ไผ่ จตุภัทร์ เผยถูกผู้คุมข่มขู่ เหตุประท้วงในเรือนจำกทม. เพราะไม่ยอมย้ายแดน หลังครบกำหนดกักตัว 5 วัน ทนายยื่นหนังสือ ผบ.เรือนจำ ขอให้ตรวจสอบทำเกินกว่าเหตุหรือไม่
จากกรณีศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นจำคุก นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ และ นายอรรถพล บัวพัฒน์ หรือ ครูใหญ่ คดีมาตรา 112 จากการปราศรัยประเด็นปฏิรูปสถาบันในการชุมนุมหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ เมื่อวันที่ 1 ก.พ.2564 ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเรียกร้องให้ตำรวจ สภ.ภูเขียว ขอโทษ กรณีไปคุกคามนักเรียนที่บ้าน โดยในวันที่ 3 ก.ย.2568 คนละ 3 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 (ไผ่) กึ่งหนึ่ง เนื่องจากเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก และได้กระทำผิดซ้ำภายใน 3 ปี นับแต่วันพ้นโทษ เป็นจำคุก 4 ปี 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 2 ปี 12 เดือน
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุว่า ไผ่และครูใหญ่ได้ยื่นขอประกันตัวรวม 3 ครั้งแล้ว แต่ศาลฎีกาไม่อนุญาต ระบุเหตุผลว่า “หากปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 อาจจะหลบหนี” อย่างไรก็ตาม ไผ่และครูใหญ่ได้ไปตามนัดหมายตลอดตั้งแต่ชั้นสอบสวน จนกระทั่งวันฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ผ่านมา โดยไม่เคยมีพฤติการณ์หลบหนีแต่อย่างใด
ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ศูนย์ทนายความฯเปิดเผยว่า วานนี้ (30 กันยายน) ทนายความเข้าเยี่ยมไผ่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ซึ่งถูกส่งตัวจากเรือนจำอำเภอภูเขียว มายังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ พร้อมกับ ครูใหญ่ อรรถพล เพื่อเข้าร่วมการสืบพยานที่ศาลอาญาระหว่างวันที่ 24-26 ก.ย.2568 ในคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร
- พิพากษายืน ศาลจำคุก ไผ่ ดาวดิน 2 ปี 12 เดือน ‘ครูใหญ่’ 2 ปี คดี 112 ปราศรัยที่ภูเขียวปี’64
- ศาลฎีกาไม่ให้ประกัน ไผ่ ดาวดิน-ครูใหญ่ คดี 112 ปราศรัยที่ภูเขียวปี’64 หวั่นปล่อยแล้วหลบหนี
ไผ่แจ้งผ่านทนายความว่า เขายังคงถูกคุมขังอยู่ในแดน 2 ซึ่งเป็นแดนแรกรับทั้งที่ครบกำหนดกักตัวตามกำหนด 5 วันแล้ว เมื่อวันที่ 29 ก.ย. และเพื่อนผู้ต้องขังในแดนซึ่งถูกคุมขังในห้องอื่นได้ถูกจำแนกตัวไปยังแดนต่างๆ แล้ว ทำให้ไผ่รู้สึกว่าถูกกลั่นแกล้ง จึงทำการประท้วงโดยนำผ้าไปปิดกล้องวงจรปิดในห้องนอน
ไผ่ระบุกับศูนย์ทนายความฯว่า ผมเข้ามาเรือนจำวันที่ 23 ก.ย. เมื่อวาน (29 ก.ย.) ครบกำหนดกักตัวห้าวัน ต้องย้ายแดนแต่เขา (ผู้คุม) ไม่ย้าย ผมเลยนำผ้าไปปิดกล้อง ทำให้ผู้คุม (ระบุชื่อนามสกุล) ไม่พอใจ เขานำตัวผมไปใส่กุญแจมือไขว้หลัง และให้มีคนประกบผมซ้ายขวา 4 คน ทั้งที่ผมไม่ได้ขัดขืนหรือใช้ความรุนแรงอะไร ขนาดตำรวจยังไม่เคยใส่กุญแจมือไขว้หลังเลย เขาก็เรียกผมไปด่าและข่มขู่ และทำบันทึกแต่ผมไม่ได้ลงชื่อ”
นอกจากนี้ ไผ่ได้เปิดเผยว่า ไบรท์ ชินวัตร ซึ่งอยู่ในแดนเดียวกัน ได้มายืนดูเขาที่กำลังถูกนำตัวไป ไบรท์ยังต้องถูกให้ทำบันทึกว่ามีการกระด้างกระเดื่องไปด้วย ไผ่มองว่าการกระทำของผู้คุมเป็นการใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ โดยยังมีการประกาศเสียงตามสายด้วยถ้อยคำหยาบคาย ให้นำตัวคนที่ปิดกล้องวงจรปิดมาด้วย
ในวันถัดมา (30 ก.ย.) ผู้คุมอีกคนหนึ่ง (ระบุชื่อนามสกุล) ได้เข้ามาตรวจในห้องกักและพบข้อความ “ปฏิรูปสถาบัน Reform the Monarchy” บนผนังกำแพงเขียนด้วยกาแฟ ผู้คุมจึงขู่ว่าจะย้ายเขาไปแดน 8 เพื่อฝึกวินัย
“ที่ผมว่าเกินไป คือเขาเอาผู้ต้องขังในห้องเดียวกับผมไปสอบทีละ 2 คน และย้ายไปห้องอื่นด้วย เดิมห้องผมมี 12 คน ย้ายออกไป 4 คน แต่เขาต้องย้ายไปห้องอื่นที่มีคนมากกว่าห้องผมและต้องกักตัวเพิ่ม มันเป็นการใช้อำนาจเกินกว่าเหตุหรือเปล่า ผมมองว่าเขาพยายามกลั่นแกล้งทุกวิถีทาง”
ทนายได้แจ้งกับไผ่ว่าจะทำหนังสือถึงเรือนจำเพื่อให้ตรวจสอบเรื่องที่เกิดขึ้น และคุยเรื่องกิจกรรม #Run2free ให้ไผ่ฟัง พร้อมทั้งเล่าถึงกิจกรรม #ConThai คาราวานรณรงค์ร่างรัฐธรรมนูญ 77 จังหวัด ที่ประกาศวันในการทำกิจกรรมในพื้นที่ภาคอีสาน ไผ่บอกว่าเขาคาดหวังว่าหากเขาต้องอยู่ในเรือนจำ กิจกรรมรณรงค์ร่างรัฐธรรมนูญที่เขาทำก่อนหน้าเข้าเรือนจำก็ยังสามารถดำเนินต่อไปได้ และฝากคนด้านนอกสนับสนุน #ConThai ด้วย
ในวันนี้ (1 ต.ค.) ทางทนายความได้ยื่นหนังสือต่อผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ขอให้ตรวจสอบการกระทำของเจ้าหน้าที่ว่าเกินสมควรแก่เหตุหรือไม่ และขอให้ย้ายตัวจตุภัทร์ พร้อมอรรถพล ไปยังแดน 4 เพื่อลดความขัดแย้งภายในเรือนจำต่อไป

