หน้าแรก ต่างประเทศ ทาคาอิจิปรับ ...

ทาคาอิจิปรับ ครม.ครั้งแรก ส่งสัญญานสานต่อนโยบายเดิม ท่ามกลางสารพัดปัญหา

17.09.26 | 09:44 น.
REUTERS

ทาคาอิจิปรับ ครม.ครั้งแรก ส่งสัญญานสานต่อนโยบายเดิม ท่ามกลางสารพัดปัญหา

นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ปรับคณะรัฐมนตรีครั้งแรกในวันที่ 17 กันยายนนี้ โดยมีแนวโน้มที่จะให้รัฐมนตรีคนสำคัญดำรงตำแหน่งเดิมต่อไป ขณะเดียวกันก็พยายามเสริมฐานเสียงทางการเมืองเพื่อผลักดันแผนเพิ่มการใช้จ่ายงบประมาณครั้งใหญ่ของรัฐบาล ท่ามกลางความผันผวนของตลาดการเงิน


แหล่งข่าวระบุว่า ในการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ทาคาอิจิมีแนวโน้มที่จะให้ซัตสึกิ คาตายามะ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีคลังต่อไป เพื่อช่วยให้ญี่ปุ่นสามารถดำเนินนโยบายด้านอัตราแลกเปลี่ยนได้อย่างต่อเนื่อง

คาตายามะมีบทบาทสำคัญในการเจรจากับสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ เกี่ยวกับการแทรกแซงตลาดเงินร่วมกันระหว่างสองชาติ เพื่อพยุงค่าเงินเยนเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นความพยายามที่ตอกย้ำให้เห็นถึงความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างสองประเทศ

นักวิเคราะห์ระบุว่า การแต่งตั้งคาตายามะ ซึ่งเป็นอดีตข้าราชการกระทรวงการคลังและถูกมองว่ามีจุดยืนค่อนข้างระมัดระวังในเรื่องนโยบายการคลัง ให้กลับมาดำรงตำแหน่งเดิมอีกครั้ง น่าจะได้รับการตอบรับจากตลาดพันธบัตร ซึ่งมีความกังวลเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินนโยบายการคลังแบบขยายตัวของทาคาอิจิ ซึ่งอาจนำไปสู่การที่รัฐบาลต้องออกพันธบัตรเพิ่มขึ้น

Advertisement

ทากาฮิเดะ คิอุจิ นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันวิจัยโนมูระ กล่าวว่า แทนที่จะพยายามสร้างจุดเด่นให้กับนโยบายของเธอ ทาคาอิจิมีแนวโน้มที่จะให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องและเสถียรภาพของนโยบาย เพื่อปูทางสำหรับการได้รับเลือกให้ได้กลับมาเป็นผู้นำพรรครัฐบาลอีกครั้ง ในการแข่งขันเลือกหัวหน้าพรรคที่จะมีขึ้นในเดือนกันยายนปีหน้า

ความกังวลเกี่ยวกับสถานะทางการคลังของญี่ปุ่นที่ย่ำแย่ลง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นพันธบัตรมาตรฐานของตลาด ปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ทศวรรษในสัปดาห์นี้ เนื่องจากญี่ปุ่นมีหนี้สาธารณะคิดเป็นสัดส่วนราว 2 เท่าของขนาดเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นระดับสูงที่สุดในบรรดาประเทศพัฒนาแล้ว

อย่างไรก็ตาม หนังสือพิมพ์โยมิอูริรายงานว่า การที่ทาคาอิจิมีแนวโน้มที่จะให้มิโนรุ คิอุจิ ซึ่งเป็นพันธมิตรที่สนับสนุนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจต่อไป ถือเป็นสัญญาณว่าเธอไม่มีความตั้งใจที่จะชะลอแผนเพิ่มการใช้จ่ายงบประมาณครั้งใหญ่ของรัฐบาล

การเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการรักษาสมดุลที่ทาคาอิจิต้องเผชิญ ในขณะที่ภาคครัวเรือนญี่ปุ่นกำลังเดือดร้อนจากค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น ทาคาอิจิอาจเสี่ยงต่อการสูญเสียคะแนนนิยม หากถอยกลับจากคำมั่นสัญญาที่จะลดภาษีและเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐ

ขณะเดียวกัน ทาคาอิจิก็เผชิญแรงกดดันให้รับฟังเสียงเรียกร้องจากตลาดที่ต้องการให้รัฐบาลมีวินัยทางการคลังมากขึ้น หลังจากแผนเพิ่มการใช้จ่ายครั้งใหญ่ของเธอ รวมถึงการตัดสินใจเดินหน้าลดภาษีเป็นเวลา 2 ปีสำหรับสินค้าประเภทอาหาร ได้จุดชนวนให้เกิดการเทขายพันธบัตร และทำให้เบสเซนต์ออกมาวิพากษ์วิจารณ์แนวนโยบายดังกล่าว

สื่อญี่ปุ่นรายงานว่า ทาคาอิจิมีแนวโน้มที่จะให้รัฐมนตรีคนสำคัญคนอื่น ๆ ดำรงตำแหน่งต่อไป รวมถึงผู้ที่เคยเป็นคู่แข่งของเธอในการแข่งขันชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรครัฐบาลเมื่อปีที่แล้ว เช่น โทชิมิตสึ โมเตกิ รัฐมนตรีต่างประเทศ และชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีกลาโหม

ในฐานะหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ทาคาอิจิยังรักษาโครงสร้างคณะผู้บริหารพรรคส่วนใหญ่เมื่อวันที่ 16 กันยายน ซึ่งเป็นอีกสัญญาณหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าเธอให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องทางการเมือง

คาดว่าทาคาอิจิจะมอบตำแหน่งรัฐมนตรีให้แก่พรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับความร่วมมือด้านนโยบายระหว่างสองพรรค

คณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะเข้าสู่การอภิปรายในรัฐสภาเกี่ยวกับประเด็นสำคัญด้านการคลังหลายเรื่อง เช่น ร่างกฎหมายลดภาษีการบริโภคสำหรับสินค้าประเภทอาหารเป็นเวลา 2 ปี โดยคาดว่าพรรคฝ่ายค้านจะตั้งคำถามอย่างหนักต่อรัฐบาลเกี่ยวกับแหล่งเงินที่จะนำมาใช้รองรับมาตรการดังกล่าว

ขณะที่คำมั่นของทาคาอิจิที่จะจำกัดการออกพันธบัตรรัฐบาลใหม่ให้อยู่ที่ไม่เกิน 40 ล้านล้านเยน หรือราว 8.56 ล้านล้านบาท สำหรับปีงบประมาณ 2027 กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากคาดว่ารายจ่ายของรัฐบาลจะเพิ่มขึ้นจากคำของบประมาณของหน่วยงานต่าง ๆ ที่พุ่งขึ้นไปอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงการระบาดของโควิด-19

ญี่ปุ่นยังเผชิญแนวโน้มที่ต้องเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหมมากขึ้น ในการทบทวนยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงที่จะมีขึ้นในปีนี้

ขณะเดียวกันต้นทุนในการบริหารจัดการหนี้สาธารณะของญี่ปุ่นกำลังปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากธนาคารกลางญี่ปุ่นปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและชะลอการเข้าซื้อพันธบัตร เพื่อลดการพึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่ใช้มานานหลายทศวรรษ