ลูกบ้านคอนโด เผยเหตุโดนพุ่งเป้า เพื่อนบ้านถือมีดเคาะห้อง รับเคยถูกขู่ฆ่า ตอนนี้ย้ายที่อยู่ชั่วคราว

23.09.25 | 11:55 น.

ลูกบ้านคอนโด เล่าปัญหาสะสม เพื่อนบ้านเสียงดังรบกวน จนต้องแจ้งนิติ ก่อนถูกขู่ฆ่า เผยกังวลความปลอดภัย ย้ายที่อยู่ชั่วคราวแล้ว ไม่ต้องการคำขอโทษ เอาผิดถึงที่สุด


จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งเล่าประสบการณ์สุดผวาภายในคอนโด หลังถูกเพื่อนบ้านก่อกวนสารพัด ทั้งการเคาะและถีบประตูห้อง ข่มขู่ด้วยมีด รวมถึงนำเลือดสกปรกมาป้ายใส่ประตู สร้างความหวาดกลัวอย่างหนัก แต่กลับไม่มีมาตรการป้องกันที่จริงจังจากทั้งนิติบุคคลและเจ้าหน้าที่ตำรวจ

เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 23 กันยายน ที่ร้าน An Hour Coffee Bar ผู้เสียหายเปิดใจกับผู้สื่อข่าวว่า วันเกิดเหตุตรงกับคืนวันเสาร์ที่ 20 ก.ย. ตนเพิ่งกลับมาจากต่างจังหวัดและใช้ชีวิตตามปกติภายในห้อง ทั้งทำอาหารและซักผ้า จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงตะโกนดังลั่นว่า “ใครเป็นคนโทรแจ้งกู” พร้อมถ้อยคำหยาบคาย และท้าทายให้ตนออกไปเผชิญหน้า

ภาพจากเฟซบุ๊กผู้เสียหาย

ผู้เสียหายเล่าย้อนว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมีต้นตอมานานเกือบปี บริเวณห้องมุมดังกล่าวมักมีการเปิด-ปิดประตูเสียงดัง มีการทะเลาะรุนแรง รวมถึงเสียงเด็กร้องไห้บ่อยครั้ง ซึ่งในส่วนของเสียงเด็กร้องตนไม่ได้ติดใจ เพราะเข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติของเด็ก แต่สิ่งที่รู้สึกไม่สบายใจคือเสียงกระแทกประตูและเสียงดังรบกวนจนทนไม่ไหว จึงเคยเป็นหนึ่งในผู้ที่แจ้งนิติบุคคลเข้ามาจัดการ คาดว่านี่เองอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ก่อเหตุพุ่งเป้ามาที่ตน

Advertisement

ผู้ก่อเหตุเดินเคาะไล่ไปทีละห้อง พร้อมพูดอ้างว่าเคยฆ่าคนมาแล้ว 5-6 ศพ และคนต่อไปที่จะฆ่าก็คือคนที่แจ้งนิติ และผู้ก่อเหตุพยายามเรียกให้ตนออกไปเจอข้างนอก สร้างความหวาดกลัวอย่างหนัก

จนกระทั่งตำรวจเข้ามาที่ล็อบบี้ แต่ก็ไม่ยอมขึ้นมาระงับเหตุ พอตนสอบถามตำรวจก็บอกว่าผู้ก่อเหตุมีอาวุธ
จึงทำให้ตนยิ่งตกใจ เพราะถ้าผู้ก่อเหตุมีอาวุธทำไมถึงไม่รีบขึ้นมาระงับเหตุ

ภาพจากเฟซบุ๊กผู้เสียหาย

ส่วนเจ้าหน้าที่นิติ อยากให้ดูแลเรื่องความปลอดภัยของลูกบ้านให้มากกว่านี้ ตอนนี้นิติทำได้แค่ตักเตือนผู้ก่อเหตุ ยังไม่สามารถขับไล่ผู้ก่อเหตุออกไปอยู่ที่อื่นได้ ก็ยิ่งทำให้ตนไม่สะดวกใจที่จะกลับเข้าไปอยู่ที่เดิม ถ้าวันนึงต้องกลับไปก็จะต้องอยู่แบบหวาดระแวง

สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ตนต้องย้ายที่อยู่ชั่วคราว เพราะกังวลเรื่องความปลอดภัย ทำให้ต้องลางาน แต่ดีที่เจ้านายและลูกค้าทุกคนเข้าใจและให้กำลังใจกลับมา พร้อมบอกว่า มีหลายคนที่เจอเหตุการณ์เหมือนกับตนเอง

ผู้เสียหาย

ทั้งนี้ ในส่วนทางคู่กรณี อยากจะบอกว่า ถ้าหากมีอาการป่วยจิตเวชจริงก็ขอให้เข้ารับการรักษา ตอนนี้ไม่ต้องการคำขอโทษ เพราะมันเกินเวลานั้นมานานแล้ว ยืนยันจะดำเนินการตามกฎหมาย เพราะสุดท้ายแล้วตนเชื่อว่ากฎหมายจะให้ความเป็นธรรมกับตนได้