จ่าเอ็ม เครียดหนัก ไม่พร้อมเจอแม่ จ่อสอบเข้มต่อวันนี้ โยงคนบงการ

12.01.25 | 11:48 น.

จากกรณี นายเอกลักษณ์ แพน้อย หรือเอ็ม กองเรือ อายุ 41 ปี ผู้ต้องหาก่อเหตุยิงนายลิม กิมยา อายุ 73 ปี อดีต ส.ส.ฝ่ายค้านของกัมพูชา ดับบริเวณเกาะกลางถนน ตรงข้ามวัดบวรนิเวศ แล้วหลบหนีข้ามไปประเทศกัมพูชา ผ่านทางช่องทางธรรมชาติ จ.สระแก้ว ก่อนจะถูกชุดสืบสวนนครบาลและตำรวจกัมพูชา จับตัวได้ที่ร้านอาหาร ใน ต.ปเรยสวย อ.โมงรึไทร จ.พระตะบอง ประเทศกัมพูชา และนำตัวมาสอบปากคำขยายผล ที่สน.ชนะสงคราม ตามที่มีการเสนอข่าวไปแล้วนั้น

เปิดคำให้การ จ่าเอ็ม สารภาพ รับงานใช้หนี้ผู้มีพระคุณ ตร.ปัดตอบ คนไทยหรือไม่

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 12 ม.ค. ที่ สน.ชนะสงคราม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา พบว่าบรรยากาศเป็นไปตามปกติ ยังไม่พบการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเป็นพิเศษแต่อย่างใด เพียงแต่ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนขึ้นบริเวณชั้น 2 ของอาคาร ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องควบคุมผู้ต้องหา

ด้าน พล.ต.ต.อัฏธพร วงศ์ศิริปรีดา ผบก.น.1 เปิดเผยข้อมูลว่า ทางพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำนายเอกลักษณ์ หรือ “จ่าเอ็ม” ผู้ต้องหาซึ่งมีท่าทีที่เคร่งเครียด แต่ยังคงให้การที่เป็นประโยชน์ในส่วนพฤติการณ์ จนสามารถทำคำรับสารภาพประกอบวิดีโอที่เล่าพฤติการณ์ในคดีอย่างละเอียดได้ครบถ้วน โดยจ่าเอ็มยืนยันว่าเป็นบุคคลตามกล้องวงจรปิดที่จับภาพได้ทั้งหมด แต่เมื่อสอบปากคำเชิงลึกถึงข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลอื่น เช่น ผู้มีพระคุณหรือบุคคลผู้ชี้เป้า ยังไม่ให้การที่เป็นประโยชน์ในประเด็นดังกล่าว เนื่องจากไม่ยอมตอบคำถามและต้องการสูบบุหรี่ แม้ว่าทางตำรวจพยายามที่จะใช้หลักจิตวิทยาในการพูดคุย แต่ผู้ต้องหาก็ยังปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลในเชิงลึก รวมทั้งยังมีอาการสับสนมึนงงว่าทำอะไรลงไปและมีท่าทีวิตกกังวลกลัวว่าบุคคลอื่นที่ให้การถึงนั้น จะเดือดร้อน ทำให้พนักงานสอบสวนต้องประเมินอาการร่วมกับทนายความและแพทย์ ลงความเห็นว่า ผู้ต้องหายังมีอาการอ่อนเพลีย อิดโรย และเคร่งเครียด เนื่องจากภาวะพักผ่อนน้อย จึงมีสภาวะที่ยังไม่พร้อมให้ปากคำ ทางพนักงานสอบสวนจึงหยุดการสอบปากคำในเวลา 22.00 น. ของเมื่อวันที่ 11 ม.ค.ที่ผ่านมา ก่อนคุมตัวเข้าห้องขัง

สำหรับการควบคุมตัวนายเอกลักษณ์ตลอดทั้งคืนนั้น ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งฝ่ายปราบปรามและสืบสวนเฝ้าบริเวณหน้าห้องควบคุมตัวตลอดทั้งคืน พร้อมทั้งได้จัดหาผ้าห่มให้เพราะเนื่องจากเมื่อคืนที่ผ่านมามีอากาศหนาว โดยจ่าเอ็มสามารถนอนหลับได้ตามปกติ ไม่มีท่าทีจะทำร้ายตัวเองแต่อย่างใด ซึ่งในช่วงเช้าวันนี้ทางตำรวจได้จัดโจ๊กเอาไว้เป็นมื้อเช้า ซึ่งก็สามารถรับประทานได้ตามปกติ

