มีผู้เคยกล่าวว่าหากไม่มีความจำเป็น “โรงพัก โรง (พยา) บาล และโรงศาล” เป็นสถานที่ไม่น่าเดินทางไปมากที่สุด โดยเฉพาะโรงศาล เมื่อประชาชนต้องเดินทางไปศาลก็มักกังวลเรื่องการเตรียมตัว การเดินทาง และการติดต่อกับเจ้าหน้าที่ ทั้งยังมีเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าเดินทาง ค่าทนายความ ประชาชนที่มีข้อพิพาทบางรายจึงเลือกที่จะไม่ดำเนินคดีเพราะเมื่อเปรียบเทียบกับเงินทองที่ได้คืนมาอาจได้ไม่คุ้มเสีย
ยิ่งช่วงต้นปี 2563 ที่เชื้อไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาด ศาลชั้นต้นทั้งประเทศจำเป็นต้องเลื่อนคดีออกไปไม่มีกำหนดถึง 163,620 คดี การเลื่อนคดีในสถานการณ์เช่นนี้ แม้เป็นเรื่องที่เหมาะสม เพราะไม่อาจให้ประชาชนมาอยู่รวมกันในห้องพิจารณาคดีแล้วเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสได้ แต่คดีความต่างๆ ล้วนเป็นเรื่องที่ประชาชนเดือดร้อน เมื่อเลื่อนคดีออกไปย่อมทำให้ความเดือดร้อนไม่ได้รับการเยียวยาโดยเร็ว หากเป็นคดีอาญาที่จำเลยถูกคุมขังระหว่างพิจารณา จำเลยก็สูญเสียอิสรภาพไปเรื่อยๆ การเข้าถึงความยุติธรรมในรูปแบบเดิมจึงมีข้อจำกัดเรื่องวันเวลาสถานที่ ทั้งยังใช้เอกสารกระดาษเป็นหลัก เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่ศาลยุติธรรมนำมาใช้เพื่อลดข้อจำกัดดังกล่าว
การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินงานของศาลยุติธรรม
ปัจจุบันเทคโนโลยีกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน เช่น การพกเงินสดไม่จำเป็นอีกต่อไป เพราะค่าสินค้าสามารถชำระผ่านสมาร์ทโฟนสแกนคิวอาร์โค้ด ตัวคิวอาร์โค้ดเองยังถูกใช้เป็นสะพานเชื่อมต่อไปยังโลกออนไลน์เพื่อเข้าถึงเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียต่าง ๆ หรือแผนที่และเอกสารอื่นได้ ศาลยุติธรรมจึงพัฒนากฎระเบียบและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อนำเทคโนโลยีมาใช้อำนวยความยุติธรรม ด้วยการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินคดีตั้งแต่เริ่มต้นคดี คือ การยื่นคำฟ้อง การยื่นเอกสารต่าง ๆ ให้ยื่นออนไลน์ได้ ผ่านระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing) และระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (Court Integral Online Service : CIOS) การนำคิวอาร์โค้ดมาใช้ในการอำนวยความยุติธรรม เช่น แนบคิวอาร์โค้ดลงในหนังสือตอบรับการมาศาลของพยาน คำแนะนำในการมาศาล และแบบคัดกรองก่อนมาศาล (COJ PASS) รวมถึงการสืบพยาน ตลอดจนการฟังคำพิพากษาด้วยวิธีการทางออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชันและการประชุมทางจอภาพ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2564 การพิจารณาคดีทางออนไลน์เริ่มจากคดีแพ่งที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อนก่อน เช่น การยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกผ่านระบบ e-Filing เมื่อศาลรับคำร้องแล้ว การไต่สวนและมีคำสั่งจะทำผ่านระบบออนไลน์ ต่อมาก็ขยายขอบเขตไปถึงคดีแพ่งประเภทอื่น ๆ เช่น คดีผู้บริโภค คดีแพ่งในศาลชำนัญพิเศษ คดีครอบครัวและคดีอาญา ประชาชนไม่ว่าจะเป็นโจทก์ จำเลย ผู้ร้อง ผู้คัดค้าน ทนายความหรือพยานที่เข้าร่วมการพิจารณาไม่ต้องเดินทางมาศาล แต่เข้าร่วมผ่านระบบออนไลน์อยู่ที่บ้าน การดำเนินกระบวนการพิจารณาจึงเป็นไปโดยสะดวก รวดเร็ว และประหยัดค่าใช้จ่าย สิทธิในการต่อสู้คดีหรือเข้าร่วมในกระบวนพิจารณาก็ไม่ได้ลดน้อยลงไปกว่าเดิม
