bg-single

‘เห่เรือ’ ไม่มี สมัยอยุธยา

29.10.2026

| สุจิตต์ วงษ์เทศ

เห่เรือ เป็นประเพณีเพิ่งสร้างใหม่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ราวแผ่นดิน ร.4 ถึง ร.5

สมัยโบราณ ทั้งราชสำนักและราษฎรน่าจะมีเห่เรือขอขมาแม่พระคงคาให้น้ำลดลงตามความเชื่อในศาสนาผี เพื่อชาวบ้านเก็บเกี่ยวข้าวในนาที่สุกเต็มรวง

ราชสำนักโบราณไม่มีเห่เรือขณะขบวนเรือเคลื่อนที่ ในการเสด็จพยุหยาตราทางชลมารค ซึ่งมีพระเจ้าแผ่นดินประทับบนเรือพระที่นั่ง

ส่วนกาพย์เห่เรือพระนิพนธ์เจ้าฟ้ากุ้ง (เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์) ไม่พบหลักฐานว่าเคยใช้เห่เรือในสมัยอยุธยา (เหมือนที่ใช้งานสมัยปัจจุบัน)

เห่เรือไล่น้ำ

เห่เรือขอขมาแม่พระคงคาให้น้ำลด ซึ่งบางทีเรียกเห่เรือไล่น้ำ เพื่อราษฎรชาวบ้านลงแขกเกี่ยวข้าวในนาที่สุกเต็มรวง พบในทวาทศมาสโคลงดั้น (แต่งราวเรือน พ.ศ.2000) ว่า “ดลฤดูสั่งล้ำ ไล่ชล”

เห่เรือไล่น้ำมีเนื้อความและทำนองอย่างไร ไม่เคยพบหลักฐานตรงๆ คงพบเฉพาะพรรณนาในทวาทศมาสโคลงดั้น ว่าขบวนเรือจอดนิ่งอยู่กลางแม่น้ำบริเวณที่ชาวบ้านเรียก “บางขดาน” (อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา) แล้วทำพิธีอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งบอกในโคลงดั้นว่า “สั่งล้ำไล่ชล”

บางขดาน คนสมัยก่อนเชื่อว่าเป็นบริเวณเฮี้ยนหรือศักดิ์สิทธิ์ เรียก “ดินสะดือ” หรือ “สะดือดิน” หมายถึงศูนย์รวมความเฮี้ยน เพราะมีน้ำวนเป็นเกลียวลึกลงไปในแม่น้ำ ที่เชื่อว่าเป็นทางขึ้นลงบาดาลอันเป็นแหล่งสิงสู่ของนาคผู้ควบคุมน้ำ แล้วบันดาลน้ำลดน้ำหลาก น้ำมากน้ำน้อย

เห่เรือทั่วไปไม่มี

ราษฎรสมัยโบราณมีเล่นเรือร้องเพลงเรือ แล้วโห่ร้องลั่นท้องน้ำ แต่ “โห่ร้อง” ไม่ใช่ “เห่เรือ”

ราชสำนักสมัยอยุธยาตอนต้น หรือก่อนสมัยอยุธยา ระบุตรงๆ ในกฎมณเฑียรบาลว่ามีพระราชพิธีแข่งเรือ ซึ่งเป็นพิธีกรรมขอให้น้ำลด แต่ไม่บอกว่ามีเห่เรือ

คำให้การขุนหลวงหาวัด (เอกสารของหอหลวง) พรรณนากระบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารคของราชสำนักอยุธยา แต่ไม่มีพรรณนาการเห่เรือ

เจ้าฟ้ากุ้ง ไม่มีเห่เรือ

กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก ของ เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ (กุ้ง) ทรงพรรณนาประเพณีพิธีกรรม 12 เดือน เมื่อถึงเดือน 12 มีแต่ลอยโคม ไม่มีเห่เรือ ดังนี้

๏ เดือนสิบสองถ่องแถวโคม แสงสว่างโพยมโสมนัสสา

เรืองรุ่งกรุงอยุธยา วันทาแล้วแก้วไป่เห็น

๏ กติกมาสถ้อง แถวโคม

แสงสว่างแลลอยโพยม ผ่องแผ้ว

อยุธยาเปรียบแสงโสม ใสส่อง

ชมชื่นวันทาแล้ว นิ่มน้องฤๅเห็น

แม้พระนิพนธ์กาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้ากุ้งก็ไม่พบหลักฐานว่าเคยใช้เห่เรือในยุคของพระองค์หรือยุคต่อมา ฉะนั้น น่าจะเป็นพระนิพนธ์กาพย์กลอนสังวาสที่ใช้ลีลาเห่เรือจริงๆ ของราษฎรยุคนั้นมาแต่งเลียนแบบตามที่ทรงพระนิพนธ์ว่า “ร้องโห่เห่โอ้เห่มา” สอดคล้องกับยุคพระเจ้าบรมโกศ ลักษณะวรรณกรรมโน้มหาธรรมชาติและความเป็นเสรีมากที่สุด มีตัวอย่างจำนวนมากในพระนิพนธ์ของเจ้าฟ้ากุ้ง (นิราศธารโศก พระนิพนธ์เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์)

ในคำให้การขุนหลวงหาวัด พรรณนาถึงกระบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารค ก็ไม่มีเห่เรือ

เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เชิญผ้าพระกฐินหลวงไปถวายวัดสุวรรณาราม คลองบางกอกน้อย กรุงเทพฯ แผ่นดิน ร.4 พ.ศ.2408
[จอห์น ทอมสัน ถ่ายภาพเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช หลังเสร็จการพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน โดยผูกยึดเรือพระที่นั่งไว้กับเสาหลักเพื่อให้เรือนิ่ง บรรดาฝีพายมองกล้องแสดงท่านกบิน ส่วนฉากหลังเรือนแพหลังคามุงจากซึ่งเป็นร้านรวงขายสินค้าจอดต่อกันเป็นพืด ฝั่งตรงข้ามหน้าวัดสุวรรณารามในคลองบางกอกน้อย]
[ภาพฟิล์มกระจกต้นฉบับปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่สถาบันเวลคัม กรุงลอนดอน บรรยายโดย ธัชชัย ยอดพิชัย]

กรุงธนบุรี ไม่มีเห่เรือ

ตลอดสมัยกรุงธนบุรี พระเจ้าตากเสด็จทางชลมารคบ่อยๆ โดยไม่พบว่ามีการเห่เรือ

แม้สักครั้งเดียว

กรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ไม่มีเห่เรือ

ไม่พบว่ามีเห่เรือตั้งแต่แรกสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์

แม้วรรณกรรมสำคัญเรื่องนางนพมาศแต่งสมัย ร.3 พรรณนายืดยาวการเสด็จทางชลมารค มีร้องเล่นสักวา และราษฎรเล่นเพลงเรือ แต่ไม่มีกล่าวถึงเห่เรือ

นิราศเดือน ของหมื่นพรหมสมพัตสร (เสมียนมี) กวีสมัย ร.3 พรรณนาประเพณี 12 เดือน โดยไม่มีพาดพิงถึงเห่เรือ

เห่เรือเริ่มแรกสมัย ร.4

เห่เรือ มีหลักฐานเก่าสุดว่าเริ่มมีในแผ่นดิน ร.4 กรุงรัตนโกสินทร์ แต่ไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายว่า

“บทเห่เรือกระบวนหลวง แต่โบราณจะใช้บทอันใดเห่ ข้อนี้หาทราบไม่ บทที่ใช้เห่เรือกระบวนหลวงในปัจจุบันนี้เอาบทเห่เรือเล่นซึ่งเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ทรงแต่งเมื่อตอนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยามาใช้ และพึ่งเอามาใช้เมื่อในรัชกาลที่ 4 กรุงรัตนโกสินทร์”

[โดยมีเชิงอรรถตรงนี้ด้วยข้อความว่า “ข้อนี้มีหลักฐานที่โคลงเรื่องพยุหยาตราทางชลมารค กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงแต่งเมื่อรัชกาลที่ 3 มิได้มีกล่าวถึงเห่เรือเลย แม้ในหนังสือเรื่องอื่นอันแต่งในกรุงรัตนโกสินทร์ ก่อนรัชกาลที่ 4 ก็มิได้ปรากฏกล่าวถึงเห่เรือกระบวนหลวง”]

เห่ละคร “เจ้าฟ้านริศ” ต้นแบบเห่เรือ

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงสร้างสรรค์เห่เรือขึ้นมาจากประเพณีชาวบ้าน แล้วใช้เล่นประกอบละครในแผ่นดิน ร.5 ในที่สุดเห่เรือละครเป็นต้นแบบเห่เรือพระราชพิธีสืบมาจนปัจจุบัน

