอร์ในเอเชีย ตอ.เฉียงใต้ มีชื่อวรภัค อดีตรมช.ด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายไบรอัน มาสต์ ประธานคณะกรรมาธิการกิจการต่างประเทศแห่งสภาผู้แทนราษฎร และ นายจอห์น มูลีนาร์ ประธานคณะกรรมาธิการเฉพาะกิจด้านจีนแห่งสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ได้ทำหนังสือลงวันที่ 15 กันยายน แจ้งต่อ นายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ และ นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ เพื่อขอให้มีการพิจารณาว่าบุคคลต่างชาติรวมถึงบริษัทรวม 28 รายชื่อ เข้าข่ายตามกฎหมายเพื่อให้มีการออกมาตรการคว่ำบาตรหรือไม่
ประธานคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐทั้งสองชุดระบุว่า ชาวอเมริกันกำลังตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงทางออนไลน์เป็นจำนวนมากและยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีสาเหตุหลักมาจากเครือข่ายองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติของจีน ซึ่งมีฐานปฏิบัติการอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ องค์กรอาชญากรรมเหล่านี้ได้สร้างศูนย์ปฏิบัติการขนาดใหญ่ระดับอุตสาหกรรมเพื่อดำเนินการหลอกลวงทางออนไลน์ที่มีความซับซ้อนหลายรูปแบบ รวมถึงการหลอกให้ลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างรุนแรง ทั้งยังมีการกักขังผู้จำนวนมาก ที่เป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ และถูกบังคับให้ทำการหลอกลวงชาวอเมริกันออนไลน์
ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของระบอบการปกครองที่ทุจริตในเมียนมา กัมพูชา และลาว ต่างเพิกเฉยต่ออาชญากรรมเหล่านี้ในระดับที่น่าตกตะลึง โดยผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า ผลกำไรจากการหลอกลวงทางไซเบอร์คิดเป็นเกือบ 40% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของประเทศต่าง ๆ ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงรวมกันในปี 2024
จดหมายดังกล่าวได้ยกตัวอย่างของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมียนมาที่แม้ว่าจะมีการทำลายศูนย์หลอกลวงขนาดใหญ่บางแห่งไปแล้ว แต่กลับปล่อยให้ศูนย์หลอกลวงใหม่ ๆ ขยายตัวอย่างรวดเร็วตามแนวชายแดนเมียนมา-ไทยในอัตราที่น่าตกใจ โดยอ้างถึงการรายงานของสำนักข่าวเอพีเมื่อเดือนมิถุนายนปีนี้ว่า นับตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปีก่อน มีศูนย์หลอกลวงแห่งใหม่เกิดขึ้นอย่างน้อย 25 แห่ง
ขณะที่ในกัมพูชา ผลกำไรจากศูนย์หลอกลวงอาจมีมูลค่าสูงถึง 60% ของจีดีพี โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐบาลได้รับผลประโยชน์จากปฏิบัติการหลอกลวงออนไลน์อย่างชัดเจน โดยการทุจริตที่แพร่หลาย การได้รับความคุ้มครองอย่างต่อเนื่องจากรัฐบาล และการมีส่วนร่วมในการก่ออาชญากรรมของชนชั้นนำในพรรครัฐบาล ล้วนเป็นปัจจัยหลักที่เอื้อให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างการค้ามนุษย์กับอาชญากรรมทางไซเบอร์ในกัมพูชา
แม้ว่ารัฐบาลบางประเทศในภูมิภาคจะเพิ่มแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมหลอกลวงเหล่านี้มากขึ้น แต่เครือข่ายการเงิน ผู้จัดตั้ง และโครงสร้างการคุ้มครองทางการเมืองที่เอื้อให้อุตสาหกรรมดังกล่าวดำเนินต่อไปได้ ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ การลอยนวลพ้นผิดของผู้กระทำผิดยังคงเป็นเรื่องปกติ ศูนย์หลอกลวงบางแห่งได้ย้ายสถานที่ ขณะที่ศูนย์แห่งใหม่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง เหยื่อการค้ามนุษย์ที่สามารถหลบหนีออกจากศูนย์หลอกลวงได้กลับถูกจำคุกหรือเนรเทศในฐานะผู้อพยพผิดกฎหมาย แทนที่จะได้รับการปฏิบัติในฐานะเหยื่อการค้ามนุษย์ ซึ่งสามารถให้คำให้การสำคัญต่อการดำเนินคดีกับหัวหน้าแก๊งอาชญากรรมและเครือข่ายต่าง ๆ ได้
ทั้งนี้ได้มีการยกคำสั่งฝ่ายบริหารที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ลงนาม รวมถึงกฎหมายโกลบอล แมกนิตสกี ซึ่งเป็นกฎหมายว่าด้วยความรับผิดชอบด้านสิทธิมนุษยชนของบุคคลต่างชาติ ซึ่งสหรัฐที่ใช้เป็นพื้นฐานในการลงโทษบุคคลและหน่วยงานต่างชาติที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงและการทุจริตสำคัญๆ ทั่วโลก และกฎหมายอื่นๆ เกี่ยวกับการจัดการกับอาชญากรรมไซเบอร์และการคว่ำบาตรองค์กรอาชญากรรมระหว่างประเทศ
โดยอ้างว่ามีข้อมูลน่าเชื่อถือที่บ่งชี้ว่า บุคคลต่างชาติและองค์กร 28 รายชื่อ อาจมีความเชื่อมโยงกับปฏิบัติการของศูนย์หลอกลวงทางออนไลน์ของอุตสาหกรรมหลอกลวงที่กำลังขยายตัวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงการค้ามนุษย์ การทรมาน การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงในรูปแบบอื่น ๆ หรืออาชญากรรมทางไซเบอร์ และได้ขอให้รัฐมนตรีทั้งสอง ดำเนินการสอบสวนตามรายชื่อเหล่านี้ และพิจารณาภายใน 180 วันว่า บุคคลเหล่านี้เข้าข่ายหลักเกณฑ์ตามกฎหมายสำหรับการกำหนดมาตรการคว่ำบาตรภายใต้อำนาจทางกฎหมายสหรัฐหรือไม่
รายชื่อบุคคลและหน่วยงานที่ประธานคณะกรรมาธิการทั้งคู่ขอให้ตรวจสอบทั้ง 28 รายชื่อ มีรายชื่อที่น่าสนใจคือ นายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ เบน สมิธ หรือ นักธุรกิจชาวแอฟริกาใต้ที่มีสัญชาติกัมพูชา, นายฮุน โต นักธุรกิจกัมพูชาซึ่งเป็นหลานชายของ สมเด็จฯฮุน เซน, นายยิม เลียก นักธุรกิจชาวกัมพูชาและประธาน BIC Group ซึ่งมีชื่อเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและการฟอกเงิน, นายจง เป่าเจีย หรือที่รู้จักในชื่อ นายหวัง เฉียง ที่อยู่เบื้องหลังเครือข่ายทุนจีนสีเทา และมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับ แก๊งสแกมเมอร์และการค้ามนุษย์ ข้ามชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยข้อมูลเชิงลึกระบุความเชื่อมโยงของเขาและกลุ่มอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและเป็นพันธมิตรคนสำคัญของเจ้าพ่อ “เคเคพาร์ค” และ นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยคลังในรัฐบาลอนุทิน 1 ที่ลาออกจากตำแหน่งหลังเข้ารับการแต่งตั้งเพียงไม่นาน เนื่องจากเจอข้อกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับ BIC Group ของนายยิม เลียก และรู้จักกับนายเบน สมิธ