ในปี 2564 มีการยื่นฟ้องออนไลน์ผ่านระบบ e-Filing 428,719 คดี เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ถึงร้อยละ 64.31 และมากกว่าการยื่นฟ้องเป็นกระดาษถึง 1.5 เท่า ส่วนการพิจารณาคดีออนไลน์ ศาลอนุญาตให้ใช้ 330,631 ครั้ง จากการขอใช้ 364,290 ครั้ง ศาลชั้นต้นและศาลสูงจึงพิจารณาพิพากษาคดีเสร็จถึง 1,194,804 คดี จากปริมาณคดีค้างเก่าและคดีรับฟ้องใหม่ 1,560,026 คดี (เป็นคดีแพ่ง 1,030,906 คดีและคดีอาญา 529,120 คดี) ปริมาณคดีค้างพิจารณาคงเหลือเพียง 365,222 คดี (คิดเป็นร้อยละ 23.41) ส่วนในปี 2565 เพียงช่วงต้นปีเท่านั้นพบว่าประชาชนยื่นฟ้องออนไลน์ผ่านระบบ e-Filing ถึง 135,401 คดี (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565) และมีการขอพิจารณาคดีออนไลน์ 496,555 เรื่อง ได้รับอนุญาต 472,873 เรื่อง (ข้อมูล ณ วันที่ 28 มีนาคม 2565) สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนเชื่อมั่นในระบบการยื่นฟ้องและการพิจารณาคดีออนไลน์มากยิ่งขึ้น การนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นไปตามนโยบาย “D-Court” หรือศาลดิจิทัลตั้งแต่ปี 2560 และพัฒนาเรื่อยมาเพื่อก้าวไปสู่ “Smart Court” ที่มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ทำให้การอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนสะดวกรวดเร็ว และเพื่อให้ความยุติธรรมสามารถเข้าถึงง่าย (Easy Access to Justice) ตามนโยบายของประธานศาลฎีกาประจำปีงบประมาณ 2564-2565 ที่ส่งเสริมบทบาทศาลยุติธรรมในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน สร้างหลักประกันในการพิจารณาคดีที่ปลอดภัยและพัฒนาระบบการดำเนินงานให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยใหม่ โดยการนำเทคโนโลยีมาใช้ดำเนินงานของศาลยุติธรรมสามารถสรุปได้ดังนี้
1. ระบบการยื่นและส่งเอกสารทางคดีทางออนไลน์
1.1 ระบบการยื่นและส่งเอกสารทางคดีทางออนไลน์ผ่านระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing) เป็นระบบที่รองรับให้ยื่นคำฟ้องหรือคำร้องขอตั้งต้นคดีโดยไม่ต้องมีทนายความ เช่น คำฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวกับการซื้อขายสินค้า/บริการออนไลน์ คำร้องขอจัดการมรดก รวมถึงยื่นเอกสารทางคดีต่าง ๆ เช่น คำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำฟ้อง คำให้การ ขอคัดถ่ายเอกสาร ผ่านเว็บไซต์ https://efiling3.coj.go.th/eFiling ได้ทุกวัน 24 ชั่วโมง ไม่จำกัดว่าต้องยื่นในวันเวลาราชการ เพียงมีอินเทอร์เน็ตก็ยื่นฟ้องและส่งเอกสารทางคดีผ่านระบบ e-Filing ต่อศาลทั่วประเทศไทยได้ หลังจากยื่นแล้ว ผู้ใช้ระบบสามารถ “ติดตามสถานะและผลของการยื่นได้ทุกวัน 24 ชั่วโมง” ว่าอยู่ในขั้นตอนใด เช่น รอเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ รอศาลมีคำสั่ง รวมทั้งทราบผลของคำสั่งได้ ไม่ต่างจากการติดตามสถานะพัสดุผ่าน tracking number เมื่อศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับคำฟ้องหรือเอกสารทางคดีที่ได้ยื่นไว้ ระบบจะแจ้งคำสั่งโดยส่งข้อความสั้นไปยังจดหมายอิเล็กทรอนิกส์และหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ใช้ระบบทันที หากต้องชำระค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ผู้ใช้ระบบก็สามารถชำระผ่านช่องทางต่างๆ เช่น “บัตรเครดิตหรือเดบิต, QR Code พร้อมเพย์” โดยไม่ต้องเดินทางมาศาล
1.2 ระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (Court Integral Online Service : CIOS) และบริการออนไลน์ (e-Service) เป็นระบบบริการข้อมูลคดีออนไลน์ให้คู่ความยื่นเอกสารและติดตามสถานะทั้งในคดีแพ่งและคดีอาญา ที่เว็บไซต์ https://cios.coj.go.th/index.html เช่น ขอคัดถ่ายเอกสารทางคดีออนไลน์ ขอหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด และขอรับเอกสารที่คัดถ่ายในรูปแบบของไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเมื่อพิมพ์ออกจากระบบแล้วถือว่าเป็นสำเนาที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายและใช้แทนต้นฉบับได้ รวมถึงติดตามสถานะความเคลื่อนไหวของคดี (Tracking System) เช่น วันที่รับฟ้อง วันนัดพิจารณา ผลการส่งหมาย วันที่ครบกำหนดยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา วันที่ยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา วันนัดฟังคำพิพากษา และคำพิพากษาโดยย่อได้ที่เว็บไซต์ https://cios.coj.go.th/tracking เพียงกรอกข้อมูลชื่อศาลและหมายเลขคดีก็ติดตามข้อมูลคดีเบื้องต้นได้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องเดินทางหรือโทรศัพท์มาสอบถามเหมือนแต่ก่อน ระบบ CIOS ยังพัฒนาบริการให้ครอบคลุมไปถึงการยื่นคำฟ้องตั้งต้นคดีในคดีครอบครัว เช่น ฟ้องหย่า รับรองบุตร ขอให้เป็นคนไร้ความสามารถ และรวมไปถึงการยื่นคำร้อง คำขอต่าง ๆ ในคดีอาญาที่ไม่สามารถยื่นผ่านระบบ e-Filing เช่น คำร้องขอฝากขัง ขอปล่อยชั่วคราว หากศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโดยให้ทำสัญญาประกัน ก็สามารถทำสัญญาประกันผ่านระบบ CIOS ได้ โดยไม่ต้องเดินทางมาศาล ส่วนการวางหลักประกันที่เป็นเงินสดก็ชำระผ่านเอทีเอ็มหรืออินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง จึงเป็นการคุ้มครองสิทธิผู้ต้องหาหรือจำเลยให้เข้าถึงความยุติธรรมโดยสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น จากข้อมูลในปี 2564 มีผู้ใช้บริการระบบ CIOS เพิ่มขึ้น เช่น ยื่นคำร้องต่าง ๆ ถึง 308,557 คดี ขอคัดถ่ายเอกสารในสำนวนคดี 310,506 ครั้ง ขอหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด 27,226 คดี ขอปล่อยชั่วคราว 1,306 คำร้อง ยื่นคำฟ้องหรือคำร้องขอตั้งต้นคดีในคดีครอบครัว 1,599 คดี
