ณัฐวุฒิ ปัดเป็นศัตรู ‘จตุพร’ แม้อุดมการณ์ทางการเมืองต่างกัน ให้กำลังใจ ‘ทักษิณ-อิ๊งค์’ สู้คดี

20.08.25 | 12:49 น.

ณัฐวุฒิ เผยภายหลังจากศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดี นปช.ชุมนุมไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ มีจำเลยบางคนมาฟังไม่ได้ ยันไม่ติดใจความสัมพันธ์กับจตุพร ยังเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนภายหลังศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.968/2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ฟ้องนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (ปธ.นปช.) พร้อมแกนนำ นปช.คนอื่นๆ รวม 10 คน ในความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป สร้างความกระด้างกระเดื่องก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง, ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 31 ม.ค.-9 เม.ย.52 พวกจำเลยร่วมกันชุมนุมขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปิดทางเข้าออกทำเนียบรัฐบาล เพื่อขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ทั้งนี้ ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาไปเป็นวันที่ 7 ตุลาคม เวลา 09.00 น. เนื่องจากมีจำเลยบางคนไม่มาฟังการพิจารณา

สำหรับจำเลยทั้ง 10 คน ประกอบด้วย 1.นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ 2.นายจตุพร พรหมพันธุ์ 3.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ 4.นพ.เหวง โตจิราการ 5.นายสิระ หรือสรวิชญ์ พิมพ์กลาง แกนนำคนเสื้อแดง จ.สกลนคร 6.นายนายณรงศักดิ์ มณี 7.นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท 8.นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ 9.นายพายัพ ปั้นเกตุ และ 10.นายพงศ์พิเชษฐ์ หรือพิเชษฐ์ สุขจินดาทอง

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า วันนี้ศาลนัดมาฟังคำพิพากษาในคดีชุมนุมช่วงเดือน เม.ย.2552 และการชุมนุมที่พัทยา โดยจำเลยทั้งหมด 12 คน จากทั้งสิ้น 13 คน เสียชีวิตไป 1 คน มาเข้าฟังการพิจารณา 9 ราย ส่วนอีก 2 รายคือนายพงษ์พิเชษฐ์ ทนายความแจ้งว่าไม่สามารถติดต่อได้สักพักแล้ว และนายอดิศร เพียงเกษ ติดประชุมสภาผู้แทนราษฎร จึงไม่สามารถเข้ามาฟังการพิพากษาได้ จึงเลื่อนวันอ่านคำพิพากษาเป็นวันที่ 7 ต.ค. เวลา 09.00 น. และให้ออกหมายจับนายพงศ์พิเชษฐ์ และปรับนายประกัน ทั้งนี้ เนื่องจากคดีนี้ใช้นายประกันคนเดียวกัน จึงประสานนายประกันและทนายความแถลงต่อศาลขอให้พิจารณาปรับนายประกันโดยหักยอดเฉพาะจำเลยที่ 10

Advertisement

เมื่อถามว่า คดีนี้เป็นคดีเดียวกันกับการก่อการร้ายของกลุ่ม นปช.หรือไม่ นายณัฐวุฒิกล่าวว่า เป็นคนละคดีกันคดีนั้นเกิดขึ้นที่สะพานผ่านฟ้าในเดือน เม.ย.2553 และได้สู้คดีจนคดียุติไปแล้ว

เมื่อถามว่า บรรยากาศในห้องพิจารณาคดีวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง ได้คุยกับนายจตุพรหรือไม่ นายณัฐวุฒิกล่าวว่า มีการทักทายกันตามปกติ เพราะปฏิเสธความจริงไม่ได้ว่าตน นายจตุพรและแกนนำคนอื่นได้ร่วมต่อสู้ทางการเมืองมาด้วยกัน แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนไปก็อาจจะมีความเห็นและทิศทางทางการเมืองแตกต่างกันบ้าง เชื่อว่าแกนนำรายอื่นก็คิดแบบตนว่าจะเอาอุดมการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันไปทำลายความเป็นมิตรที่เคยต่อสู้ร่วมกันมาไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้คุยเรื่องทางการเมืองกับใครเท่าไหร่ นอกจากถามเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพของนายวีระกานต์เท่านั้น

เมื่อถามว่า ปัจจุบันยังมีการหารือทางการเมืองกับนายจตุพรหรือไม่ นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ไม่มีการหารือเป็นส่วนตัวหรือนัดหมายพบกันเป็นส่วนตัวอย่างแน่นอน แต่อย่างที่ได้บอกไปว่าตนและนายจตุพรร่วมเป็นร่วมตายกันมาตั้งแต่การชุมนุมในครั้งนั้น และในทางส่วนตัวไม่มีความรู้สึกเป็นศัตรูกับนายจตุพร แต่ในทางการเมืองก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ยืนอยู่คนละขั้วกัน

เมื่อถามว่า ในวันที่ 22 ส.ค.จะเป็นการพิพากษาคดี 112 ของนายทักษิณ ชินวัตร จะเข้ามาให้กำลังใจหรือไม่ นายณัฐวุฒิกล่าวว่า คงไม่ได้มาในวันนั้น แต่ก็ขอให้กำลังใจนายทักษิณ ส่วนตัวมีความเห็นอยู่ 2 ประการ โดยประการแรก คิดว่าการแจ้งข้อหา ม.112 ต่อนายทักษิณ ถ้าดูจากสถานการณ์ในเวลานั้นเห็นว่าเป็นกระบวนการทางการเมืองที่มุ่งใช้กฎหมายมาตรานี้เล่นงานฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง และประการที่ 2 มองว่าไม่ใช่เฉพาะคดีนายทักษิณเท่านั้น แต่ใครก็ตามไม่ควรใช้กฎหมายมาตรา 112 เป็นเครื่องมือทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายตนหรือฝ่ายตรงข้าม เพราะวิถีทางความขัดแย้งทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยย่อมเกิดขึ้นได้ แต่การนำกฎหมายที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้ในความขัดแย้งทางการเมืองไม่ควรเกิดขึ้น

นายณัฐวุฒิกล่าวอีกว่า ในส่วนของประเด็นของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ขอให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี ที่จะเดินทางไปชี้แจงด้วยตนเอง และมีความเชื่อมั่นถึงเจตนาและวิธีการที่เกิดขึ้นในคลิปเสียงดังกล่าวที่ตั้งใจจะรักษาสันติภาพไม่ให้บายปลาย แต่ทุกอย่างล้มลงเพราะมีการแอบอัดเสียงและปล่อยออกมาเพื่อทำลายเสถียรภาพทางการเมืองของไทย มองว่าคนที่จะขาดจริยธรรมอย่างร้ายแรงน่าจะเป็นผู้ปล่อยคลิปเสียง หาก น.ส.แพทองธารพ้นจากตำแหน่งด้วยเรื่องนี้ ฝ่ายที่จงใจปล่อยคลิปเสียงจะมองว่าเป็นความสำเร็จทางการเมืองหรือไม่ และถ้าศาลจะมีคำสั่งออกมาอย่างไรก็ต้องยอมรับดุลพินิจของศาล