DSI สรุปสำนวน 7 ตร.รุมตื้บหนุ่มผิดคน คิดว่าขับมาสด้าแดงแหกด่าน เสร็จแล้ว ส่งอัยการปราบทุจริต 1 ก.ย.

25.08.25 | 17:36 น.

รองอธ.อัยการสอบสวน เผยดีเอสไอสรุปสำนวน 7 ตร.กระทืบหนุ่มมาสด้าแดงเรียบร้อย เตรียมส่งอัยการปราบทุจริตฯ 1 ก.ย.นี้ ยกเป็นอุทาหรณ์เดินตามรอยกฎหมาย ไม่มีใครทำอะไรได้


เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองอธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานกำกับการสอบสวน คดีอดีต 7 ตำรวจจราจร สังกัดกองกำกับ 1 บก.จร. ก่อเหตุร่วมกันทำร้าย นายธนานพ หรือ หนุ่ม มาสด้าแดง ได้รับบาดเจ็บสาหัส บริเวณใกล้ด่านตรวจซอยประเสริฐมนูกิจ 21 แขวงเสนานิคม กรุงเทพฯ เมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2567 เหตุเพราะเข้าใจผิดคิดว่านายธนานพเป็นคนขับรถมาสด้าสีแดงแหกด่านตรวจ แต่ภายหลังพบว่าเป็นการจับกุมและรุมกระทืบผิดตัว กล่าวถึงความคืบหน้าในคดีว่า คดีนี้อัยการสูงสุดชี้ขาดให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ เป็นผู้ดำเนินการสอบสวนตามมาตรา 31 ของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 หรือที่เราเรียกสั้นๆ ว่า พ.ร.บ.อุ้มหาย

นายวัชรินทร์กล่าวว่า กฎหมายดังกล่าวกำหนดไว้ชัดเจนว่า ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ดีเอสไอ หรือฝ่ายปกครอง เป็นผู้สอบสวนก็จะต้องมีอัยการที่ได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดเข้าไปกำกับตรวจสอบสำนวนการสอบสวน คดีนี้อัยการสูงสุดได้ตั้งตนเป็นหัวหน้าคณะทำงานกำกับการสอบสวน พร้อมคณะอัยการรวม 5 คน และตั้งนายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผอ.กองกิจการอำนวยความยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ และคณะพนักงานสอบสวนดีเอสไอทำการสอบสวน และดีเอสไอมีการประชุมกันวางแนวทางการสอบสวนแล้ว ได้มีการสอบปากคำผู้เสียหายและพยานรวมทั้งแพทย์จำนวนหลายปาก และมีมติแจ้งข้อหาผู้ต้องหาทั้งหมด และนำสำนวนการสอบสวนมาให้ดูแล้ว

วัชรินทร์ ภาณุรัตน์

นายวัชรินทร์กล่าวต่อว่า เมื่อตรวจดูก็พบว่าสำนวนการสอบสวนเรียบร้อยดี ซึ่งดีเอสไอมีความเห็นสมควรฟ้องตามข้อหาที่แจ้งทั้งหมด โดยจะนัดนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดพร้อมสำนวนไปส่งให้อัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตฯ ในวันที่ 1 ก.ย.ช่วงเช้า

Advertisement

นายวัชรินทร์ระบุว่า ขั้นตอนหลังจากนี้คือ เมื่ออัยการสำนักงานปราบทุจริตฯรับสำนวนแล้วก็จะพิจารณาสำนวน หากเห็นด้วยกับดีเอสไอ ไม่มีประเด็นไหนที่จะต้องสอบสวนเพิ่มเติม ก็จะมีคำสั่งและนำตัวผู้ต้องหามาฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้ แต่หากยังเห็นว่ามีประเด็นต้องสอบสวนเพิ่มเติมก็อาจจะสั่งสอบสวนเพิ่มเติมอีกได้

