ศาลพิพากษาประหารชีวิต หนุ่ม 23 ขืนใจ-ฆ่าโหดทุบหัว ‘สาวเยอรมัน’ ดับสลดบนเกาะสีชัง

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ที่ศาลจังหวัดชลบุรี ศาลนัดอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ ย.1408/2562 ที่พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายรณกร หรือ “ปอน” ร่มรื่น เป็นจำเลย ขอให้ศาลลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33,91,199,276,239 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4,7,8,57,57,91 พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 4,43 ทวิ 157/1 และริบก้อนหิน

กรณีเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2562 นายรณกร จำเลย ก่อเหตุข่มขืนและฆาตกรรมอำพรางศพ น.ส. มิเรียม เบเทอร์ อายุ 27 ปี นักท่องเที่ยวชาวเยอรมัน ที่ได้มาท่องเที่ยวเกาะสีชัง จ.ชลบุรี โดยหลังก่อเหตุได้นำศพไปอำพรางไว้บริเวณโขดหินทางขึ้นยอดเขาธงพระจุลจอมเกล้า หมู่ 6 ต.ท่าเทววงษ์ อ.เกาะสีชัง จ.ชลบุรี

พฤติการณ์เริ่มจากที่ร้านขายดอกไม้ นายรณกร และผู้ตาย ได้นำ จยย.มาจอดไว้ โดยนายรณกร ได้ปล่อยให้ผู้ตายเดินขึ้นบันไดกว่า 360 ขั้น ไปบนยอดเขาธงก่อน หลังจากนั้นได้ทำทีเป็นซื้อดอกไม้แล้วเดินตามผู้ตายเดินขึ้นไปยังจุดที่ 2 เป็นช่วงระหว่างก่อนถึงยอดเขาธง คนร้ายได้ฉวยโอกาสลงมือข่มขืนผู้ตาย ในขณะที่ผู้ตายอยู่ในสภาพเหนื่อยหอบ นายรณกร ได้ข่มขืนผู้ตายจนสำเร็จความใคร่ แต่ต่อมาผู้ตายต่อสู้ขัดขืน จึงหยิบท่อนไม้ตีท้ายทอยผู้ตาย

จากนั้น ผู้ตายได้โอกาสวิ่งหลบหนีลงบันไดมาที่ด้านล่าง แต่สะดุดหกล้ม ส่งผลให้ นายรณกร วิ่งตามลงมาทัน และนำก้อนหิน ทุบเข้าที่ศีรษะจนผู้ตายสลบ แล้วจับผู้ตายหงายหน้า ก่อนจะนำก้อนหินทุบซ้ำเข้าที่ศีรษะและใบหน้าอีกหลายครั้งจนเสียชีวิตคาที่ จากนั้นได้ถอดกางเกงในผู้ตายออกแล้วโยนทิ้ง ส่วนศพก็อุ้มไปอำพรางคดี นำก้อนหินและใบไม้แห้งวางทับเพื่ออำพราง ทำทีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ในชั้นจับกุมและสอบสวนนายรณกร ให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุจริง แต่อ้างว่าไม่ได้ตั้งใจฆ่าตั้งแต่ตอนแรก แต่เพราะผู้ตายขัดขืนและพยายามวิ่งหนีไปแจ้งตำรวจจึงจำเป็นต้องก่อเหตุ เบื้องต้นแจ้งข้อหา 1.ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น 2.ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา 3.ปิดบังซ่อนเร้นอำพรางศพ 4.เสพยาเสพติด

