รมต.เคหะฮ่องกง ลาออก หลังผลสอบเหตุเพลิงไหม้อาคารวังฟุกคอร์ต พบการควบคุมดูแลไม่เพียงพอ
สำนักข่าวเอพีรายงานว่า เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม นายจอห์น ลี ผู้ว่าการเกาะฮ่องกง ได้ออกมากล่าวขอโทษ หลังผลการสอบสวนเหตุเพลิงไหม้ครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษของฮ่องกง พบว่า เกิดจากการควบคุมดูแลกฎระเบียบที่ไม่เพียงพอ และว่า รัฐมนตรีกระทรวงการเคหะ ได้ลาออกจากตำแหน่งแล้ว
ทั้งนี้ เหตุเพลิงไหม้อาคารที่อยู่อาศัยวังฟุกคอร์ต บนเกาะฮ่องกง เกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว เพลิงได้เผาผลาญอาคาร 7 หลังในอาคารชุดแห่งนี้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 168 คน และทำให้ผู้คนไร้ที่อยู่อาศัยอีกหลายพันคน โดยบรรดาผู้ที่เคยอยู่อาศัยในอาคารที่พักดังกล่าว ต้องใช้เวลาเกือบ 1 ปี ในการรอคอยว่า รัฐบาลฮ่องกงจะจัดการกับความรับผิดชอบต่อภัยพิบัติที่คร่าชีวิตผู้คนไปจำนวนมากอย่างไร ในขณะนี้อาคารเหล่านั้นอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุง
โดยในการแถลงข่าว นายลี และเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีก 7 คน ได้โค้งคำนับเพื่อขอโทษ นายลีกล่าวว่า วินนี่ โฮ รัฐมนตรีกระทรวงการเคหะ ควรรับผิดชอบทางการเมือง แม้ว่าจะไม่พบความผิดส่วนบุคคลใดๆ และว่า นายโฮ ได้ลาออกตำแหน่งแล้วเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม

คณะกรรมการอิสระที่ตรวจสอบเหตุเพลิงไหม้ดังกล่าว พบว่า หน่วยงานตรวจสอบอิสระของนสำนักงานการเคหะ ล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่ในการกำกับดูแลงานซ่อมบำรุง
ขณะที่นายลี กล่าวว่า กรมอาคาร สำนักงานดับเพลิง และกรมแรงงาน มีข้อบกพร่องในการกำกับดูแลอันตรายจากอัคคีภัยของอาคารชุด และว่า จะมีการสอบสวนเป็นเวลา 3 เดือน ในหน่วยงานราชการ 4 แห่ง เพื่อตรวจสอบว่า มีเจ้าหน้าที่ละเลยหน้าที่หรือไม่
โดยเจ้าหน้าที่ยังได้เสนอมาตรการหลายอย่าง รวมถึงการกำหนดให้การสมรู้ร่วมคิดในการประมูลเป็นความผิดทางอาญา
รายงานของคณะกรรมการระบุว่า หลักฐานชี้ไปที่บุหรี่ที่ติดไฟอยู่ เป็นสาเหตุของเพลิงไหม้ ซึ่งเริ่มต้นบนดาดฟ้าระหว่าง 2 ห้องชุดที่ชั้นหนึ่งของอาคารวังเชียง ซึ่งคณะกรรมการได้รับฟังหลักฐานที่สำคัญ พบว่า คนงานก่อสร้างสูบบุหรี่ในสถานที่ก่อสร้าง รวมถึงบนนั่งร้าน ขณะที่พบก้นบุหรี่และวัสดุที่ไหม้เกรียมบางส่วน เช่น กล่องกระดาษแข็งบนดาดฟ้า
โดยผู้เชี่ยวชาญพบว่า การใช้แผ่นโฟม ตาข่ายนั่งร้านที่ไม่ทนไฟ และผ้าใบ มีส่วนทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว รวมถึงปัจจัยอื่นๆด้วย
