สุจิตต์ ตอบเมนต์ ปม ‘เห็นต่าง’ เชื้อชาติ (ไทย) ยันนานาชาติ แห่ยกเลิกแล้ว

7.10.25 | 17:30 น.

สุจิตต์ วงษ์เทศ ตอบเมนต์ ปม ‘เห็นต่าง’ เชื้อชาติ (ไทย) ยันนานาชาติ แห่ยกเลิกแล้ว 

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 สุจิตต์ วงษ์เทศ ผู้ก่อตั้งนิตยสารศิลปวัฒนธรรม คอลัมนิสต์เครือมติชน เขียน “ความเห็นต่าง” ตอบคอมเมนต์ผู้อ่านในเพจมติชนออนไลน์ ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็น บทความเรื่อง ประวัติศาสตร์ไทยหลายชาติพันธุ์ “แตกหัก” ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย ที่เผยแพร่ วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม 2568 มีเนื้อหาทั้งหมดดังนี้

นฤนารถ อาภาศิริผล

ถ้าไม่มีเชื้อชาติไท แล้วมีภาษาตระกูลไท-กะได ได้อย่างไรครับ ไทสยามไม่มีจริง แล้วไทใหญ่ ไทขืน ไทลื้อ ไททรงดำ ไทอาหม ไทอื่นๆ มีจริงไหมครับ

ผมคิดว่าหลักความจริงประการหนึ่งคือ ภาษาสร้างโดยคน มีภาษาก็ต้องมีคนพูด แต่เมื่อคนเริ่มอพยพโยกย้าย ภาษาก็เริ่มวิวัฒน์เข้ากัน การพบถ้อยคำจากภาษาหนึ่งในอีกภาษาหนึ่ง ไม่ได้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ชาติพันธุ์นั้นไม่มีจริงแต่อย่างใด

Advertisement

ตอบ ไท, ไทย เป็นชื่อทางวัฒนธรรม จึงไม่เป็นชื่อเชื้อชาติ เพราะเป็นที่ยอมรับนานาชาติว่าเชื้อชาติในโลกไม่มีจริง ดังนั้นนานาชาติยกเลิก Race เกือบหมดแล้ว

ไท-ไต เป็นชื่อสมมุติทางวิชาการด้านภาษาศาสตร์ มีเหตุจากฮั่น (ทางเหนือ) ลุ่มน้ำฮวงโห เหยียดพวกป่าเถื่อน (ทางใต้) ลุ่มน้ำแยงซี เป็นเหี้ย

ใครไม่ฮั่นเป็นเหี้ย ทำให้พวกที่ฮั่นเรียกเหี้ยตอบโต้ด้วยการยืนหยัดว่า “กูเป็นไท” หมายถึง “กูเป็นคนโว้ย” เป็นคนมีชุมชนมีสังคม ไม่ใช่คนร่อนเร่แสวงหาอาหารตามธรรมชาติ

ไท จึงหมายถึง คน, ชาว แต่บางท้องถิ่นออกเสียง ท เป็น ต คำว่า ไท จึงออกเสียง ไต เป็นเหตุให้เรียกตระกูลภาษาควบคู่กันว่าไท-ไต

ต่อมาพบหลักฐานเก่าสุดของภาษาตระกูลนี้ที่ชุมชนกะได นักวิชาการจึงเรียกเป็นตระกูลภาษาไท-กะได ส่วนผม ชอบ ไท-ไต

เรื่องนี้ไม่มั่นใจว่าถูกต้องทั้งหมด ผมจำจากหนังสือความเป็นมาคำสยามฯ ของ จิตร ภูมิศักดิ์ และผสมงานของนักวิชาการท่านอื่นๆ

ข้อมูลขยายเพิ่มเติมยังมีอีกมาก ต่อไปนี้ 

ไท-ไต ไม่ใช่คนไทย

ไท-ไต ไม่เป็นคนไทยเหมือนคนไทยปัจจุบัน แต่มีส่วนเกี่ยวข้องบรรพชนคนไทย ดังนี้

(1.) ไท-ไต เป็นชื่อทางวัฒนธรรม ถูกใช้ 2 ความหมาย คือ คนและภาษา ซึ่งอาจแยกกันเคลื่อนไหวโดยไม่จำเป็นต้องไปด้วยกันทุกครั้ง