คดีบางประเภทที่ต้องประกาศนัดไต่สวนหลังยื่นคำฟ้อง/คำร้องขอ เช่น ขอตั้งผู้จัดการมรดก เดิมใช้วิธีประกาศลงหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นซึ่งมีค่าใช้จ่าย แต่ปัจจุบันสามารถขอให้ประกาศด้วยการลงโฆษณาทางสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ (e-Notice) ผ่านเว็บไซต์ https://enotice.coj.go.th หรือเว็บไซต์ของแต่ละศาล และถือว่าผู้เกี่ยวข้องทราบประกาศดังกล่าวแล้ว นอกจากนี้ คดีแพ่งที่ส่งสำเนาคำฟ้องหรือเอกสารโดยวิธีธรรมดาหรือปิดหมายไม่ได้ ศาลก็สั่งให้ส่งโดยใช้ระบบ e-Notice ได้ เว้นแต่ยังจำเป็นต้องประกาศลงหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นและประกาศชุมชน เช่น กรณีคู่ความอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ระบบอินเทอร์เน็ตยังเข้าไม่ถึง ศาลอาจสั่งให้ส่งโดยใช้ระบบ e-Notice ควบคู่ไปกับการปิดประกาศ ณ ที่ว่าการอำเภอหรือที่ว่าการเทศบาลตำบล
2. ระบบการจัดทำสารบบและสำนวนความอิเล็กทรอนิกส์ (E-CMS)
เมื่อประชาชนใช้บริการยื่นและส่งเอกสารทางคดีผ่านระบบ e-Filing และระบบ CIOS มากขึ้น การจัดเก็บเอกสารในรูปแบบของกระดาษซึ่งต้องใช้พื้นที่จัดเก็บและยากต่อการสืบค้นจึงไม่สอดคล้องกับการก้าวไปสู่ศาลดิจิทัล ศาลยุติธรรมได้พัฒนาระบบการจัดทำสารบบและสำนวนความอิเล็กทรอนิกส์ จากเดิมจัดเก็บในรูปแบบกระดาษทุกขั้นตอนของกระบวนพิจารณาจนถึงชั้นบังคับคดีรวมไว้ด้วยกันเรียกว่า “สำนวนความ” ทำให้ยิ่งมีปริมาณคดีขึ้นสู่ศาลมากเท่าใด พื้นที่จัดเก็บสำนวนก็ยิ่งต้องเพิ่มเป็นเท่าตัว แต่ปัจจุบันเมื่อเปลี่ยนมาจัดเก็บในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ จึงสะดวกในการบริหารจัดการ สามารถเชื่อมโยงข้อมูลคดี คำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลชั้นอุทธรณ์ และศาลฎีกาไว้ด้วยกัน รองรับการส่งสำนวนคดีระหว่างศาลภายใต้ระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูล ช่วยลดการสัมผัสในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระบบ E-CMS ยังเชื่อมโยงกับระบบ CIOS ให้บริการคู่ความคัดถ่ายสำเนาคำพิพากษาเป็นไฟล์ PDF ผ่านระบบ CIOS ได้ทันทีโดยอัตโนมัติ ทุกวัน 24 ชั่วโมง
3. ระบบการพิจารณาคดีและสืบพยานทางอิเล็กทรอนิกส์
3.1 การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทออนไลน์ ทำได้ทั้งในคดีแพ่ง และคดีอาญาที่เป็นความผิดอันยอมความได้หรือที่ราษฎรเป็นโจทก์ เดิมคู่ความต้องเดินทางมาศาลด้วยตนเองหรือมอบอำนาจหรือแต่งตั้งทนายความมาเข้าร่วมกระบวนการที่ศาล ศาลยุติธรรมจึงนำระบบไกล่เกลี่ยข้อพิพาทออนไลน์มาใช้เพื่อให้ประชาชนเข้าร่วมการไกล่เกลี่ยจากที่บ้าน ผ่านแอปพลิเคชันที่คุ้นเคย เช่น Google Meet, Line, Zoom, Microsoft Teams และ Cisco WebEx การระงับข้อพิพาทจึงทำได้โดยสะดวก รวดเร็ว และเป็นธรรม ด้วยการยื่นแบบฟอร์มแสดงความประสงค์ไกล่เกลี่ยผ่านเว็บไซต์ https://mediatio n.coj.go.th ซึ่งรองรับทั้งการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องและหลังฟ้อง คดีที่เข้าสู่การไกล่เกลี่ยออนไลน์ในปี 2563 มี 33,932 