ยกฟ้อง 6 ราย คดีชุมนุม #16ตุลาไปแยกปทุมวัน ปี’63 รวม ‘ณัฐนนท์’ ผู้มอบโบขาวให้ตร. ลั่นศัตรูสุดท้ายคือความโง่เขลา บาดแผลลึกเกินเยียวยา ปิดฉากคดีโบขาว
เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เปิดเผยว่า วันนี้ศาลแขวงปทุมวันพิพากษา ยกฟ้องคดีชุมนุม #16ตุลาไปแยกปทุมวัน บริเวณสี่แยกปทุมวัน เมื่อปี 2563 ในคดีของ “ฟอร์ด” อนุรักษ์ เจนตวนิชย์ และพวกรวม 6 คน หลังถูกสั่งฟ้องในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้ณะที่มีการชุมนุมจะเกิดการปะทะหรือการผลักดันกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับผู้ชุมนุม แต่พยานที่โจทก์นำเข้าสืบเบิกความว่าไม่มีการใช้ความรุนแรงและไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว อีกทั้งยังไม่ปรากฏว่าจำเลยพกพาอาวุธใดๆ จึงเป็นการชุมนุมโดยสงบตามรัฐธรรมนูญ พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 6 คน

สำหรับคดีดังกล่าว ศูนย์ทนายความฯ ได้บันทึกไว้ว่า การชุมนุม #16ตุลาไปแยกปทุมวัน เกิดขึ้นหลังการสลายการชุมนุมและจับกุมแกนนำกลุ่มราษฎร ซึ่งชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลในช่วงเช้าตรู่วันที่ 15 ต.ค.2563 พร้อมกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เดิมการชุมนุมดังกล่าวได้นัดหมายกันที่แยกราชประสงค์ แต่ภายหลังได้เปลี่ยนมาเป็นบริเวณแยกปทุมวัน ผู้ชุมนุมซึ่งส่วนใหญ่เป็นเยาวชนและนักเรียนเดินทางมาร่วมชุมนุมกันจนเต็มพื้นที่สี่แยก
ต่อมา ตำรวจควบคุมฝูงชนได้เข้าปิดล้อมผู้ชุมนุม โดยมีการใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงฉีดน้ำที่ผสมจากสารเคมีสีฟ้าและน้ำผสมแก๊ซน้ำตา เพื่อสลายการชุมนุม โดยนับเป็นการปฏิบัติการสลายการชุมนุมด้วยยุทธวิธีลักษณะนี้ เป็นครั้งแรกในช่วงการชุมนุมปี 2563
ในวันดังกล่าว มีผู้ถูกจับกุมจากการชุมนุมทั้งหมด 9 คน พร้อมพาตัวไปยัง บก.ตชด. ภาค 1 โดยหนึ่งในนั้นเป็นผู้สื่อข่าวประชาไท แต่ต่อมาตำรวจได้เปรียบเทียบปรับผู้สื่อข่าวข้อหาขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน ก่อนปล่อยตัวไป
- เปิดภาพแยกราชประสงค์ เป็นดั่งเมืองร้าง หลังรัฐสั่งปิดห้ามเข้า-ออก สุดท้ายม็อบไปปทุมวัน
- เปิดภาพชุดวินาทีตำรวจปะทะม็อบ-ฉีดน้ำสลายการชุมนุม (ชมคลิป)
- จนท.ตำรวจฉีดน้ำสี-ผสมสารเคมี ใส่ ‘มวลชนคณะราษฎร’ ส่งต่อร่มให้ผู้ชุมนุมแถวหน้า
- เปิดภาพนาที ตชด.ตั้งแผง ลุยสลายม็อบแยกปทุมวัน ปะทะเดือด ฉีดน้ำผสมแก๊สน้ำตาใส่ผู้ชุมนุม
- ล้มทั้งยืน! เผยคลิปชายชุดทำงาน โดน ตร.ฉีดน้ำโดนหัวล้มคะมำ
- หนุ่มแว่น เดินเข้าหาแนวตร. ยื่นโบว์ขาวให้ แต่จนท.ไม่รับ ก่อนโดนจับขึ้นรถคุก
- คุยกับ ‘เติ้ล-ณัฐนนท์’ หนุ่มผู้ถูกจับ หลังยื่นโบขาวให้ตร. วันสลายม็อบแยกปทุมวัน
ขณะที่อีก 8 คน ถูกแจ้งข้อหาฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง โดยดำเนินการแยกเป็น 2 คดี ได้แก่ คดีที่มีผู้ต้องหา 6 คน และ 2 คน ต่อมาทั้งหมดได้รับการประกันตัวระหว่างสอบสวน
หลังตำรวจส่งสำนวนให้กับอัยการแขวงปทุมวันตั้งแต่ช่วงปลายปี 2563 และคดีค้างคาอยู่มากว่า 4 ปี อัยการเพิ่งแจ้งนัดหมายการฟ้องคดีส่วนของผู้ต้องหา 6 คนในช่วงเดือนที่ผ่านมา
ในการฟ้องคดี (26 มี.ค.68) มีผู้ต้องหา 1 ราย ยังไม่ได้เดินทางมาในวันนี้ ทำให้เหลือผู้ถูกฟ้องคดี 5 คน ได้แก่ อนุรักษ์ เจนตวนิชย์ หรือฟอร์ด นักกิจกรรมกลุ่มเส้นทางสีแดง, ณัฐนนท์ ดวงสูงเนิน บรรณาธิการบริหาร Spaceth.co, เอเลียร์ ฟอฟิ ผู้ช่วยผู้กำกับภาพยนตร์, อรรคพล วันทะไชย และอินทราช แสงอินทร์
สำหรับณัฐนนท์ หรือเติ้ล ถูกจับกุมขณะพยายามนำ #โบขาว ไปมอบให้ตำรวจที่เข้าสลายการชุมนุม ส่วนฟอร์ด เส้นทางสีแดง ได้เข้าไปพยายามดันด้วยมือเปล่ากับเจ้าหน้าที่ชุดควบคุมฝูงชนที่ถือโล่ยืนแถวตรึงกำลังอยู่ (คลิก เพื่ออ่านบันทึกคดีฉบับเต็ม โดยศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน)