(2.) คนไท-ไต เคลื่อนไหวทางใต้แม่น้ำแยงซีเมื่อหลายพันปีมาแล้ว โดยปะปนกับ          ชนเผ่าพื้นเมืองชาติพันธุ์ต่างๆ ซึ่งจีนเรียกรวมๆ ว่าเยว่ (คนป่าเถื่อน) หรือไป่เยว่ (คนป่าเถื่อนร้อยจำพวก)

(3.) ภาษาไท-ไต อยู่ในตระกูลภาษาไท-กะได ซึ่งมีโครงสร้างภาษาที่ง่ายต่อการสื่อสารและมีความเป็นมา เก่าสุดบริเวณตะวันออกเฉียงใต้ของแม่น้ำแยงซี ราว 3,000 ปีมาแล้ว [โดยเทียบกับอายุเครื่องมือเครื่องใช้ในแหล่งของคนพูดไท-ไต ซึ่งเป็นโลหะผสมเรียกสำริด คือ กลองทอง (สำริด) หรือมโหระทึก พบที่มณฑลกวางสีทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน ต่อเนื่องทางเหนือของเวียดนาม]

ตระกูลไท-ไต เป็นภาษากลางทางการค้าดินแดนภายในภาคพื้นทวีป ที่กระตุ้นให้มีชาวสยาม (ซึ่งเป็นบรรพชนคนไทยต่อไปข้างหน้า)

ชาวสยามเรียกตนเองว่าไทย

ชาวสยามเรียกตนเองว่าไทย และเรียกประเทศ (อยุธยา) ว่าเมืองไทย (จดหมายเหตุลาลูแบร์)

ไทย เป็นชื่อทางวัฒนธรรม (ไม่ใช่ชื่อเชื้อชาติ) มาจากคำว่า “ไท” ที่ถูกแปลงเป็นภาษาบาลีว่า “เทยฺย” เมื่อเขียนเป็นภาษาไทยต้องมี ย พ่วงท้าย (เพื่อความศักดิ์สิทธิ์ตามภาษาบาลี) เป็น “ไทย” แต่สมัยแรกๆ ยังไม่ตายตัวจึงพบว่าใช้ปนกันทั้ง “ไท” และ “ไทย”

[ศิลาจารึกหลักที่ 74 วัดช้างค้ำ (ต. เวียง อ. เมืองน่าน จ. น่าน) พ.ศ. 2091 ในหนังสือประชุมศิลาจารึก ภาคที่ 3 สำนักนายกรัฐมนตรี พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2508 หน้า 202]

คำว่า “ไท” พบต้นตออยู่บริเวณลุ่มน้ำแดง (เวียดนาม) จากนั้นแผ่ไปลุ่มน้ำโขง เช่น    ผู้ไท หรือไทดำ ฯลฯ แล้วลงลุ่มน้ำเจ้าพระยา แปลว่าชาว หรือคน เช่น ไทบ้าน หมายถึง ชาวบ้าน หรือคนบ้าน, ไทเวียงจันท์ หมายถึง ชาวเวียงจันท์ หรือคนเวียงจันท์, ไทพวน หมายถึงชาวพวน หรือคนพวน เป็นต้น

ภาษาบาลีเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาพุทธ เถรวาท แบบลังกา ที่ชนชั้นนำ อโยธยารับจากมอญเมื่อเรือน พ.ศ. 1700 (แล้วนับถือสืบเนื่องถึงปัจจุบัน) เริ่มแปลงคำว่า “ไท” ผ่านภาษาบาลี เป็น “ไทย” แต่พบหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรในอยุธยาเรือน พ.ศ. 2000

[มีข้อมูลอีกมากในหนังสือ ความเป็นมาของคำ สยาม ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ ของ จิตร ภูมิศักดิ์ พิมพ์ครั้งแรก โดยโครงการตำราฯ พ.ศ. 2519]

