สุจิตต์ เลคเชอร์คณะทัวร์ ยันอีกที ไม่มี ‘เห่เรือสมัยอยุธยา’ แนะแยกแยะ ‘เพลงเรือ-แห่แหน-โห่เห่’
เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน สืบเนื่องกรณีกระแสตั้งคำถามต่อบทความ “เห่เรือ ไม่มีสมัยอยุธยา เจ้าฟ้ากุ้ง ไม่มีเห่เรือ” ของนายสุจิตต์ วงษ์เทศ (คลิก เพื่ออ่านบทความ) ผู้ก่อตั้งนิตยสารศิลปวัฒนธรรม คอลัมนิสต์ในเครือมติชนในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ ซึ่งระบุว่า การเห่เรือเป็นประเพณีที่เพิ่งสร้างใหม่สมัยรัตนโกสินทร์ ราวแผ่นดินรัชกาลที่ 4 โดยผู้โต้แย้งได้อ้างถึงบันทึกของลาลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศส ที่เข้ามาในกรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้น
นายสุจิตต์กล่าวว่า ภาพขบวนเรือพระราชพิธีสมัยอยุธยา ไม่ได้ถูกบันทึกไว้เพียงลาลูแบร์ แต่ยังมีชาวต่างชาติบันทึกไว้อีกหลายภาพ เช่น ขบวนเสด็จพยุหยาตราทางชลมารค โดยนักทำแผนที่ชาวฮอลันดา พ.ศ.2262 ตรงกับแผ่นดินพระเจ้าท้ายสระ ปรากฏเป็นภาพพิมพ์ ซึ่งปัจจุบัน เก็บรักษาในห้องสมุดส่วนบุคคล นายธวัชชัย ตั้งศิริวานิช พิมพ์ในหนังสือ กรุงศรีอยุธยาในแผนที่ฝรั่ง สำนักพิมพ์มติชน 2549 อย่างไรก็ตาม ต้องแยกแยะให้ชัดเจนว่า การมีเรือ ขบวนเรือ และพระราชพิธีพยุหยาตราทางชลมารค ไม่ได้เท่ากับการมีสิ่งที่เรียกว่า ‘เห่เรือ’
“พิธีไล่น้ำ ขอให้น้ำลด ในพระราชพงศาวดารบอกว่ามีในเดือนอ้าย ไปทำพิธีที่บางปะอิน ขบวนเรือออกจากอยุธยาไปบางปะอิน ไม่มีการบันทึกถึงการเห่เรือ เป็นเพียงขบวนเรือเท่านั้น การไปทำพิธีที่บางปะอิน เพราะเชื่อว่าเป็นดินสะดือ หรือสะดือดิน เป็นรูที่พญานาคใช้ขึ้นลงระหว่างบาดาลกับโลกมนุษย์ ขอให้พญานาคดูดน้ำให้ลดลงเร็วๆ เพื่อให้ชาวนาได้เกี่ยวข้าว ถ้าน้ำเต็มนาข้าวจะเน่าตาย เรื่องนี้อยู่ในโคลงทวาทศมาส ตรงนี้ถ้าจะมีเห่ ก็ไม่ได้เห่ในเรือ แต่เป็นลักษณะคล้ายทำขวัญ ขอขมาน้ำ” นายสุจิตต์กล่าว
เมื่อถามถึงข้อกล่าวอ้างที่ว่า ลาลูแบร์บันทึกถึงฝีพายที่ส่งเสียงร้องเป็นจังหวะ นายสุจิตต์ อธิบายว่า ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจนิยามของคำว่า ‘เห่เรือ’ ให้ชัดเจน การส่งเสียงร้องเป็นจังหวะ ไม่ได้เท่ากับ ‘เห่เรือ’ นอกจากนี้ การร้อง ‘เพลงเรือ’ ก็ไม่ได้เท่ากับเห่เรือด้วยเช่นกัน ขอยืนยันตามหลักฐานว่า ‘ไม่มีการเห่เรือสมัยอยุธยา’

