ทนายเดชา ชี้ กันจอมพลัง แจงยังไม่เคลียร์-ปิดบังข้อมูลหลายจุด ลั่นต้องตรวจสอบได้ ยินดีหากถูกฟ้อง

24.10.25 | 15:41 น.

ทนายเดชา” สวนกลับ “กัน จอมพลัง” หลังฟังคำชี้แจงมูลนิธิ ชี้เหตุผลบางอย่างยังไม่เคลียร์-ปิดบังข้อมูลหลายจุด ยัน ทุกอย่างต้องตรวจสอบได้จากเอกสารและเส้นทางการเงิน

จากกรณีที่ “มูลนิธิกัน จอมพลังช่วยสู้” ได้ออกมาแถลงชี้แจงต่อสังคมถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในการบริหารจัดการและการใช้เงินบริจาค ส่งผลให้เกิดกระแสตั้งคำถามในวงกว้าง และแบ่งความคิดเห็นของประชาชนออกเป็นหลายฝ่าย

อ่านข่าวกัน จอมพลัง แถลงบัญชี เหลือ 90 ล้าน จ่อเปลี่ยนไม่ให้มูลนิธิธรรมนัส พร้อมนั่งปธ.เอง

ล่าสุดเมื่เวลา 11.30 น. วันที่ 24 ตุลาคม ที่ Decha&Lbs ทนายคลายทุกข์ ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ ทนายความชื่อดัง ได้ออกมาแถลงข่าวภายหลังจากฟังคำชี้แจงทั้งหมด โดยระบุว่า จากที่ “กัน จอมพลัง” ออกมาบอกว่าเป็นเพียงผู้ร่วมก่อตั้ง แต่ไม่ได้ใส่ชื่อในเอกสาร เพราะเกรงว่าจะดูไม่โปร่งใสนั้น ถือเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น เพราะหากมีเจตนาดีจริง ควรบอกต่อสาธารณะตั้งแต่แรก ไม่ใช่ปกปิดไว้แล้วค่อยมาชี้แจงภายหลัง เนื่องจากการปิดบังตั้งแต่ต้น ทำให้เกิดข้อสงสัยต่อความโปร่งใสของมูลนิธิอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทนายเดชายังกล่าวถึง “คุณอีฟ” ซึ่งถูกระบุว่าเป็นประธานมูลนิธิ ว่าที่ผ่านมาไม่เคยแสดงตัวในฐานะประธานเลย ถือเป็นการปกปิดที่ชัดเจน แม้จะอ้างว่าไม่มีเจตนา แต่สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เป็นระบบและขาดความชัดเจนในโครงสร้างของมูลนิธิ ทั้งในด้านผู้บริหาร การตัดสินใจ และการใช้เงิน ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่องค์กรสาธารณะอย่างมูลนิธิควรโปร่งใสที่สุด

Advertisement

ในประเด็นของ “บอส ณวัตร” ที่ออกมาทวงเงินบริจาคด้าน ทนายเดชายืนยันว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นจริง เนื่องจากมีบุคคลในวงการบันเทิงและสื่อหลายรายโทรมาปรึกษาในลักษณะเดียวกัน แสดงให้เห็นว่ามีความเสียหายเกิดขึ้น อีกทั้งเมื่อสอบถามไปยังประธานมูลนิธิ กลับไม่สามารถตอบคำถามได้ชัดเจน ทั้งที่เงินบริจาคเข้าบัญชีของมูลนิธิโดยตรง ซึ่งหากณวัตรเข้าใจผิดก็ถือว่าได้รับความเสียหายแล้ว ต้องใช้สิทธิ์โดยการแจ้งความร้องทุกข์ ไม่สามารถนำเงินส่วนตัวของใครมาคืนแทนได้ เพราะต้องดำเนินตามขั้นตอนของกฎหมาย

ทนายเดชายังเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมในประเด็นที่ฝ่ายมูลนิธิระบุว่า “ไม่มีการถอนเงินสด” โดยยืนยันว่าตนได้รับการติดต่อจากบุคคลหนึ่งในมูลนิธิ ซึ่งเป็นเพื่อนของตน และยังเป็นหนึ่งในกรรมการมูลนิธิด้วย เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม เวลาประมาณ 17.46 น. โดยเพื่อนคนดังกล่าวโทรมาปรึกษาเรื่องการถอนเงิน พร้อมแจ้งว่าจะมีรถของมูลนิธิมารับถึงบ้าน แต่ต่อมาอีกสองวัน มีการนัดพูดคุยกับบุคคลสำคัญในวงการสื่อ ซึ่งเป็นคนดังมาก และมีการพูดคุยถึงเรื่องการถอนเงินอีกครั้งในวันที่ 19 ตุลาคม

ทนายเดชากล่าวว่า ตนยืนยันได้ว่ามีเพื่อนตน ที่เป็นหนึ่งในคณะกรรมการของมูลนิธิได้โทรมาแจ้งจริงว่าได้รับการบอกกล่าวจากคนในมูลนิธิให้ไปถอนเงินแทนอีกสองคนที่ไม่สะดวก ซึ่งเรื่องนี้ต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด หากคุณกัน จอมพลัง เห็นว่าสิ่งที่ตนพูดไม่เป็นความจริง ก็สามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ทันที ตนยินดีไปขึ้นศาล เพราะอยากให้ความจริงปรากฏ หากมีหลักฐานจากเอกสารและสเตทเมนต์บัญชีจริงมาพิสูจน์เลยไม่ใช่เพียงการแสดงกระดาษต่อสื่อ

