ธงชัย วินิจจะกูล ยื่นอุทธรณ์พรุ่งนี้ ขอศาลไต่สวนราชทัณฑ์ ปมเครื่องพันธนาการอานนท์ นำภา

20.10.25 | 17:55 น.

ธงชัย วินิจจะกูล ลุยต่อ เตรียมยื่นอุทธรณ์ 21 ต.ค. ขอศาลไต่สวนกรมราชทัณฑ์ ปมใส่เครื่องพันธนาการ ‘อานนท์ นำภา’

จากกรณีศาลอาญายกคำร้องของศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย วินิจจะกูล, ตัวแทนมูลนิธิผสานวัฒนธรรม และศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ที่ยื่นต่อศาลอาญารัชดา พร้อมแนบ 5 เหตุผล ขอให้สำนักงานศาลยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์ทบทวนการใช้เครื่องพันธนาการกับผู้ต้องขัง โดยเฉพาะผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดี ให้สอดคล้องกับข้อห้ามตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 มาตรา 21 กรณีนายอานนท์ นำภา เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา เนื่องจากไม่มีมูลเพียงพอที่จะออกหมายเรียกพยานฝ่ายผู้ถูกร้อง (กรมราชทัณฑ์) มาไต่สวนนั้น

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม มูลนิธิผสานวัฒนธรรม เปิดเผยว่า วันพรุ่งนี้ (21 ตุลาคม) ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย จะเดินทางไปยังศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เพื่อยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาล ในคดีหมายเลข ปท. 2/2568 ขอให้ศาลไต่สวนกรมราชทัณฑ์ในการใส่เครื่องพันธนาการอานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชนและผู้ต้องขังคดีทางการเมือง เพื่อยืนยันว่าการใช้เครื่องพันธนาการด้วยการใส่กุญแจเท้าและโซ่ตรึงขาทั้งสองข้างระหว่างนำตัวอานนท์มาพิจารณาคดีหรือว่าความในศาลเป็นการกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ นอกจากจะเป็นการละเมิดกฎหมายในประเทศ ยังเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นการกระทำที่เกินสมควรและไม่ได้สัดส่วนกับความจำเป็น

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมระบุเพิ่มเติมว่า คำสั่งศาลมีใจความว่า แม้การใช้เครื่องพันธนาการเป็นการจำกัดเสรีภาพและอาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้เสียหายและบุคคลอื่นอยู่บ้าง แต่เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดให้ใช้เครื่องพันธนาการผู้ต้องขังไปนอกเรือนจำ เพื่อความปลอดภัยและเพื่อป้องกันการหลบหนี และยังมองว่าการใช้เครื่องพันธนาการไม่ได้มีลักษณะเป็นการจงใจลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ ในส่วนที่เจ้าหน้าที่ไม่ได้ทำบันทึกเหตุผลความจำเป็นในการใช้เครื่องพันธนาการตามเจตนารมณ์ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ มาตรา 21 อนุ 4 แม้จะเป็นหลักปฏิบัติที่สำคัญ แต่ก็ยังไม่อาจนำมาวินิจฉัยว่าเป็นความผิดตามมาตรา 6 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ยังต้องพิจารณาลักษณะการกระทำและผลการกระทำที่เกิดขึ้นเป็นสำคัญ

ภายหลังฟังคำสั่งศาล อานนท์ยืนยันว่าจะให้ทนายยื่นอุทธรณ์ต่อไป โดยกล่าวให้เหตุผลว่า “คำสั่งศาลวันนี้ไม่คำนึงถึงสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่ถูกลดทอน กรณีของเรามีรอยบาดแผลชัดเจน อีกทั้งคำสั่งไม่เป็นไปตามพันธกรณีที่ประเทศไทยมีต่อระหว่างประเทศและมาตรฐานขั้นต่ำ เราอยากให้เรื่องนี้เป็นมาตรฐานสำหรับผู้ต้องขังคนอื่นๆ ด้วยเพื่อให้ได้รับสิทธินี้”

Advertisement

ตามคำเบิกความของอานนท์และศาลชั้นต้นได้เห็นร่องรอยบาดแผลของอานนท์ด้วยตัวเองในห้องพิจารณา ในนัดไต่สวน ปรากฏให้เห็นร่องรอยบาดแผลบริเวณข้อเท้าเกิดจากการเสียดสีของเครื่องพันธนาการโลหะ และจะมีแผลใหม่ขึ้นทุกครั้งที่ต้องเดินทางออกนอกเรือนจำ การใส่เครื่องพันธนาการดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงร่างกาย แต่ส่งผลประทบต่อจิตใจของอานนท์และครอบครัวมาโดยตลอด เป็นการลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ ถูกลอดทอนให้เป็นเสมือนสัตว์ ทั้งต้องแสดงพฤติกรรม “ก้มตัวยกโซ่” เพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด ได้สร้างความรู้สึกที่ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์อย่างร้ายแรง

ความเจ็บปวดทรมานเช่นนี้ย่อมเข้าข่ายเป็นการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมโดยรัฐ อย่างชัดเจน ตามมาตรา 6 และจากคำเบิกความของนายอำนนท์ ที่มีการก่อให้เกิดความเจ็บปวดต่อร่างกายและจิตใจอย่างร้ายแรงอย่างต่อเนื่องมาตลอดหลายเดือน ซึ่งมีลักษณะเป็นการลงโทษหรือการเลือกปฏิบัติต่อจำเลย อาจเข้าข่ายเป็นการทรมานตามมาตรา 5