Advertisement

ทั้งนี้ จากการประเมินท่าทีด้านจิตวิทยาของจ่าเอ็มนั้น เท่าที่มีการสอบถามพูดคุยมีการผ่อนคลายได้ระดับหนึ่งในเรื่องของความปลอดภัย โดยเฉพาะการนอน จ่าเอ็มบอกกับตำรวจว่าสามารถนอนหลับได้อย่างเต็มที่โดยไร้ความวิตกกังวลแต่อย่างใด เพราะเนื่องจากที่ผ่านมาต้องนอนแปลกที่มาโดยตลอด

แต่อย่างไรก็ตาม จ่าเอ็มยังมีอาการวิตกกังวลและไม่พร้อมที่จะเจอแม่และญาติ จึงเป็นเหตุทำให้จ่าเอ็มแจ้งความประสงค์ที่จะไม่ขอพบญาติแต่อย่างใด เพราะขนาดเจ้าตัวเห็นข่าวในโทรทัศน์ที่แม่ของตัวเองตามไปหาถึง จ.สระแก้ว บริเวณชายแดน ก็มีอาการเครียดเป็นอย่างมากและเมื่อคืนนี้ที่ครอบครัวไม่สามารถเข้าพบเจ้าตัวได้นั้น ยืนยันว่าเป็นเพราะความต้องการของผู้ต้องหาเอง ไม่ใช่เกิดจากถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกีดกัน ทางตำรวจจึงต้องให้โทรศัพท์พูดคุยโดยตรงกับผู้เป็นเเม่ โดยจ่าเอ็มอธิบายให้ฟังเพียงแค่ว่า ยังไม่พร้อมที่จะเจอ และสำนึกผิดในสิ่งที่ทำลงไป พร้อมจะรับโทษในเรือนจำ ก่อนที่จะตัดสาย เมื่อผู้เป็นแม่ได้รับฟังก็เชื่อและยอมเดินทางกลับไปแต่โดยดี ส่วนนายเอ็มหลังวางสายก็ยังมีอาการเครียดและขอบุหรี่สูบทันที

พล.ต.ต.อัฏธพรกล่าวอีกว่า สำหรับความคืบหน้าการสอบสวนในวันนี้นั้น ทางตำรวจจะประเมินอาการและดูท่าทีให้ผู้ต้องหาผ่อนคลายในช่วงเช้าก่อน แล้วในช่วงบ่ายจะประเมินดูอีกครั้งว่าพร้อมจะให้การกับพนักงานสอบสวนอีกครั้งหรือไม่ เพราะยอมรับว่าตอนนี้ยังให้การที่ไม่เป็นประโยชน์ในเรื่องของบุคคลที่อยู่เบื้องหลัง แต่ถึงอย่างไรก็ตาม คำรับสารภาพของจ่าเอ็มถือเป็นพยานหลักฐานชั้นดีที่สามารถใช้ประกอบสำนวนคดีได้ แม้ผู้ต้องหาจะไม่ประสงค์ทำแผนประกอบคำรับสารภาพก็ตาม

ซึ่งหลังจากนี้ ทางตำรวจเตรียมข้อมูลเพื่อสืบสวนหาบุคคลที่เป็นผู้มีพระคุณและอยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะข้อมูลจากโทรศัพท์ของจ่าเอ็ม เมื่อสามารถสืบสวนพิสูจน์ทราบได้แล้วว่าเป็นใคร ก็จะเรียกบุคคลนั้นมาสอบปากคำต่อไป

ทั้งนี้ ในวันที่ 13 ม.ค. ทางตำรวจ สน.ชนะสงคราม จะนำตัวจ่าเอ็ม ส่งฝากขังต่อศาลอาญาในช่วงเช้าก่อนเที่ยง โดยทางพนักงานสอบสวนได้คัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเกรงว่าจะหลบหนีและไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน อย่างไรก็ตาม จ่าเอ็มได้แจ้งความประสงค์กับทนายความว่าจะไม่ยื่นประกันตัวและพร้อมเข้าสู่เรือนจำ เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยติดคุกมาแล้วหลายครั้ง