คอลัมน์ โกลบอลโฟกัส: อิสตันบูล, โบซา กับ “ออร์ฮาน ปามุก”

31.03.18 | 18:28 น.

คอหนังสือเมื่อถึงเทศกาลหนังสืออย่าง “สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ” ย่อมรื่นเริงยินดีเป็นพิเศษ เมื่อมีงานเขียนใหม่ๆ เรื่องราวใหม่ๆ มากมายมาให้เลือกลิ้มลอง เลือกเสพ หลายคนคงคิดเหมือนกันว่า ถ้าทำได้ก็อยากกวาดทั้งหมดไปกองรอไว้อ่านให้หนำใจ

แต่ถ้าถามผม ผมก็อยากแนะนำว่า ให้ติดมือหยิบ “สเตรนจ์เนส อิน มาย มายด์” งานของ ออร์ฮาน ปามุก ติดมือกลับบ้านไปด้วยหนึ่งเล่ม ไม่จำเป็นต้องรีบอ่าน ค่อยๆ ละเลียดกับสิ่งที่ปามุกซุกซ่อนไว้ระหว่างบรรทัด ในทุกถ้อยคำได้ยิ่งดี

ผมไม่คิดว่าจำเป็นต้องแนะนำตัว ออร์ฮาน ปามุก ใหม่อีกครั้ง อย่างน้อยที่สุด ผู้อ่าน “มิวเซียม ออฟ อินโนเซนท์” ที่สำนักพิมพ์มติชนจัดพิมพ์ ย่อมตระหนักในความยิ่งใหญ่ของนักเขียนโนเบลวรรณกรรมประจำปี 2006 ผู้นี้อยู่แล้วไม่มากก็น้อย งานทุกชิ้นของปามุก สะท้อนอัตลักษณ์ของตุรกีในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ศตวรรษที่ 21

เป็นตุรกีในช่วงที่อารยธรรมเมืองกำลังเบ่งบานรุดหน้า พัฒนาสร้างความสะดวกสบาย ความแปลกใหม่ให้เกิดขึ้นมากมาย แต่ก็เป็นตุรกีเดียวกันที่ยังคงมีวัฒนธรรมพื้นถิ่น ดั้งเดิมฝังตัวอยู่อย่างลึกซึ้่ง และเปราะบาง อ่อนไหวต่อการไล่ล่าของความทันสมัย

เป็นตุรกีใหม่ที่เต็มไปด้วยความเป็นมาของปฏิสัมพันธ์กับอารยธรรมตะวันตก ทั้งในแง่ของการเผชิญหน้า ต่อต้าน และในแง่ของความปรารถนาที่จะคัดสรรรและดูดซับเอาค่านิยมของอีกซีกโลกหนึ่งเข้าไว้ในตัว
เป็นโลกกำลังพัฒนาที่บางครั้งดูเหมือนขัดแย้ง สับสน แต่กลับมีความสงบนิ่งอยู่ภายในตัว

Advertisement

ทั้งหมดนั้นเป็นฉากหลังของงานเขียนทั้งหมดของปามุก รวมทั้ง “สเตรนจ์เนส อิน มาย มายด์” เล่มนี้
ถ้าไม่อยากรู้จักตุรกี ไม่ต้องการเรียนรู้วัฒนธรรมที่เป็นแบบฉบับจำเพาะเหล่านั้น แล้วจำเป็นต้องอ่านปามุกหรือไม่? คำตอบก็คือแม้ว่า งานของปามุกจะเป็นตุรกีและเกี่ยวเนื่องกับตุรกี แต่ก็มีความเป็น “สากล” อยู่ทุกกระเบียด นี่คือสิ่งที่ทำให้เราเข้าใจสารที่เขาพยายามสื่อออกมาได้ และมีอารมณ์ร่วมไปกับตัวหนังสือของเขาได้

ปามุก อาจเขียนถึงพ่อค้าหาบโบซา เร่ขายตามท้องถนนในอิสตันบูล แต่ก็สะกิดให้เรานึกถึง พ่อค้าก๋วยเตี๋ยวรถเข็นที่ตระเวนไปตามตรอกซอกซอยและแม่ค้าปลากริมไข่เต่าเมื่อวันวานได้เช่นกัน

 