คดี และสำเร็จถึง 30,454 คดี หากย้อนไปตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 25 มีนาคม 2565) มีคดีที่เข้าสู่การไกล่เกลี่ยออนไลน์ถึง 112,598 คดี และสำเร็จถึงร้อยละ 87.30 สะท้อนให้เห็นว่า แม้คู่กรณีไม่ได้เจอหน้ากันในโลกแห่งความเป็นจริง ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการไกล่เกลี่ยแต่อย่างใด เพราะสามารถพบกันผ่านหน้าจอโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือแท็บเล็ต
เมื่อการไกล่เกลี่ยสำเร็จและนำไปสู่การทำสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งคู่ความทุกฝ่ายต้องลงลายมือชื่อในสัญญา หากคู่ความไม่ได้อยู่ในห้องพิจารณาก็ลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e-signature) ต่อหน้าผู้พิพากษาได้ ด้วยการพิมพ์ชื่อ สแกนภาพลายมือชื่อ หรือเขียนลายมือชื่อด้วยปากกาหรือด้วยนิ้วมือลงบนหน้าจอโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือแท็บเล็ต กรณีที่ไม่สะดวกหรือไม่มีอุปกรณ์ เช่น ไม่มีปากกาที่รองรับวิธีการลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ก็อาจใช้วิธีพิมพ์สัญญาเป็นกระดาษแล้วลงลายมือชื่อจริง จากนั้นแปลงสัญญากลับเข้าสู่ระบบ CIOS หรือ e-Filing เพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายลงลายมือชื่อ คู่ความจึงไม่ต้องเดินทางมาศาลตั้งแต่เริ่มต้นจนจบการไกล่เกลี่ย
3.2 การผัดฟ้อง/ฝากขังทางจอภาพ (VDO/Web Conference) ในคดีอาญาที่พนักงานสอบสวนต้องยื่นคำร้องขอผัดฟ้อง/ฝากขังครั้งแรก ซึ่งแต่เดิมต้องนำผู้ต้องหามาศาลเพื่อไต่สวน ทำให้เกิดความแออัดบริเวณสถานที่คุมขัง เพราะแต่ละวันมีคดีจำนวนมาก ตั้งแต่ช่วงปี 2563 ศาลยุติธรรมจึงนำระบบการประชุมทางจอภาพมาใช้ในการไต่สวน โดยพนักงานสอบสวนไม่ต้องนำผู้ต้องหามาศาล (ปัจจุบันเป็นไปตามระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาในระหว่างที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (Coronavirus Disease : COVID-19) พ.ศ. 2564 ข้อ 7) ปลอดภัยต่อสุขอนามัยทั้งของผู้ต้องหาและเจ้าหน้าที่ การผัดฟ้อง/ฝากขังผู้ต้องหาทางจอภาพมีทั้งที่ใช้ระหว่างศาลกับเรือนจำ ศาลกับสถานีตำรวจ ศาลกับสำนักงานอัยการ ศาลกับสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน รวมถึงศาลกับศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน
3.3 การพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส์ การพิจารณาคดีแพ่งและคดีอาญาไม่ว่าจะเป็นการไต่สวนมูลฟ้อง การไต่สวนคำร้องต่าง ๆ การชี้สองสถาน การสืบพยานหรือการฟังคำพิพากษาโดยหลักต้องทำในศาล และคู่ความต้องเดินทางมาศาลด้วยตนเอง เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้การพิจารณาคดีทำได้โดยสะดวก รวดเร็ว และเหมาะสมกับคดีบางประเภท ได้แก่ คดีแพ่ง รวมถึงคดีแพ่งในศาลชำนัญพิเศษ คดีครอบครัว คดีผู้บริโภคและคดีที่มีกฎหมายกำหนดให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งไปใช้บังคับ ศาลยุติธรรมจึงปรับปรุงกฎระเบียบ (ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2563 ประกาศสำนักงานศาลยุติธรรม เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการใช้วิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส์ และระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ว่าด้วยการดำเนินคดีแพ่งระหว่างที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (Coronavirus Disease : COVID-19) พ.