คนไทย เริ่มแรกพบในอโยธยา เรือน พ.ศ. 1700 เป็นชื่อทางวัฒนธรรม (ไม่ใช่ชื่อเชื้อชาติ) หมายถึงคนในภาษาและวัฒนธรรมไทย เรียกตนเองว่าไทย มาจากชาวสยามซึ่งเป็นลูกผสมของชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ “ร้อยพ่อพันแม่” เช่น ลาว, มอญ, เขมร, ชวา, มลายู, เวียดนาม, จีน, อินเดีย, อิหร่าน ฯลฯ มีความหลากหลายและมีความสามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่หยุดนิ่งตายตัว

ภาษาไทย มาจากภาษาสยาม ซึ่งเป็นลูกผสมของภาษาหลายตระกูล โดยมีแกนกลางเป็นไท-กะได หรือ ไท-ไต แล้วผสมภาษานานาชาติบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา เช่น ตระกูลมอญ-เขมร, ชวา-มลายู, พม่า-ทิเบต, ม้ง-เมี่ยน, รวมทั้งจีน, อินเดีย, อิหร่าน ฯลฯ

วัฒนธรรมไทย มาจากวัฒนธรรมสยาม ซึ่งเป็นลูกผสมของหลายวัฒนธรรมลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เช่นเดียวกับภาษาไทย) โดยมีแกนกลางเป็นวัฒนธรรมไท-ไต

ประวัติศาสตร์ไทย มาจากประวัติศาสตร์สยาม ประกอบด้วยผู้คนหลายชนเผ่าชาติพันธุ์ที่ผสมกลมกลืนอยู่ปะปนกัน แล้วสมมุติชื่อใหม่ว่าไทย

ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย

ต้นเหตุจากชนชั้นนำสมัยก่อนเชื่ออย่างยิ่งว่ามี “คนไทยแท้ เชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์” หลังจากนั้นจึงมีความเคลื่อนไหวสำคัญ 2 เรื่อง เมื่อ พ.ศ. 2482 ดังนี้

(1.) เปลี่ยนชื่อประเทศ จากประเทศสยาม เป็นประเทศไทย ตามชื่อเชื้อชาติไทย

(2.) เปลี่ยนประวัติศาสตร์ จากประวัติศาสตร์สยาม เป็นประวัติศาสตร์ไทย ตามชื่อเชื้อชาติไทย

ประวัติศาสตร์ไทย เป็นประวัติศาสตร์เชื้อชาติของคนเชื้อชาติไทย ซึ่งถูกสร้างใหม่โดยไม่มีหลักฐานวิชาการสนับสนุนทางประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษยวิทยา จึงมีเนื้อหาเหมือนนิยายในจินตนาการ ดังนี้

ก. คนไทยแท้ เชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์ มีถิ่นกำเนิดในดินแดนจีน “อัลไต-น่านเจ้า”

ข. จีนรุกรานขับไล่คนไทยแท้อพยพยกโขยงถอนรากถอนโคนลงทางใต้ เข้าสู่ดินแดนไทยปัจจุบัน

ค. สร้างกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของคนไทยแท้ เชื้อชาติไทยสายเลือดบริสุทธิ์

ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย ถึงสมัยนี้ยังเชื่อเรื่องเชื้อชาติ แล้วยังเชื่อว่าคนไทยแท้มีถิ่นกำเนิดในจีน จึงมีคนไทยแท้ตกค้างในจีน

แต่หลักฐานทางวิชาการรอบด้าน พบว่าทางตอนใต้ของจีนสมัยโบราณไม่มีคนไทย (ตามความหมายเดียวกับคนไทยในประเทศไทย)

(1.) คนพูดภาษาตระกูลไท-กะได หรือไท-ไต มีไม่น้อยทางตอนใต้ของจีน แต่ไม่ใช่คนไทย (ตามความหมายเดียวกับคนไทยปัจจุบันในประเทศไทย) เพราะเขาเรียกตนเองตามชื่อชนเผ่าชาติพันธุ์ของตน (โดยไม่เรียก “คนไทย”) ได้แก่

