ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษา คดีนปช.ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ชี้จำเลยหลายคนไม่มา ‘ณัฐวุฒิ’ รูปซิปปาก

20.08.25 | 10:44 น.

ศาลนัดชี้ชะตา คดี นปช.ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ‘หมอเหวง’ เผยไม่กังวล ผลจะเป็นอย่างไรอยู่ที่ดุลพินิจของศาล ขณะที่ ‘จตุพร’ ยันถึงจะอยู่คนละขั้วกับแกนนำเดิมก็ไม่เป็นไร วันนี้ทุกคนเป็นจำเลยเหมือนกัน หากคำพิพากษาไม่เป็นคุณ กลุ่มหลอมรวมประชาชนพร้อมเดินหน้าต่อ

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่ห้องพิจารณา 909 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดี หมายเลขดำ อ.968/2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ฟ้องนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (ปธ.นปช.) พร้อมแกนนำ นปช.คนอื่นๆ รวม 10 คน เป็นจำเลย 1-10 ในความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป สร้างความกระด้างกระเดื่องก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง, ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ศ.2548

กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 31 ม.ค.-9 เม.ย.52 พวกจำเลยร่วมกันชุมนุมขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปิดทางเข้าออกทำเนียบรัฐบาล เพื่อขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ รวมถึงมีผู้ชุมนุมบางส่วนบุกไปยังบ้านพัก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี (ขณะนั้น) เพื่อกดดันให้ พล.อ.เปรม พร้อมด้วย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และนายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ลาออกจากองคมนตรี รวมทั้งการปิดล้อมสถานที่ราชการสำคัญๆหลายแห่งใน กทม.

สำหรับจำเลยทั้ง 10 คน ประกอบด้วย

1.นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์

Advertisement

2.นายจตุพร พรหมพันธุ์

3.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

4.นพ.เหวง โตจิราการ

5.นายสิระ หรือสรวิชญ์ พิมพ์กลาง แกนนำคนเสื้อแดง จ.สกลนคร

6.นายนายณรงศักดิ์ มณี

7.นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท

8.นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์

9.นายพายัพ ปั้นเกตุ

10.นายพงศ์พิเชษฐ์ หรือพิเชษฐ์ สุขจินดาทอง

จำเลยให้การปฏิเสธ และได้รับการประกันตัวคนละ 2 แสนบาท

ต่อมาเวลา 09.00 น. นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ สวมเสื้อซาฟารีสีเทา สีหน้าเรียบเฉย มีผู้ติดตามคอยเดินประคองและมาให้กำลังใจจำนวนหนึ่ง รวมทั้งนายพายัพ ปั้นเกตุ นายณรงศักดิ์ มณี และนายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท

ขณะที่ นพ.เหวงเดินทางมาถึงที่ศาลอาญาพร้อมกับนางธิดา ถาวรเศรษฐ อดีตแกนนำ นปช. ภรรยา โดยพูดกับสื่อมวลชนสั้นๆ ว่า วันนี้ไม่มีความกังวลอะไรกับการพิพากษาของศาลในวันนี้ ส่วนคำพิพากษาจะเป็นโทษหรือเป็นคุณกับตนหรือไม่นั้น อยู่ที่ดุลพินิจของศาล ซึ่งตนเคารพคำพิพากษาของศาลอยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม เชื่อในพยานหลักฐานว่าตนไม่ได้ทำอะไรผิด

เวลา 09.30 น. นายจตุพรให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้เป็นหน้าที่ของตนที่ต้องเข้ามาฟังคำพิพากษาของศาลที่ได้นัดฟังคำพิพากษาคดีเมื่อ 16 ปีก่อนหน้านี้ โดยตนเคารพคำตัดสินของศาล ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร

เมื่อถามว่า วันนี้ได้กลับมาเจอแนวร่วมเดิมที่เคยทำกิจกรรมการทางการเมืองร่วมกันมาก่อน แต่วันนี้ต้องอยู่คนละขั้วกันรู้สึกอย่างไรบ้าง นายจตุพรกล่าวว่า ยังไม่รู้สึกอะไร เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นในช่วง 16 ปีที่ผ่านมาถือเป็นประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนอะไรไม่ได้ ส่วนแนวทางทางการเมืองที่เปลี่ยนไปของแกนนำแต่ละคนจะสามารถพูดคุยกันได้หรือไม่นั้น ในวันนี้ตนถือว่าทุกคนเป็นจำเลยร่วมกัน จะต้องนั่งร่วมในซีกของจำเลยอยู่แล้ว แต่ก็ไม่มีอะไรที่ต้องพูดกับแกนนำรายอื่นเป็นพิเศษ และยืนยันว่าไม่มีเรื่องที่จะต้องทะเลาะกันเป็นการส่วนตัว

เมื่อถามว่า ในวันที่ 22 ส.ค.นี้จะเป็นการพิพากษาคดี 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ของนายทักษิณ ชินวัตร มองทิศทางหลังจากนั้นเป็นอย่างไรบ้าง นายจตุพรกล่าวว่า ในส่วนนั้นเป็นกระบวนการของศาลชั้นต้นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเรื่อง 112 หรือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ส่วนที่มีคนใกล้ชิดของนายทักษิณ มั่นใจว่าคดีนี้จะถูกยกฟ้องนั้น มองว่าความมั่นใจกับข้อเท็จจริงเป็นคนละเรื่องกัน โดยเฉพาะตนที่ผ่านคดีความมามากมายนั้นต่อให้มั่นใจอย่างไรแต่ผลลัพธ์สุดท้ายคือความจริงที่ปรากฏออกมา จึงเป็นธรรมดาของคนที่เป็นจำเลยย่อมมีความเชื่อมั่นในตัวเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล

เมื่อถามว่า หากวันนี้คำพิพากษาไม่เป็นคุณกับตนเองจะส่งผลกระทบกับการชุมนุมของกลุ่มหลอมรวมประชาชนที่เป็นแกนนำอยู่หรือไม่ นายจตุพรกล่าวว่า มองว่าไม่ส่งผล เพราะกลุ่มมีคนประชาชนผู้ร่วมอุดมการณ์อีกเป็นจำนวนมาก ตนเป็นแค่จิ๊กซอว์ตัวหนึ่งที่เป็นส่วนประกอบของกลุ่มนั้น

เมื่อถามว่า หลังจากวันที่ 29 ส.ค. จะมีสัญญาณการเปลี่ยนรัฐบาลหรือไม่ นายจตุพรกล่าวว่า มองว่ารัฐบาลนี้หมดความชอบธรรมไปแล้ว ไม่สามารถแก้ปัญหาทั้งในและนอกได้ รวมถึงความนิยมก็ตกต่ำลงไปเรื่อยๆ กว่าครึ่ง จึงมองว่ารัฐบาลนี้ควรเสียสละเพื่อระบอบประชาธิปไตย ถ้ายิ่งยื้อต่อไปเรื่อยๆ และกอดความเสียหายของประเทศเอาไว้ ท้ายที่สุดตนไม่อยากจะให้ตอนจบเป็นแบบเดิมเหมือนก่อนหน้านี้

ต่อมาเวลา 09.50 น. นายณัฐวุฒิเดินทางมาศาล โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดๆ กับสื่อมวลชน ก่อนรีบขึ้นไปฟังการพิจารณา

กระทั่งเวลา 10.20 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลได้เลื่อนอ่านคำพิพากษาไปวันที่ 7 ตุลาคม เวลา 09.00 น. เนื่องจากมีจำเลยบางคนไม่มาฟังคำพิพากษา