“สเตรนจ์เนส อิน มาย มายด์” เป็นนิยายที่ ออร์ฮาน ปามุก เขียนเป็นเล่มที่ 9 และเป็นเล่มที่ 2 นับตั้งแต่ได้รับรางวัลโนเบล เขาใช้เรื่องราวในชีวิตทั้งชีวิตของ “เมฟลุต” พ่อค้าขายโบซาเป็นเครื่องมือในการตั้งข้อสังเกต วิพากษ์วิจารณ์ และแสดงความกังขาถึงวิวัฒนาการของอิสตันบูล ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของตุรกี

เป็นการบอกเล่าในท่วงทีที่รื่นเริงกว่าหลายครั้งที่ผ่านมา ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังนั่งฟังหลายต่อหลายคนที่เกี่ยวข้องกันผลัดกันเล่าเรื่องราวที่เชื่อมโยงซึ่งกันและกัน จนแทบเป็นเรื่องเดียวกันเพียงแตกต่างในแง่มุมมองและทัศนคติของตัวละครแต่ละตัว

เมฟลุต ตัวเอกของเรื่อง เดินทางมาอิสตันบูลครั้งแรกเมื่ออายุเพียง 12 ปี เพื่อติดตามมุสตาฟา ผู้เป็นพ่อมาหาบโยเกิร์ตและโบซาขายตามตรอกซอกซอยที่วกวนเป็นเขาวงกตของอิสตันบูล ก่อนที่จะสืบทอดอาชีพเร่ขายโบซา เครื่องดื่มที่ทำจากข้าวหมัก ขุ่นข้น โรยด้วยซินนามอน ตามด้วยถั่วชิคพี ที่เป็นเครื่องดื่มยอดนิยมในยุคอาณาจักรออตโตมาน

40 ปีผ่านไปในท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจ ความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เกิดเรื่องราวมากมายขึ้นกับเมฟลุต เริ่มตั้งแต่เจ้าตัวก่อนที่จะถึงคราวของผู้คนในครอบครัวอื่นๆ เมฟลุต เฝ้ามอง ใคร่ครวญและตรวจสอบความรู้สึกของตนเองทั้งต่อสิ่งที่เกิดขึ้นและต่อทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว ต่อเมื่อผ่านกาลเวลาและเหตการณ์เนิ่นนานขนาดนั้น เมฟลุต ถึงตระหนักได้ว่าเขารู้สึกเป็นเจ้าของและรักสิ่งที่ประกอบกันขึ้นเป็นอิสตันบูลมากน้อยเพียงใด

เมฟลุต ไม่ใช่พ่อค้าที่ขยันขันแข็งกระไรนัก เขาผ่านการขายโยเกิร์ตกับพ่อมาได้ไม่นาน สัมมาชีพก็ถูกความทันสมัยในนามของตู้เย็น และโรงงานผลิตทำลายไป ใช้ชีวิตอยู่ในท่ามกลางผู้คนหาเช้ากินค่ำที่พอกพูนขึ้นเรื่อยๆในมุมหนึ่งของตัวเมืองภายใน “คอนโดข้ามคืน” หรือ “เกเซกอนดู” ที่ได้ชื่อมาเพราะมันสร้างง่าย เสร็จได้ในเวลาเพียงคืนเดียวด้วยวัสดุที่หาได้ล้อมรอบพื้นดินเต็มไปด้วยฝุ่น

เมฟลุตเคยได้ไปโรงเรียนอยู่ชั่วขณะ ก่อที่ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างกลุ่มชาตินิยมกับเคิร์ดส่งผลให้โรงเรียนไม่สามารถคงอยู่ได้อีกต่อไป พอๆกับที่เขาเองก็เหน็ดเหนื่อยกับการทำงานทุกอย่างที่ทำได้เพื่อให้ได้เรียนหนังสือ เมื่อประจวบเหมาะเข้าด้วยกันเช่นนั้น เขาก็เลิกเรียนกลางคันแล้วกลายเป็นพ่อค้าหาบโบซาเร่ขายเต็มตัว

เมฟลุต ตกเป็น “ผู้ถูกกระทำ” ในท่ามกลางสรรพสิ่งที่เปลี่ยนแปลง ถูกกระทำแม้แต่จากของใหม่ ผู้คนใหม่ๆ ที่หลายคนนิยมชมชอบ

แต่เมฟลุตก็ยังคงเป็นเมฟลุต ที่สงบได้อย่างน่าชื่นชม

 

 

