ศาลฎีกาพิพากษาเเก้ให้ สถานพยาบาล ร่วมรับผิด ‘เซปิง’ โครงการเฟซออฟ หลังผู้เสียหายฟ้องผ่าตัดจนหน้าพัง

23.07.25 | 17:02 น.

ศาลฎีกาพิพากษาเเก้ให้ สถานพยาบาล ร่วมรับผิด ‘เซปิง’ โครงการเฟซออฟ หลังผู้เสียหายฟ้องผ่าตัดจนหน้าพัง

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1173/256 ที่นางสุภาวดี เหลืองทอง เป็นโจทก์ฟ้อง นางสาวเซปิง ไชยศาส์น ,นายบทมากร วัฒนะนนท์ ,บริษัทเอ็ม เอฟ เซอร์เจอรี่ เซ็นเตอร์ จำกัด ,แพทย์หญิงจันทร์จิรา แปงหน้อย เป็นจำเลยที่ 1-4 ฐาน ละเมิด สถานพยาบาลเอกชน กรณีหลอกลวง โฆษณาเกินจริง และความผิดตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค

อ่านข่าวศาลฎีกาพิพากษาแก้ ให้ ‘เซปิง’ กับพวก ชดใช้ ‘คำปัน’ ผู้เสียหายโครงการเฟซออฟ เป็น 2.7 แสนบาท.

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของโครงการ เฟซออฟ บาย ดอกเตอร์เซปิง จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า X FACE OFF เพื่อบริการรักษาพยาบาล จำเลยที่ 2 เป็นผู้อำนวยการฝ่ายประสานงานจองคิวผ่าตัดของโครงการและทำหน้าที่ดูแลเว็บไซต์และโฆษณาสื่อออนไลน์ช่องทางต่าง ๆของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการโรงพยาบาลเอกชนเพื่อศัลยกรรมตกแต่งความงามชื่อโรงพยาบาลเฉพาะทางศัลยกรรมตกแต่งกมล โดยเป็น นายจ้างและหรือผู้ว่าจ้างของจำเลยที่ 1,2 และ4 หรือเป็นตัวแทนของ จำเลยที่ ที่ 1,2 และ4 จำเลยที่ 4 เป็นศัลยแพทย์ตกแต่งผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ผ่าตัดโจทก์

ประมาณ 4 ปีที่แล้ว โจทก์ฉีดสารแปลกปลอมเข้าใบหน้าหรือสารไบโอ (ซิลิโคนเหลว) ทำให้ใบหน้า ของโจทก์ผิดรูป โจทก์ต้องการนำสารไบโอ (ซิลิโคนเหลว) ออกจากใบหน้าแต่ไม่มีโรงพยาบาลใดรักษา ช่วงต้นปี 2561 โจทก์ดูวิดีโอโครงการเฟซออฟของจำเลยที่ 1 แล้วจึงส่งข้อความไปยังเฟซบุ๊กของโครงการเฟซออฟ โดยดอกเตอร์เซปิง เพื่อสอบถามเรื่องการนำสารไบโอ(ซิลิโคนเหลว) ออกจากหน้าของโจทก์

Advertisement

เลขาของจำเลยที่ 1 แจ้งว่าสามารถนำสารไบโอ(ซิลิโคนเหลว) ออกได้ ต่อมาโจทก์ปรึกษาจำเลยที่1 เกี่ยวกับการนำสารไบโอ (ซิลิโคนเหลว)ออก จำเลยที่แจ้งว่าสามารถนำออกได้แน่นอนพร้อมเสนอให้ทำศัลยกรรมดึงหน้า

โจทก์สนใจ จึงเข้าโครงการของจำเลยที่ 1 ซึ่งจัดโปรโมชั่นจากราคา 999,000บาท ลดเหลือ 250,000 บาท แต่ต้องโอนเงินค่าจองคิวเป็นเงิน 50,000 บาท โจทก์จึงโอนเงินไป วันที่ 15 มี.ค.2561 โจทก์เดินทางไปที่โครงการเฟซออฟ และชำระเงินส่วนที่เหลือ 200,000 บาท รวมทั้งค่าตรวจสุขภาพอีก 15,000 บาท พร้อมให้ข้อมูลคนไข้ ระบุชื่อและนามสกุลรายการผ่าตัด 3 รายการ คือ ค่าดึงหน้า 3 ส่วน ค่าดึงคอ และค่าดูดซิลิโคนเหลว

หลังจากนั้นโครงการเฟซออฟพาโจทก์ไปยังโรงพยาบาลเฉพาะทางศัลยกรรมตกแต่งกมล ของจำเลยที่ 3 เพื่อตรวจร่างกาย ระหว่างที่รออยู่ที่ห้องพักจำเลยที่ 1 มาพบและพูดคุย โจทก์แจ้งว่าต้องการเอาสารไบโอ (ซิลิโคนเหลว) ออกเท่านั้น แต่จำเลยที่ 1 แจ้งว่าหากไม่ดึงหน้าโรงพยาบาลก็ไม่คืนเงิน โจทก์จึงจำยอมทำศัลยกรรมเพิ่มอีก 3 รายการ คือ ค่าดึงคอ 120,000บาท ค่าเอาซิลโคนเหลวออก 80,000 บาท และค่าฉีดไขมันเพิ่ม 120,000 บาท รวมเป็นเงิน 320,000 บาท โจทก์แจ้งว่าไม่มีเงิน จำเลยที่ 1 เสนอว่าจะออกเงินให้ก่อนแล้วให้ผ่อนชำระคืน