ศ. 2564) ให้ศาลนั่งพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ เช่น Google Meet, Line, Cisco WebEx ได้ โดยคู่ความไม่ต้องเดินทางมาศาล ซึ่งศาลจะอนุญาตให้พิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส์หรือไม่ ต้องพิจารณาความพร้อมของคู่ความเป็นหลัก โดยเฉพาะคู่ความที่ยังไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยี รวมทั้งการพิจารณาคดีออนไลน์นั้นต้องไม่ทำให้สิทธิในการต่อสู้คดีของคู่ความลดน้อยลง เช่น คดีที่มีเอกสารจำนวนมากที่พยานต้องดูเอกสารประกอบการเบิกความ หากต้องทำสำเนาส่งไปให้พยานล่วงหน้าหรือสแกนเอกสารเพื่อแสดงผ่านหน้าจอออนไลน์อาจไม่สะดวกและเป็นภาระแก่คู่ความ
คดีซื้อขายออนไลน์ ปัจจุบันการซื้อสินค้าหรือบริการบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านเว็บไซต์อย่าง Facebook, Instagram, Amazon หรือแอปพลิเคชันต่าง ๆ เช่น Shopee, Lazada ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรมจากเดิมที่ไปห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้ามาเป็นการสั่งซื้อทางออนไลน์แทน ข้อพิพาทต่างๆ จึงตามมาจำนวนมาก เช่น ไม่ได้รับสินค้า หรือได้รับสินค้าแต่ไม่ตรงตามคำสั่งซื้อ สินค้าหรือบริการในโลกออนไลน์มักเป็นจำนวนเงินไม่สูงและผู้ขายอาจใช้นามแฝงจนไม่สามารถระบุตัวตนได้ ประชาชนจึงรู้สึกว่าการดำเนินคดียุ่งยากและไม่สะดวก เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2565 ศาลแพ่งจึงเปิดทำการแผนกคดีซื้อขายออนไลน์เพื่อรองรับข้อพิพาทเหล่านี้โดยการดำเนินคดีใช้ “ระบบศาลอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบในทุกขั้นตอนของกระบวนการพิจารณา” ประชาชนยื่นฟ้องคดีได้เองไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ผ่านระบบ e-Filing หรือเว็บไซต์ของศาลแพ่ง ทุกวัน 24 ชั่วโมง ไม่จำกัดเขตอำนาจศาล มีคำแนะนำพร้อมตัวอย่างการกรอกรายละเอียดของข้อพิพาท การส่งหมายเรียกหรือเอกสารทางคดีส่งไปยังอีเมล การไกล่เกลี่ยและการพิจารณาคดีหรือสืบพยานใช้วิธีการออนไลน์ สามารถทำนอกเวลาทำการหรือในวันหยุด เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่ติดภารกิจช่วงเวลาทำงานปกติ ศาลจะเป็นผู้ซักถามคู่ความเองโดยไม่จำเป็นต้องมีทนายความ ส่วนคำพิพากษาและหมายบังคับคดีอาจทำในรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เช่นกัน