ปามุก เคยบอกเล่าถึงอุปนิสัยประการหนึ่งในวัฒนธรรมตุรกีเอาไว้ใน “อิสตันบูล : เมมมัวร์ แอนด์ เดอะ ซิตี” เขาเรียกลักษณะนิสัยนั้นว่า “ฮูซุน” ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นลักษณะของคนที่ไม่ยี่หระกับชะตากรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชวนให้เศร้าสร้อย ทุกข์ระทมขนาดไหนก็ตามทีในชีวิตประจำวัน เมฟลุต มี “ฮูซุน” อย่างนี้อยู่เต็มตัว

ตลอดระยะเวลา 40 ปีในชีวิต การขายโยเกิร์ต, ชิคพี และโบซา ของเมฟลุต อิสตันบูลเติบใหญ่ขยายตัวจากเมืองที่มีประชากรเพียง 2 ล้านคน กลายเป็นนครที่มีผู้คนอยู่อาศัยอยู่มากกว่า 9 ล้านคน เขาก็ยังเร่ขายโบซาในหาบอยู่ร่ำไป ญาติๆ แนะนำให้หาอย่างอื่นทำ แต่เมฟลุตปฏิเสธอย่างร่าเริง ยังคงคอนหาบของตนต่อไป ทำหน้าที่เป็นเสมือนห่วงโซ่เชื่อมโยงสังคมยุคใหม่กับวันเวลาในอดีตที่บางคนโหยหา

เมฟลุตยังคงเป็นสุข เป็นสุขกับงาน เป็นสุขกับภรรยา ที่ลักพามาผิดคน เป็นสุขกับลูกสาวทั้งสอง เป็นสุขกับชีวิตเล็กๆ ของตัวเอง เหมือนกับที่เขารับเอาและยินดีกับทุกสิ่งที่มีและได้รับมา

ในหนังสือพูดถึงเรื่องแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับอิสตันบูลเมื่อใดก็ได้ และหากเกิดขึ้นก็สามารถทำลายทั้งเมืองให้ราบเป็นหน้ากลอง แผ่นดินไหวใหญ่ดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ รอบๆตัว เมฟลุต ก็คือ การปฏิวัติรัฐประหาร การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและการรุกคืบที่ก้าวร้าวรุนแรงของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความเป็นอุตสาหกรรม ที่ทำลายอิสตันบูลแล้วรังสรรค์มันขึ้นมาใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า

ในท่ามกลางสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น เมฟลุต ยังคงเป็นเมฟลุต ยังคงขายโบซา และยังคงยึดถือได้ว่าเขาคือสำนึกและจิตวิญญาณ ทั้งยังเป็นสิ่งซึ่งประกอบกันขึ้นเป็นอิสตันบูล

ที่ความก้าวหน้าไม่ว่าจะไปไกลเพียงใดก็ยังลบทำลายไม่ได้
แม้บางทีเราจะถอนหายใจอึดอัดแทน เมฟลุต อยู่หลายครั้งหลายหนก็ตามที

 

 

“โบซา” เป็นสัญลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งใน “สเตรนจ์เนส อิน มาย มายด์” ในฐานะเครื่องดื่มยอดนิยมในอดีต โบซา ก็มีความขัดแย้งอยู่ในตัวเอง เหมือนๆกับที่อิสตันบูลมี และเหมือนกับที่ตุรกีมี ในยุคที่ออตโตมาน ครองความยิ่งใหญ่เหนือตุรกี (ก่อนหน้าการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบสาธารณรัฐ ในปี 1923) โบซา ได้รับความนิยมสูงสุด เพราะเป็นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เจือปนอยู่ (แม้จะน้อยนิดแค่ 3 เปอร์เซ็นต์ก็ตาม) แต่ทุกคนสามารถเสแสร้งได้ว่า มันเป็นเครื่องดื่มปราศจากแอลกอฮอล์

แม้แต่ในยุคของเมฟลุต (เริ่มตั้งแต่ปี 1982 เรื่อยมา) พ่อค้าหาบโบซาเร่ขายซึ่งหลงเหลืออยู่เพียงไม่กี่ราย ก็ยังคงไม่ยอมรับกับผู้ซื้อว่า โบซา มีแอลกอฮอล์เจือปนอยู่ ถึงแม้ว่าทุกคนจะรู้ดีว่ามันมีก็ตามที

โบซา ของ เมฟลุต อาจบางทีก็เหมือนกับ อิสตันบูล หรือเมืองใหญ่อีกหลายต่อหลายเมืองทั่วโลก
นุ่มนวล อร่ามเรือง แต่ไม่เคยเป็นอย่างที่คิดหรืออย่างที่เห็นแต่อย่างใด