ขณะที่ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดจากการสูดดมควันมากกว่าการถูกไฟไหม้ การเปลี่ยนหน้าต่างบันไดบางส่วนด้วยแผ่นอลูมิเนียมคอมโพสิตแบบเคลื่อนย้ายได้หรือแผ่นไม้เพื่อความสะดวกของคนงาน ทำให้ควันสามารถแทรกซึมเข้าไปในเส้นทางหนีไฟของผู้พักอาศัยได้ แผ่นโฟมทึบแสงที่ปิดหน้าต่างของอพาร์ตเมนต์บดบังทัศนวิสัยของผู้พักอาศัย ทำให้การอพยพล่าช้า การปิดระบบสัญญาณเตือนอัคคีภัยเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก
คณะกรรมการระบุว่า หลักฐานแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าบริษัท Will Power Architects ซึ่งเป็นที่ปรึกษาโครงการซ่อมบำรุง และบริษัท Prestige Construction & Engineering ซึ่งเป็นผู้รับเหมาหลักของโครงการ ได้ดำเนินการโดยลดทอนมาตรฐานความปลอดภัยลง
โดยรายงานระบุว่า “ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาคือตัวการสำคัญที่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก”
นอกจากนี้ หลักฐานยังเผยให้เห็นว่ามีผู้รับเหมาและผู้เชี่ยวชาญด้านอาคารที่จดทะเบียนจำนวนหนึ่งไม่ได้ลงมือปฏิบัติงานจริง แต่กลับให้ยืมชื่อเพื่อลงนามรับรองเอกสารทางกฎหมายโดยแลกกับค่าตอบแทน ซึ่งถือเป็นการหลอกลวงหน่วยงานกำกับดูแล
รายงานระบุว่า “อย่างไรก็ตาม การหลอกลวงดังกล่าวสำเร็จลงได้เพราะแนวปฏิบัติของหน่วยงานกำกับดูแลเองที่เปิดช่องให้เกิดขึ้น โดยในแต่ละกรณี หน่วยงานกำกับดูแลเลือกที่จะเชื่อใจฝ่ายที่ถูกกำกับดูแล ทำให้ไม่มีการตรวจสอบอันตรายจากอัคคีภัยที่ปรากฏชัดเจน”
คณะกรรมการพบว่าหน่วยตรวจสอบอิสระของการเคหะ และกรมอาคาร ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักสองแห่งที่มีหน้าที่กำกับดูแลการซ่อมบำรุงที่อาคาร วังฟุก คอร์ต ได้ละเลยหน้าที่ในการกำกับดูแลเพื่อให้มั่นใจถึงความปลอดภัยในการดำเนินงานดังกล่าว
ข้อบกพร่องที่พบรวมถึงการไม่มีการตรวจสอบการใช้แผ่นโฟมและการตรวจสอบคุณสมบัติในการหน่วงไฟของตาข่ายคลุมนั่งร้านอย่างเหมาะสม แม้จะมีการร้องเรียนเข้ามาหลายครั้งก็ตาม นอกจากนี้ คณะกรรมการยังวิจารณ์หน่วยตรวจสอบอิสระที่ใช้วิธีแจ้งให้ที่ปรึกษาและผู้รับเหมาทราบล่วงหน้าว่าจะมีการเข้าตรวจสอบพื้นที่
การทำงานของคณะกรรมการชุดนี้แยกส่วนจากการสอบสวนทางอาญา ซึ่งมีการตั้งข้อหาบุคคล 7 ราย และบริษัท 2 แห่ง ได้แก่ Will Power และ Prestige ในความผิดหลายกระทง รวมถึงข้อหาฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา และสมคบคิดกันฉ้อโกง
ทางการระบุว่าบริษัททั้งสองแห่งและจำเลยบางรายได้สมคบคิดกันฉ้อโกงเจ้าของห้องชุด โดยปกปิดข้อมูลคดีความในอดีตของบริษัทที่ได้รับคัดเลือกให้ดำเนินโครงการปรับปรุงอาคารดังกล่าว ซึ่งเป็นสัญญาที่มีมูลค่ากว่า 300 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือราว 1.3 พันล้านบาท