“ส่วนลาลูแบร์ เขาบันทึกปะปนกัน และไม่ได้บอกว่าเดือนไหน พิธีอะไร แต่ภาพรวมของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งประกอบด้วยเรือหลวง เรือขุนนาง และราษฎร ถามว่ามีร้องเพลงมีไหม มี เรียกว่าเพลงเรือ ในกฎมณเฑียรบาลยังมีกฎหมายห้ามราษฎรร้องเพลงเรือในคลองท่อ (อยุธยา) ใกล้พระบรมมหาราชวัง
การร้องเพลงเรือ กับเห่เรือ เป็นคนละเรื่อง เห่เรือยุคนั้น ยังไม่มี แต่การร้องเพลงเรือมีมาตั้งแต่ก่อนกรุงศรีอยุธยาด้วยซ้ำไป การให้จังหวะเวลาพายเรือเป็นเรื่องปกติ เวลากระทุ้งเส้า (การกระทุ้งลงไปในน้ำหรือกระแทกให้เกิดจังหวะ เพื่อเป็นสัญญาณควบคุมและให้จังหวะการพายแก่เหล่าฝีพายในขบวนเรือพระราชพิธี) แต่ไม่ใช่เห่ ไม่ใช่ไปตีความการส่งเสียงร้องว่า เห่ ไม่ได้ มันคนละเรื่อง คนละอย่าง” นายสุจิตต์กล่าว
นายสุจิตต์อธิบายเพิ่มเติมว่า การเล่นเรือ ร้องเพลงเรือ แล้ว ‘โห่ร้อง’ ลั่นท้องน้ำ ไม่ใช่ ‘เห่เรือ’ ราชสำนักสมัยอยุธยาตอนต้น หรือก่อนสมัยอยุธยา ระบุตรงๆ ในกฎมณเฑียรบาลว่ามีพระราชพิธีแข่งเรือ ซึ่งเป็นพิธีกรรมขอให้น้ำลด แต่ไม่บอกว่ามีเห่เรือ คำให้การขุนหลวงหาวัด (เอกสารของหอหลวง) พรรณนากระบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารคของราชสำนักอยุธยา แต่ไม่มีพรรณนาการเห่เรือ พระนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ หรือ เจ้าฟ้ากุ้ง ก็ไม่มีเห่เรือในประเพณี 12 เดือน ที่พรรณนาแม่น้ำลำคลองและประเพณีลอยโคม เดือน 12 ตนขอยืนยันอีกครั้งว่า สมัยอยุธยาไม่มี ‘เห่เรือ’ มีแต่ ‘แห่แหน’ และ ‘โห่เห่’ ซึ่งต่างจาก ‘เห่เรือ’ อย่างมาก

“ในขบวนพยุหยาตราทางชลมารคจากอยุธยาไปตามแม่น้ำป่าสัก ทวนน้ำถึงท่าเจ้าสนุก (อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา) มีบอกในวรรณกรรมเรื่องบุณโณวาทคำฉันท์ แต่งสมัยพระเจ้าบรมโกศ ว่ามี แห่แหน และ โห่แห่ ซึ่งไม่ใช่ เห่เรือ เพราะต่างกันมากจากเห่เรือที่เข้าใจกันทุกวันนี้
ขบวนเรือ มีอยู่แล้ว แต่ใช่ว่าจะมีเห่เรือ ถ้ามีเห่เรือ ทำไมโคลงทวาทศมาส ไม่เขียนไว้ ทำไมเจ้าฟ้ากุ้งไม่เขียนถึง ในโคลงนิราศธารโศก ก็ไม่ระบุถึงการเห่เรือเลย ที่เรียกกันว่า บทเห่เรือ พระนิพนธ์เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร และกาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร ท่านไม่ได้ตั้งชื่อนี้เอง แต่ถูกเรียกในภายหลัง ท่านนิพนธ์โดยใช้ฉันทลักษณ์กาพย์กลอนเห่กล่อมที่มีอยู่ก่อนแล้ว และไม่พบหลักฐานว่าเคยใช้เห่เรือจริงๆ ขณะฝีพายร่วมพายเรือพระที่นั่งในแม่น้ำเมื่อเสด็จทางชลมารคไปที่ต่างๆ” นายสุจิตต์กล่าว

จากนั้น นายสุจิตต์อ้างถึงพระนิพนธ์สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เรื่อง ‘อธิบายตำนานเห่เรือ’ ซึ่งในตอนหนึ่ง ระบุว่า
‘…แต่บทเห่เรือที่เราชอบร้องกันเล่น เช่นชมเรือกระบวนเสด็จ และชมปลาเป็นต้น ที่แต่งครั้งกรุงเก่าก็ดี หรือบทเห่แต่งในชั้นกรุงรัตนโกสินทร เช่น เห่ชมกับข้าวของกินนั้นก็ดี มิใช่บทเห่ในการหลวงรู้ตำนานเป็นแน่…..ว่าเมื่อแต่งขึ้นเป็นแต่วำหรับเห่เล่นโดยลำพัง พึ่งเอาบทเห่เหล่านั้นมาเห่ในการหลวงเมื่อรัชกาลที่ 4 นี้เอง’ (สะกดตามต้นฉบับ ซึ่งตีพิมพ์โดยกรมศิลปากรเมื่อ พ.ศ.2497)
นอกจากนี้ นายสุจิตต์ยังกล่าวถึงบทเห่เรือพระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศานุวัติวงศ์ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนครสวรรค์วรพินิตทูลเชิญให้ทรงนิพนธ์ เมื่องานพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษกสมโภชพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เมื่อ พ.ศ.2454 อีกด้วย