เห่เรือในขบวนพยุหยาตราทางชลมารคที่รู้จักทั่วไปบัดนี้ น่าจะมีขึ้นจาก ร.4 มีพระราชนิยมปรับเปลี่ยนโบราณราชประเพณีให้ทันสมัย ส่งผลให้วัฒนธรรมด้านอื่นๆ ต้องปรับเปลี่ยนไปด้วย

เช่น งานละครและเพลงดนตรีแบบหนึ่งของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ที่ทรงเริ่มสร้างสรรค์ตั้งแต่ พ.ศ.2442 มีร่องรอยในเพลงเต่าเห่ มีคำอธิบายในสารานุกรมศัพท์ดนตรีไทย ภาคประวัติและบทร้องเพลงเถา ฉบับราชบัณฑิตยสถาน (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2536) ดังนี้

เพลงเต่าเห่ อัตรา 2 ชั้น ของเก่า ประเภทหน้าทับปรบไก่ มี 3 ท่อน ท่อนที่ 1 มี 4 จังหวะ ท่อนที่ 2 และท่อนที่ 3 มีท่อนละ 2 จังหวะ มีมาแต่สมัยอยุธยา เพลงเต่าเห่นิยมใช้บรรเลงเป็นเพลงลำดับที่ 2 ในเพลงช้าเรื่องเต่ากินผักบุ้ง แต่เดิมนั้นนักดนตรีก็เรียกเพลงนี้ว่า “เพลงเต่ากินผักบุ้ง”

เมื่อสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงปรับปรุงเพลงนี้ร่วมกับหลวงเสนาะดุริยางค์ (ทองดี ทองพิรุฬห์) บรรจุไว้ในบทคอนเสิร์ตเรื่องรามเกียรติ์ ตอนนางลอย ได้จัดให้มีการเห่สอดปี่พาทย์เพิ่มเข้าไปในตอนท้ายต่อจากท่อน 3 อีกกระบวนหนึ่ง เป็นเหตุให้ผู้ฟังพากันเรียกเพลงนี้ว่า “เพลงเต่าเห่” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ต่อมาในปี พ.ศ.2492 หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ได้นำเพลงเต่าเห่มาแต่งขยายขึ้นเป็นอัตรา 3 ชั้น และตัดลงเป็นชั้นเดียว ทั้งทางร้องและทางดนตรี ครบเป็นเพลงเถา รักษาอารมณ์เดิมของเพลงซึ่งดำเนินลีลาไปอย่างแช่มช้าและเยือกเย็น ซึ่งมีบทร้องขึ้นต้นว่า “เย็นเอยเย็นย่ำ จะค่ำลงแล้วอยู่รอนรอน——-“

เห่เรือทุกวันนี้มีลูกคู่สอดแทรกจังหวะ ชะ กับสร้อย ฮ้าไฮ้ ล้วนได้จากเพลงเรือที่ชาวบ้านร้องเล่นตั้งแต่ลุ่มน้ำโขงถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยา แล้วมีเหลือร่องรอยเค้าต้นอยู่ในเพลงเทพทอง, เพลงอีแซว, เพลงเรือ ฯลฯ ซึ่งน่าเชื่อว่า เห่เรือทางชลมารคของหลวงได้จากประเพณีชาวบ้านมาปรับใช้เป็นประเพณีในราชสำนักสืบจนปัจจุบัน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘เห่เรือ’ ไม่มี สมัยอยุธยา
E-DUANG | จัดการ เบน สมิธ ยิม เลียก มิใช่สนอง รังสิมันต์ โรม
ธำรงศักดิ์โพล เผยผลสำรวจ การบริหารจัดการภัยพิบัติน้ำท่วม รัฐบาลอนุทิน “สอบไม่ผ่าน”
ลิณธิภรณ์ ชู ลูกเสือยุคใหม่ ต้องไม่หยุดอยู่แค่ทักษะเดิม เสริมนำ AI มาใช้ เสนอสร้างเครือข่ายพิทักษ์สิทธิ์ “หนึ่งกองลูกเสือ หนึ่งเครือข่ายพิทักษ์ชุมชน”
ระฆัง ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ชีวิต – สงคราม
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (199)
ฝึกตื่นนอน โดยไม่ใช้นาฬิกาปลุก
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (2)
เชลยศึกสงครามลาว (54)
50 ปี 6 ตุลา (8) เมื่อกระแสลมปฏิวัติพัดหวน!
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (จบ)
E-DUANG | หมายจับ อายัดทรัพย์ เบน สมิธ ผลงาน ความสำเร็จ ของ”ใคร”