สำหรับคดีอาญาซึ่งเป็นเรื่องที่กระทบสิทธิและเสรีภาพ การพิจารณาคดีจึงต้องกระทำโดยเปิดเผยในห้องพิจารณาต่อหน้าจำเลยเป็นหลัก แต่การพิจารณาคดีในห้องพิจารณาที่ทุกคนต้องมาอยู่รวมกันย่อมเสี่ยงต่อสุขอนามัยในช่วงที่เชื้อไวรัสโควิด-19 ยังแพร่ระบาด วิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส์จึงนำมาปรับใช้เพื่อไม่ต้องเลื่อนคดีออกไปในกรณีของ ไต่สวนมูลฟ้องคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ แต่งตั้งทนายความให้จำเลย อ่านอธิบายฟ้องและสอบคำให้การจำเลย ตรวจพยานหลักฐาน และสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลย (ระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาในระหว่างที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (Coronavirus Disease : COVID-19) พ.ศ.2564ข้อ 8 ถึง ข้อ 12) โดยต้องคำนึงถึงความยินยอมของจำเลย และการดำเนินการผ่านระบบออนไลน์นั้นต้องไม่เป็นที่เสียหายหรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่จำเลยด้วย เช่น คดีที่ฟ้องว่าจำเลยปลอมเอกสารหรือฉ้อโกงซึ่งมีเอกสารที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก พยานและจำเลยก็ควรได้ดูเอกสารฉบับจริงในรูปแบบกระดาษที่เป็นต้นเหตุในการฟ้องคดี นอกจากนี้ หากระหว่างสืบพยานออนไลน์ ระบบอินเทอร์เน็ตเกิดขัดข้องหรือพยานมองไม่เห็นเอกสารที่ให้ดูผ่านหน้าจอ หรือมีเหตุสงสัยว่าพยานถูกข่มขู่หรือบังคับให้เบิกความ ศาลก็อาจสั่งให้ยุติการพิจารณาคดีออนไลน์แล้วกลับไปพิจารณาคดีในรูปแบบปกติได้
ข้อขัดข้องและแนวทางแก้ไข
แม้การยื่นคำฟ้อง คำร้องขอตั้งต้นคดี และเอกสารทางคดีผ่านระบบ e-Filing หรือระบบ CIOS รวมทั้งการไกล่เกลี่ยและพิจารณาคดีออนไลน์จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยสะดวก ช่วยลดขั้นตอน ค่าใช้จ่าย และความเสี่ยงต่อสุขอนามัย แต่ระบบเหล่านี้ยังถือว่าเป็นระบบใหม่ที่ต่างจากกระบวนพิจารณารูปแบบเดิม ประชาชนและทนายความอาจยังไม่คุ้นเคย จึงมีข้อพึงระมัดระวังในการใช้ระบบ e-Filing และระบบ CIOS ดังนี้
1. อายุความกรณียื่นฟ้องผ่านระบบ e-Filing หรือ CIOS นอกเวลาทำการ กล่าวคือ หลังเวลา 16.30 นาฬิกา หรือยื่นวันเสาร์-อาทิตย์หรือวันหยุดราชการ ให้ถือว่าเป็นการยื่นในเวลาแรกหรือวันทำการแรกที่ศาลเปิดทำการปกติถัดไป ผู้ยื่นผ่านระบบดังกล่าวจึงต้องระวังไม่ให้เป็นการยื่นฟ้องเมื่อพ้นกำหนดอายุความแล้ว เช่น สัญญากู้ยืมเงินที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ หากวันสุดท้ายที่ยื่นฟ้องลูกหนี้ได้ภายในกำหนดอายุความ คือ วันที่ 18 มีนาคม 2565 ซึ่งเป็นวันศุกร์ ถ้าเจ้าหนี้ยื่นฟ้องผ่านระบบ e-Filing ในวันดังกล่าว เวลา 16.31 นาฬิกา ย่อมถือว่าเป็นการยื่นฟ้องในวันจันทร์ที่ 21 มีนาคม 2565 วันทำการแรกที่ศาลเปิดทำการปกติถัดไปซึ่งพ้นกำหนดอายุความแล้ว ดังนั้น แม้ประชาชนสามารถยื่นฟ้องผ่านระบบ e-Filing ทุกวัน 24 ชั่วโมงตลอดเวลาที่ระบบเปิดใช้งาน แต่ก็ต้องระวังว่าวันเวลาที่ยื่นฟ้องเป็นวันสุดท้ายก่อนคดีจะขาดอายุความหรือไม่ด้วย
2. หน้าที่ติดตามคำสั่ง เมื่อศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับคำฟ้อง คำร้องขอตั้งต้นคดี คำร้อง คำขอ คำแถลงหรือเอกสารทางคดีที่ได้ยื่นผ่านระบบ e-Filing หรือ CIOS และระบบได้แจ้งคำสั่งหรือข้อความอื่นใดเกี่ยวกับการยื่น ส่งหรือรับคำคู่ความและเอกสารโดยการส่งข้อความไปยังอีเมลและ/หรือหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ใช้ระบบ ถือว่าผู้ใช้ระบบทราบคำสั่งแล้ว ผู้ใช้ระบบมีหน้าที่ติดตามผลคำสั่งด้วยตนเอง หากข้อความถูกส่งไปถึงแล้ว แต่ผู้ใช้ระบบไม่เปิดอ่านหรือไม่เข้าไปติดตามคำสั่ง หรือมีการเปลี่ยนอีเมล/หมายเลขโทรศัพท์แต่ไม่ได้แจ้งในระบบ ข้ออ้างดังกล่าวไม่สามารถหยิบยกขึ้นอ้างได้ว่าไม่ทราบคำสั่งศาลซึ่งอาจส่งผลเสียในทางกฎหมาย เช่น กรณีที่เป็นโจทก์ อาจขาดนัดพิจารณา หรือถือว่าสละสิทธิการดำเนินกระบวนพิจารณา หรือไม่ประสงค์ดำเนินคดีต่อไป
3. ประเภทคดีที่ยื่นคำฟ้องหรือคำร้องขอผ่านระบบ e-Filing จำกัดอยู่แค่คดีแพ่ง คดีผู้บริโภค คดีแพ่งในศาลชำนัญพิเศษ ไม่รวมถึงศาลเยาวชนและครอบครัวที่ต้องยื่นผ่านระบบ CIOS สำหรับคดีอาญายังมีข้อจำกัดจึงต้องยื่นฟ้องในรูปแบบเดิม
4. ฐานข้อมูลของระบบ e-Filing และ CIOS ยังไม่เชื่อมโยงกัน หากยื่นฟ้องผ่านระบบ e-Filing แล้วจะยื่นเอกสารเพิ่มเติมผ่านระบบ CIOS ไม่ได้ ในทางกลับกันหากยื่นฟ้องผ่านระบบ CIOS ก็ยื่นเอกสารเพิ่มเติมผ่านระบบ e-Filing ไม่ได้ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนสับสน
5. คำร้องหรือเอกสารทางคดีที่ยื่นผ่านระบบ CIOS ผู้พิพากษาไม่สามารถเข้าไปในระบบเพื่อมีคำสั่งโดยใช้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างจากระบบ e-Filing ต้องให้เจ้าหน้าที่พิมพ์เอกสารเป็นกระดาษ เพื่อเสนอผู้พิพากษาสั่งและลงนาม จากนั้นจึงสแกนกลับไปในระบบเพื่อแจ้งคำสั่งให้คู่ความทราบ เป็นการเพิ่มขั้นตอน การพิจารณาสั่งไม่รวดเร็วเท่ากรณียื่นผ่านระบบ e-Filing
ศาลยุติธรรมได้ตระหนักในข้อขัดข้องเหล่านี้ จึงเร่งพัฒนาเชื่อมโยงระบบ e-Filing ระบบ CIOS และระบบอื่นๆเข้าด้วยกัน ซึ่งจะช่วยแก้ไขข้อขัดข้องทั้งในเรื่องการเชื่อมโยงข้อมูล การยื่นรับส่งเอกสาร การยืนยันตัวตนและรองรับระบบการลงลายมือชื่อดิจิทัลในสัญญาประนีประนอมยอมความผ่านแอปพลิเคชันของศาลในอนาคตโดยเร็ว
บทสรุป
เทคโนโลยีที่ศาลยุติธรรมนำมาใช้เพื่อให้บริการแก่ประชาชนเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินกระบวนพิจารณาจากเดิมไปอย่างมาก แต่นวัตกรรมหรือเครื่องมือทั้งหมดเป็นเพียงเครื่องช่วยอำนวยความสะดวก ไม่ใช่การบังคับให้ประชาชนต้องมาใช้กระบวนพิจารณาทางอิเล็กทรอนิกส์ ประชาชนสามารถเลือกดำเนินกระบวนพิจารณาทางอิเล็กทรอนิกส์เฉพาะขั้นตอนหนึ่งขั้นตอนใดก็ได้ แม้ข้อขัดข้องยังมีอยู่บ้าง แต่นวัตกรรมและเครื่องมือเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นและทิศทางที่ดีเพื่อให้ประชาชนมีช่องทางเข้าถึงความยุติธรรมได้ง่ายขึ้นเพียงปลายนิ้วสัมผัส ตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการยื่นคำฟ้องหรือคำร้องขอตั้งต้นคดีซึ่งทำได้ด้วยตนเอง ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด ช่วยลดขั้นตอน สะดวก ปลอดภัย ประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลา รวมถึงลดความเสี่ยงด้านสุขอนามัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