นายวัชรินทร์กล่าวต่อว่า เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ กฎหมายฉบับนี้ออกมาเมื่อ 2 ปีที่เล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดของเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจสืบสวนจับกุมและควบคุมตัวคือ เมื่อจับแจ้งข้อหาและสิทธิต่างๆ แล้วต้องส่งตัวให้พนักงานสอบสวนทันที กฎหมายฉบับนี้เจตนารมณ์คือให้จับแล้วส่งตัวทันที ไม่ได้ให้ไปเข้าเซฟเฮาส์ หรือไปขยายผล
เมื่อจับกุมแล้วก็ไม่มีสิทธิที่จะไปทำร้ายร่างกายผู้ที่ถูกจับกุมแต่อย่างใด เพราะจะต้องมีการถ่ายรูปและถ่ายวิดีโอไว้ส่งให้อัยการตรวจสอบการจับกุมว่าไม่ใช่ซ้อมทรมานหรือขู่เข็ญบังคับ แต่ส่วนใหญ่ที่เกิดปัญหา ก็เป็นเรื่องจับกุมแล้วไปรีดเงินเขา ไม่ส่งพนักงานสอบสวน พาไปบังคับให้รับสารภาพ พอมีเรื่องก็ถูกดำเนินคดี กฎหมายฉบับนี้ถ้าตำรวจกระทำโดยชอบจะไม่น่ากลัว แถมจะเป็นเกราะป้องกันหากถูกผู้ต้องหาฟ้องร้องดำเนินคดี ฝากผู้ปฏิบัติหน้าที่ว่าเดินตามรอยกฎหมาย ไม่มีใครทำอะไรเราได้

“กฎหมายกำหนดให้มีการถ่ายภาพ ถ่ายวิดีโอ แล้วมีหน่วยงานที่เป็นกลางก็คืออัยการมาตรวจสอบการจับกุม วิดีโอและภาพถ่ายพวกนี้คือหลักฐานว่าเราจับโดยชอบ หากมีผู้ต้องหาร้องเรียนก็จะรอดพ้นจากการถูกดําเนินคดี แต่ถ้าไม่ทำตามกฎหมาย ผลก็จะตามมาอย่างที่เห็นๆ กัน หลายคดีมีผู้ต้องหาเป็นถึงระดับนายพลก็ถูกดําเนินคดี ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ เพราะมีโอกาสในการทําให้ถูกต้องตามกฎหมายได้ แต่เผอิญอาจจะไม่ได้ทํา เพราะคิดว่าไม่มีปัญหา แต่สุดท้ายพอมีปัญหาตามมา ต้องมาโดนฟ้อง นั่งแก้คดี ไม่รู้ชะตากรรมในชีวิตจะเป็นอย่างไร” นายวัชรินทร์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับรายชื่อผู้ต้องหาทั้ง 7 อดีตตำรวจ ประกอบด้วย

1.ร.ต.อ.ทวีพงษ์ อึดทุม รอง สว. งานสายตรวจ 1 กก.1 บก.จร.
2.ส.ต.อ.วีรพงษ์ มะณี ผบ.หมู่ งานสายตรวจ 5 กก.1 บก.จร.
3.ส.ต.อ.ปพนธีร์ เลิศอนันต์ ผบ.หมู่ งานสายตรวจ 5 กก.1 บก.จร.
4.ส.ต.อ.กีรติ ประสพโชค ผบ.หมู่ งานสายตรวจ 5 กก.1 บก.จร.
5.ส.ต.อ.วัชรวี ทวีบุรุษ ผบ.หมู่ งานสายตรวจ 5 กก.1 บก.จร.
6.ส.ต.อ.จักรินทร์ ใคร่ครวญ ผบ.หมู่ งานสายตรวจ 1 กก.1 บก.จร.
7.ส.ต.ท.ณัฐพงษ์ ดุษฎี ผบ.หมู่ งานสายตรวจ 2 กก.1 บก.จร.

ปัจจุบันทั้ง 7 นาย โดนให้ออกจากราชการและถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง โดนแจ้งข้อหาทางอาญาดังต่อไปนี้

1.พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 มาตรา 5 ฐานกระทำการทรมาน เป็นข้อหาที่โทษหนักสุดในคดีนี้ คือจำคุก 5-15 ปี (ถ้าทำให้บาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตโทษหนักขึ้น)

2.ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เป็นเจ้าพนักงาน ละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่มิชอบ

3.ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297, 309, 310 ร่วมกันทำร้ายร่างกายสาหัส/ข่มขืนใจผู้อื่น/หน่วงเหนี่ยวกักขังโดยมิชอบ

4.พ.ร.ป.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 ฐานเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