ขณะที่ เติ้ล ณัฐนนท์ ระบุถึงคำพิพากษายกฟ้อง ผ่านทางเฟซบุ๊กสส่วนตัวว่า ยกฟ้อง” ผมกำลังนั่งรถกลับจากศาลแขวงปทุมวัน เป็นการปิดฉาก “คดีโบขาว”
เกือบห้าปีเต็ม 4 ปี 10 เดือน 6 วัน คือเวลาหลังจากที่ผมถูกควบคุมตัวจากการวางโบขาวท่ามกลางการสลายการชุมนุมในคืนวันที่ 16 ตุลาคม 2020 ข้อหาที่โดนคือฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และยุยงปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบ
หลังการสืบพยานยาวนานกว่า 4 เดือน วันนี้ศาลแขวงปทุมวันมีคำพิพากษา “ยกฟ้อง” โดยให้เหตุผลว่า การกระทำของผมและจำเลยท่านอื่นไม่เข้าข่ายก่อความไม่สงบ และฝ่ายโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเรามีอาวุธหรือทำให้เกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19
คดีที่กินเวลายาวนานเกือบครึ่งทศวรรษจบลง เหลือไว้เพียงภาพจากคืนนั้นที่หลายคนยังคงจำได้ ผมต้องขอขอบคุณทุกคนที่ในวันนั้นคอยเฝ้ามองผมในวันที่ผมถูกควบคุมตัว กำลังใจต่างๆ มันสำคัญและล้ำค่ามาก ขอบคุณเพื่อน น้องๆ พี่ๆ ที่ติดตามเรื่องราว และที่สำคัญ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนที่ดูแลคดีนี้มาโดยตลอด

แต่สิ่งสำคัญกว่าคือ บาดแผลจากวันนั้นไม่เคยหายไปไหนเลย ตลอดห้าปีที่ผ่านมา ภูมิทัศน์การเมืองไทยเปลี่ยนไปมาก ทั้งผู้คน สถานการณ์ และมุมมอง ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่ “ความโง่เขลา” ความโง่เขลาที่บีบให้เราทำอะไรโง่ๆ ต่อกัน ปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์โดยไร้เมตตา
บาดแผลจากความโง่เขลานี้ลึกเกินเยียวยา เราไม่อาจชุบชีวิตคนที่ล้มตายไปแล้ว ไม่อาจพาผู้ลี้ภัยกลับบ้านได้ และทุกวันนี้ คนอย่างพี่อานนท์ก็ยังคงถูกจองจำ แม้คดีของผมจะสิ้นสุด แต่คดีของสังคมไทยยังไม่จบ
หน้าที่ของเราคือการต่อสู้กับความโง่เขลา เพื่อไม่ให้ใครต้องเจ็บปวดซ้ำอีก
คดีของผมจบลงด้วยคำว่า “ยกฟ้อง” แต่หน้าที่ของเรายังดำเนินต่อไป เราจะไม่หยุดส่งต่อแสงเทียนแห่งปัญญา จนกว่าสังคมนี้จะได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันด้วยความถ้อยทีถ้อยอาศัยมากกว่านี้
ศัตรูสุดท้ายของเราคือความโง่เขลา