ไตลื้อ-ชาวลื้อ (สิบสองพันนา), ไตอาหม-ชาวอัสสัม (ในอินเดีย), ไตมาว-ชาวลุ่มน้ำมาว (ในพม่า), ไทจ้วง-ชาวจ้วง (ในกวางสี), ไทเวียงจันท์-ชาวเวียงจันท์ (ในลาว), ไทบ้าน-ชาวบ้าน (ทั่วไป)

(2.) ไท หรือ ไต (ทางตอนใต้ของจีน) มี “วีรบุรุษ” หรือผู้นำของตนเอง ซึ่งไม่เกี่ยวกับ “วีรบุรุษ” ใประวัติศาสตร์ไทย

เขาจึงไม่รู้จักพ่อขุนรามคำแหง, พระเจ้าอู่ทอง, พระนเรศวร, พระเจ้าตาก ฯลฯ เนื่องจากไม่ใช่ “วีรบุรุษ” ของเขา เพราะเขา “ไม่ไทย” คือไม่ใช่คนไทยเหมือนประชาชนในประเทศไทย

(3.) ไท, ไต แปลเหมือนกันว่าคนหรือชาว ซึ่งไม่หมายถึงคนไทยอย่างเดียวกับคนในประเทศไทยทุกวันนี้

ทั้งนี้ มีเหตุจากฮั่นเรียกกลุ่ม “ไม่ฮั่น” ทางใต้ของจีน (บริเวณโซเมีย) ว่า ฮวน, หมาน, เยว่ หมายถึงเหี้ย, ป่าเถื่อน, ผีป่า ฯลฯ

ดังนั้น พวก “ไม่ฮั่น” ตอบโต้พวกฮั่นว่ากูเป็นไท-ไต หมายถึงกูเป็นคน ไม่ใช่เหี้ย ไม่ป่าเถื่อน ไม่ใช่ผี

[มีข้อมูลอีกมากในหนังสือ ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ ของ จิตร ภูมิศักดิ์ พิมพ์ครั้งแรก โดยโครงการตำราฯ พ.ศ. 2519]

(4.) ชาวสยามในอยุธยาเรียกตนเองว่าไทย แล้วเหมารวมชาวสยามถิ่นอื่นๆ เป็นไทยเหมือนพวกตน (อยู่ในจดหมายเหตุลาลูแบร์) ว่า“ไทยใหญ่” (ลุ่มน้ำสาละวิน ในพม่า) และ “ไทยน้อย” (ลุ่มน้ำโขง ในลาว) แต่หลักฐานจากวิถีชีวิตจริงไม่เป็นอย่างนั้น เพราะชาวสยามถิ่นอื่นๆ เหล่านั้นไม่เรียกตนเองว่าไทย แต่มีชื่อเรียกตนเองต่างหากและหลากหลายอย่างยิ่ง

แผนที่อุษาคเนย์แผ่นดินใหญ่ (ต่อเนื่องจีนและอินเดีย) บริเวณเคลื่อนไหวหลายพันปีมาแล้วของชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ในประวัติศาสตร์ไทยและเพื่อนบ้าน

[แผนที่จาก “คำบอกเล่า” ในหนังสือรวมข้อมูลวรรณกรรมวิชาการ โซเมีย, ไท-ไต ใน “นิธิ เอียวศรีวงศ์” (สุจิตต์ วงษ์เทศ : บรรณาธิการ) สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2568 หน้า (11)]

Suriya Chansuwong

ไม่มีใครเถียงหรอกเรื่องเชื้อชาติไทยเพราะคนส่วนใหญ่รู้ว่าคนเดิมเรียกคนสยามดินแดนสยามมีหลายร้อยเผ่าพันธุ์ แต่ที่เขาไม่เชื่อคุณพูดว่าอารยธรรมขอมสร้างมาจากคนเขมรทั้งที่ในกําแพงนครวัดคนเขมรมันยังนุ่งผ้าเตี่ยวอยู่ไม่ได้บอกความมีพัฒนาทางสังคมเมืองเหมือนคนสยามกองทัพที่ยังนุ่งผ้าเตี่ยวมีเชือกคล้องคอมันไม่ได้บอกถึงความเป็นผู้ปกครองเมืองพระนคร…หลักฐานกำแพงมันว่าอย่างนั้น