ทนายเดชายังย้ำว่า “ทุกอย่างต้องตรวจสอบได้” โดยเฉพาะสเตทเมนต์บัญชีธนาคารของมูลนิธิ ซึ่งต้องนำมาเปิดเผยอย่างละเอียด เพื่อพิสูจน์ว่าการเบิกถอนเงินและการโอนเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ประกาศไว้หรือไม่ พร้อมทั้งเสนอให้หน่วยงานของรัฐเข้ามาตรวจสอบทั้งการจัดซื้อจัดจ้างและเส้นทางการเงิน เนื่องจากอาจจะมีความผิดตามกฎหมายหลายมาตรา ทั้ง ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน, พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์, และอาจเข้าข่าย ความผิดฐานฟอกเงิน

ทนายเดชายังตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า การดำเนินงานของมูลนิธิในปัจจุบันมีลักษณะคล้ายถูก “ครอบงำ” โดยจากคำให้การและพฤติกรรมหลายอย่าง พบว่า “กัน จอมพลัง” มีบทบาทในการตัดสินใจแทบทุกเรื่อง ทั้งที่อ้างว่าไม่ได้เป็นประธานตามเอกสารทางการ อีกทั้งยังมีข้อมูลว่าการถอนเงินส่วนใหญ่เกิดขึ้นโดยมีเพียงกัน จอมพลัง เป็นผู้ดำเนินการเพียงคนเดียว ซึ่งสร้างข้อสงสัยว่าภายในมูลนิธิมีกระบวนการตรวจสอบภายในหรือไม่

ในส่วนของการคืนเงินบริจาค ทนายเดชาระบุว่า จะต้องมีขั้นตอนที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ หากประชาชนรายใดต้องการเงินคืนสามารถยื่นเรื่องต่อมูลนิธิโดยตรง แต่หากมูลนิธิไม่สามารถคืนเงินได้โดยอ้างว่าสำเร็จวัตถุประสงค์แล้ว ทั้งที่ไม่ใช่ความจริง ก็อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายเช่นกัน

และกรณีที่ “กัน จอมพลัง” ออกมาให้ข้อมูลว่า ตนจะเดินทางไปยื่นเรื่องเพื่อให้กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบตนเองนั้น ทนายเดชาได้มองว่า ขั้นตอนดังกล่าวอาจจะไม่สามารถทำได้จริงตามระเบียบ เนื่องจาก “ไม่มีบุคคลใดสามารถขอตรวจสอบตัวเองได้” การตรวจสอบมูลนิธิหรือองค์กรใด ๆ ต้องเป็นไปตามขั้นตอนของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ โดยต้องมีผู้ร้องทุกข์หรือมีเหตุอันควรสงสัยก่อนจึงจะดำเนินการตรวจสอบได้

นอกจากนี้ ทนายเดชายังกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลบางรายในมูลนิธิกับ “ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า” ว่าจากข้อมูลที่มีอยู่ในขณะนี้ยังไม่พบว่าธรรมนัสมีส่วนเกี่ยวข้องกับมูลนิธิโดยตรง แต่อาจมีความสนิทสนมในระดับส่วนตัว จึงทำให้เกิดการเข้าใจผิดในสายตาของสังคม ทนายเดชามองว่า “คณะกรรมการบางคนที่ไม่มาร่วมแถลง” น่าจะเพราะไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงหรืออาจไม่ทราบรายละเอียดทั้งหมดของเรื่อง

ในส่วนของกรณีที่ “ที่อยู่จัดตั้งของมูลนิธิ” ไม่ตรงกับข้อมูลที่แจ้งไว้ในเอกสารจดทะเบียน ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามได้ เพราะมูลนิธิถือเป็นนิติบุคคลที่ต้องมีสถานที่ตั้งชัดเจน โปร่งใส และเปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบได้ทุกเมื่อ แต่จากข้อมูลที่มีการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าที่อยู่ของมูลนิธิในความเป็นจริง อาจไม่ใช่สถานที่ที่แจ้งไว้กับนายทะเบียน หากพบว่าเป็นโกดังหรือสถานที่ที่ไม่ได้มีการประกอบกิจกรรมตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ ก็อาจถูกมองได้ว่าเป็นการ “ปกปิด” หรือ “อำพราง” การดำเนินงานที่แท้จริง ซึ่งเข้าข่ายให้ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานได้

ทั้งนี้ ทนายเดชากล่าวว่า จากการฟังคำชี้แจงทั้งหมดในวันนี้ยังมีหลายประเด็นที่ไม่ชัดเจน และอาจต้องดำเนินการต่อในทางกฎหมาย ตนยินดีหากจะถูกฟ้อง เพราะทุกอย่างควรผ่านกระบวนการตรวจสอบอย่างโปร่งใส พร้อมย้ำว่า “วันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการตรวจสอบเท่านั้น” และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องนำเอกสารทางการเงินทั้งหมดมาเปิดเผย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและคืนความโปร่งใสให้กับสังคม