วันที่ 21 มี.ค.โจทก์เดินทางไปที่โรงพยาบาลเฉพาะทางศัลยกรรมตกแต่งกมล เพื่อผ่าตัด พบจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 4 ไม่ได้อธิบายถึงผลข้างเคียงต่าง ๆ หลังการผ่าตัดให้โจทก์ทราบ หลังจากผ่าตัดประมาณ1 สัปดาห์ โจทก์มีอาการบวมซ้ำเขียวที่แผลผ่าตัด เกินกว่าหนึ่งเดือนไม่ตรงตามที่โครงการเฟซออฟของโฆษณาว่า ไม่เขียว ไม่ช้ำ ไร้รอยแผลเป็น

ต่อมาประมาณ 3 เดือน โจทก์เห็นว่าใบหน้าไม่ดีขึ้น โดยยังเป็นคลื่นเหมือนก่อนผ่าตัดไบโอที่หน้าแข็งเหมือนเดิมมีริ้วรอยเหี่ยวย่น เจ็บที่ใบหน้าบางครั้งหน้ามืดบ่อยครั้ง ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเพชรรัตน์ และโรงพยาบาลทรวงอก จากการผ่าตัดของจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นแพทย์ของจำเลยที่ 3 และการผ่าตัดเป็นเหตุให้ใบหน้าผิดรูป ทำให้โจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการเติมไขมันที่ใบหน้าของโจทก์

การกระทำของจำเลยทั้ง 4 ทำให้โจทก์หลงเชื่อเสียเสรีภาพ สุขภาพอนามัย มีแผลเป็นน่าเกลียดใบหน้าผิดรูป มีแผลเป็นที่ลำคอต้องอับอายหลังผ่าตัด และหลอกลวงประชาชนว่าไร้รอยแผลเป็นไม่เจ็บไม่บวม เป็นการบรรยายสรรพคุณเกินจริง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นค่าผ่าตัดศัลยกรรมเป็นเงิน 265,000 บาท ค่ารักษาเติมไขมันใบหน้าเป็นเงิน 27,000 บาท ค่าเดินทางไปรักษาอาการข้างเคียงเป็นเงิน 10,000 บาท ค่ารักษาในอนาคตเป็นเงิน 1,000,000 บาท ค่าขาดประโยชน์จากการทำมาหาได้ระหว่างผ่าตัดเป็นเงิน 900,000 บาท ค่าทนทุกข์ทรมานทางจิตใจที่ใบหน้าบิดเบี้ยวผิดรูปและมีแผลเป็นถาวรเป็นเงิน 1,000,000 บาท ค่าทนทุกข์ทรมานทางร่างกายที่มีอาการปวดหลังผ่าตัดเป็นเงิน 1,000,000 บาท และค่าเสียเสรีภาพที่ถูกบังคับให้ผ่าตัดเป็นเงิน 1,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 5,202,000บาท ขอให้จำเลยทั้ง4 ร่วมกันชดใช้ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง กับให้จำเลยทั้งสี่ชำระค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นในอัตราสูงสุดจากจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาล กำหนดให้เพื่อป้องปรามมิให้เกิดกรณีเช่นนี้อีกจำเลยปฏิเสธสู้คดี

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ต่อมา โจทก์ยื่นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายที่มีการปรับเปลี่ยน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ด้วย เนื่องจากพยานหลักฐานเห็นว่าจำเลยที่ 3 มีส่วนร่วมในการโฆษณาประชาสัมพันธ์โครงการเฟซออฟของจำเลยที่ 1 และมีผลประโยชน์ร่วมกันในโครงการในลักษณะหุ้นส่วนจึงต้องร่วมรับผิด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ด้าน นายสาธร ช่วยโสภา ทนายโจทก์ กล่าวเคสนี้ตนเห็นใจโจทก์เป็นอย่างยิ่ง เพราะโจทก์ถูกทางโครงการฯ เรียกเก็บเงินเป็นจำนวนมาก หลังผ่าตัดก็มีแผลเป็น และยังต้องมีคดีความถูกโครงการฟ้องเรียกให้ชำระหนี้จากการผ่าตัดศัลยกรรมอยู่ที่ศาลจังหวัดเพชรบุรี ทั้งที่โครงการไม่ใช่คนผ่าตัด และไม่ใช่สถานพยาบาล แต่มีเงินได้ที่ชัดเจน จึงขอเตือนเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้สนใจการทำศัลยกรรมแนะนำให้ติดต่อโรงพยาบาลหรือปรึกษาหมอเฉพาะทางโดยตรงจะดีที่สุด