ตอบ หลักฐานจากกำแพงของอะไร? ผมไม่เคยเห็นกำแพงนี้ตามที่คุณบอก

ขอความกรุณาหาภาพมาดูกันหน่อยได้ไหม? ผมจะได้ฉลาดขึ้น และจะเป็นพระเดชพระคุณอย่างสูง

Ashanti Mysha Latinfah

ขออีกรอบ เลิกเอาตำรา จิตร ภูมิศักดิ์ ที่เขียนขึ้นมาลอยๆ สยาม แปลว่า ดินดำน้ำชุ่ม เป็นลาว ซักที หาที่มาที่ไปไม่ได้ เอามาจากไหนก่อน สยาม คือ กลุ่มสุพรรณภูมิ มึงลองให้คนจีนพูดคำว่า สุพรรณภูมิ ครั้งแรกดูดิ มันจะพูดออกมาเป็นคำว่า เสียม มึงลองให้อินเดียใต้และอาหรับ พูดดูดิ มันจะออกเสียงว่า สยาม,

ขอให้หยุดใช้ตำราสหายคอมมี่ที่เคยเข้าป่า แล้วค้นหาความรู้นอกตำราของ ยอร์ช เซเดส์ ยุคล่าอาณานิคม ออกนอกอาเซียน หาความรู้ใหม่ๆ ซักที รำคาญพวกนักวิชาการพวกนี้มาก เที่ยวเร่ยกมรดกทางวัฒนธรรมให้ข้างบ้านไปหมด  จนมันเอาสิ่งที่พวกมึงพูดเป็นวรรคเป็นเวรนี่แหละ มาเคลมเอามรดกทางวัฒนธรรมที่บรรพชนทิ้งไว้ให้ได้ต่อยอดเอาไว้ขายกินได้ไม่สิ้นไม่สุด ขอตำหนิ มึงหยุดโว้ค หยุดซ้ายจัดดัดจริตก่อน ไม่ได้ดูเท่หรอก รักษาผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติหน่อย

ตอบ ผมเชื่อแนวคิด จิตร ภูมิศักดิ์ มากกว่าแนวคิด ยอร์ช เซเดส์

ผมเรียนรู้ตำรายอร์ช เซเดส์ นาน 7 ปี กับท่านศาสตราจารย์ ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล (ลูกศิษย์ยอร์ช เซเดส์) ที่คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งยกย่องยอร์ช เซเดส์ เสมือน “เทวราชามหาเทพ”

ปัจจุบันผมยังติดตามงานยอร์ช เซเดส์ ที่ตกหล่นจาก “ท่านสุภัทร” จากนักวิชาการรุ่นใหม่ (ลูกศิษย์ “ท่านสุภัทร”) เพราะข้อมูลดิบเชื่อถือได้วิเศษอย่างยิ่ง

ผู้ที่ศึกษายอร์ช เซเดส์ ละเอียดถี่ถ้วนอย่างรู้เท่าทันมากที่สุดคือ จิตร ภูมิศักดิ์ ผมก็ได้ข้อมูลมากจากข้อเขียนของจิตร ภูมิศักดิ์

แต่ผมมีความเห็นต่างจำนวนไม่น้อยจากแนวคิดแบบอาณานิคมของยอร์ช เซเดส์ เมื่ออ่านงานของ “นักปราชญ์สยาม” อย่างจิตร ภูมิศักดิ์ และนักโบราณคดีรุ่นใหม่

หาก จิตร ภูมิศักดิ์ เป็นสหายคอมมี่ แสดงว่าประเทศไทยเจริญถึงวันนี้เพราะมีสหายคอมมี่เป็นรัฐมนตรีและเป็น ส.ส. ทุกรัฐบาล ตั้งแต่หลัง 14 ตุลา 2516 และหลัง 6 ตุลา 2519 จนรัฐบาลและ ส.ส. ปัจจุบัน

เราควรเคารพหรือด้อยค่าสหายคอมมี่? ก็สุดแต่ใจจะไขว่คว้า