วันนี้ศาลเบิกตัวนายรณกร จากเรือนจำมาเพื่อฟังคำพิพากษา

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์แล้ว เห็นว่าสำหรับข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนกับเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนข้อหาข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นและข้อหาซ่อนเร้นย้ายหรือทำลายศพเพื่อปิดบังการตายหรือสาเหตุแห่งการตายเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดพ. ศ. 2550 มาตรา 13 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 176 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานดังกล่าว ส่วนความผิดฐานฐานฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนและหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนทำไว้นั้น แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานแต่โจทก์มีพยานแวดล้อมกรณีที่ใกล้ชิดต่อเหตุการณ์เบิกความยืนยันว่า พบเห็นจำเลยและผู้ตายเดินขึ้นบันไดไปทางยอดเขาพระจุลจอมเกล้า ต่อมามีนักท่องเที่ยวเดินลงจากเขามาแจ้งนายทองดีว่าพบกองโลหิตที่บันไดทางขึ้นลง และมีขาคนโผล่อออกมาจากซอกหินข้างทาง หลังจากนั้นเห็นจำเลยเดินลงบันไดมาที่รถจักรยานยนต์โดยที่เสื้อของจำเลยมีรอยโลหิตเปื้อนอยู่

จึงแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจติดตามไปจับกุมจำเลยได้ที่บ้าน พร้อมยึดเสื้อ กางเกง และรองเท้าแตะที่จำเลยสวมใส่ในขณะเกิดเหตุเป็นของกลางโดยตรวจพบคราบโลหิตและสารพันธุกรรมของจำเลยและผู้ตายติดอยู่ที่กางเกงและรองเท้าแตะของจำเลยในที่เกิดเหตุพบก้นกรองบุหรี่ตรวจพบสารพันธุกรรมของจำเลยติดอยู่ และพบยางวงกลมสีเขียวอ่อนกับรอยโลหิตตรวจพบสารพันธุกรรมของจำเลยและผู้ตาย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าหลังจากจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นผู้ตายแล้วผู้ตายพยายามหลบหนีจำเลยมาตามบันไดทางลงเขา แต่จำเลยติดตามมาทันแล้วใช้ก้อนหินของกลางทุบตีผู้ตายอย่างแรงหลายครั้งที่ศีรษะและใบหน้าของผู้ตายอันเป็นอวัยวะสำคัญ ก่อให้เกิดบาดแผลฉกรรจ์หลายแผลจนผู้ตายถึงแก่ความตายเพื่อปกปิดความผิดอื่นและเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยฟังเป็นที่พอใจว่าจำเลยกระทำความผิดฐานดังกล่าวตามฟ้อง

พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม), 289(7),199 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษพ. ศ. 2522 มาตรา 57, 91 พ.ร.บ.จราจรทางบกพ. ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิวรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นจำคุก 14 ปี ,ฐานฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่นและเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ให้ประหารชีวิต, ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษพ. ศ.2522 มาตราซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานซ่อนเร้นศพจำคุก 1 ปี

สำหรับความผิดฐานฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่นและเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้แม้จำเลยให้การรับสารภาพ แต่ลำพังพยานหลักฐานเท่าที่โจทก์นำสืบมาทั้งพยานแวดล้อมกรณีที่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะรายงานการตรวจพิสูจน์วัตถุพยานในที่เกิดเหตุและผลการตรวจสารพันธุกรรมนับว่าเป็นพยานหลักฐานที่สำคัญ ซึ่งรับฟังลงโทษจำเลยได้โดยไม่ต้องอาศัยคำรับสารภาพของจำเลย การที่จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน และชั้นพิจารณาย่อมเป็นเพราะจำนนต่อหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวและไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงไม่ลดโทษให้ สำหรับความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน และฐานซ่อนเร้นศพ จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นคงจำคุก 7 ปี ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนจำคุก 4 เดือนและฐานซ่อนเร้นศพจำคุก 6 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงความผิดแล้วคงลงโทษประหารชีวิตสถานเดียวและให้ริบก้อนหินของกลาง

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง
— จับแล้ว! ชายก่อเหตุข่มขืนฆ่าสาวเยอรมันบนเกาะสีชัง หมกศพในโขดหิน เหตุผู้หญิงไม่คุยด้วย(มีคลิป)
— หนุ่มวัย 23 สารภาพสุดเหี้ยม ขืนใจ-ฆ่าแหม่มบนเกาะสีชัง ‘บิ๊กแป๊ะ’ แสดงความเสียใจ กำชับทำคดีเป็นธรรมเรียกความเชื่อมั่น

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon