รวบ เจ๊ปุ้ย จ้างวาน ฆ่าเศรษฐินี หลังสมุนสารภาพสิ้น แค้นทวงค่าแรงแล้วไม่ได้
ความคืบหน้าคดีฆ่าเศรษฐีนีสกุล “โกศลานันท์” ทิ้งศพสระน้ำ ตำรวจเรียกสอบพยานแล้ว 8 ปาก ไม่พบพิรุธ ด้านน้องสาวเผยเคยมีคนขอยืมเงินถึง 30 ล้าน ขณะที่ตำรวจได้ตัวผู้ต้องสงสัยแล้ว 1 รายนั้น
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 25 มกราคม ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังสถานีตำรวจภูธรมะขาม เพื่อติดตามความคืบหน้าคดี น.ส.ปนิฐิ โกศลานันท์ อายุ 77 ปี ซึ่งเป็นเครือญาติสกุลดังที่เคยเป็นข่าวปมพิพาทมรดกที่ดิน ถึงขั้นมีการใช้ปืนยิงกันหน้าบัลลังก์ บนศาลจังหวัดจันทบุรี เมื่อปี 2562 ถูกฆาตกรรมทิ้งศพในสระน้ำกลางสวนผลไม้
โดยภายหลังจากที่เมื่อเวลา 18.30 น. วันที่ 24 มกราคมที่ผ่านมา ตำรวจสืบสวน สภ.มะขาม ได้นำรถจักรยานยนต์ Yamaha Filano สีดำ ทะเบียน 1 กฐ 6360 จันทบุรีซึ่งเป็นรถต้องสงสัย ที่คาดว่าจะมีการนำมาใช้ในการก่อเหตุ มาให้พิสูจน์หลักฐานเก็บลายนิ้วมือแฝง พร้อมวัตถุพยานอื่นๆ โดยทางตำรวจยังไม่ยืนยันแน่ชัดว่า จะเป็นรถที่ใช้ก่อเหตุจริงหรือไม่ หรือเป็นรถที่สวมทะเบียน
พร้อมกันนี้ตำรวจชุดสืบสวน ได้นำตัวชายผู้ต้องสงสัย ที่คาดว่าจะเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อเหตุขึ้นรถตู้มาทำการสอบปากคำ ที่ห้องสอบสวนที่ชั้น 2 ทันที โดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนขึ้นตามไปเก็บภาพระหว่างการสอบสวน
โดยความคืบหน้าล่าสุด หลังจากที่ผู้ต้องสงสัยสอบเครียดทั้งคืน ท้ายสุดสารภาพทราบชื่อ นายกฤษฎ์ อายุ 40 ปี ว่ามีผู้ร่วมก่อเหตุร่วมทำร้าย น.ส.ปนิฐิ อีก 2-3 คน โดย 1 ในจำนวนนั้นเป็นผู้หญิงชื่อปุ้ย (นามสมมุติ) ส่วนอีก 2 คน เป็นชายวัยรุ่น โดยผู้ต้องหาเป็นแค่คนขับรถพาผู้ร่วมก่อเหตุมาทวงหนี้กับผู้ตาย ไม่ได้เข้าไปร่วมก่อเหตุด้วย
หลังก่อเหตุจึงนำศพไปโยนทิ้งน้ำเพื่ออำพราง โดยอ้างว่ามีมูลสาเหตุ เรื่องการทวงเงินค่าแรงแล้วไม่ได้ หรือทวงหนี้แล้วไม่ได้แต่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อ
ส่วนประเด็นที่ผู้ก่อเหตุทั้งหมดสามารถเข้าไปในบ้านของผู้ตายได้ สืบเนื่องจากมี 1 ในผู้ก่อเหตุมีกุญแจ ซึ่งเป็นบุคคลที่ผู้ตายไว้วางใจมากที่สุด เป็นคนเปิดประตูให้ผู้ร่วมก่อเหตุเข้าไปด้านใน
จากนั้นได้ทำการใช้มือหรือของแข็งทุบทำร้ายจนผู้ตายบาดเจ็บหรือสลบหรืออาจจะเสียชีวิต ก่อนช่วยกันนำร่างออกมาจากบ้านแล้วนำศพไปโยนทิ้งสระน้ำ
ทั้งนี้ จากผลการตรวจชันสูตรของแพทย์พบว่าในปอดไม่มีน้ำอยู่ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าผู้ตายอาจเสียชีวิตก่อนถูกนำศพมาโยนทิ้งน้ำ
ขณะเดียวกันในวันนี้ทางตำรวจได้มีการเชิญตัวบิดาของนายกฤษฎ์ ผู้ต้องหา มาให้ปากคำเพิ่มเติม จากการสอบถามเบื้องต้น บิดาของนายกฤษฎ์ ให้การเพียงว่าไม่รู้ข้อมูลทั้งหมด แต่ลูกชายได้เล่าให้ฟังว่าคืนเกิดเหตุ ได้มีผู้หญิงโทรศัพท์มาตามให้ช่วยขับรถให้โดยบอกเพียงว่าจะไปทวงเงินที่บ้านของผู้ตายส่วนเรื่องอื่นๆ ตนไม่ทราบ
พร้อมกันนี้ยังได้เชิญพยานอีกคน มาให้ปากคำคือเป็นสามีของนางปุ้ย ซึ่งยังตกเป็นผู้ต้องสงสัย เบื้องต้นบอกเพียงว่า นางปุ้ยทำธุรกิจเรื่องเงินกู้กับผู้ตายมาได้ประมาณ 1 ปี ส่วนเบื้องลึกรายละเอียดนั้นไม่ทราบ เนื่องจากแยกกันอยู่ได้ประมาณ 2 เดือนเพราะนางปุ้ยไปบวชชีที่วัดแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.สอยดาว
ล่าสุดตำรวจตาม ปุ้ย ได้ที่ตำบลเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี อยู่ระหว่างนำตัวกลับมาสอบปากคำที่จันทบุรี

