พ.ร.บ.ป้องกันอุ้มหาย ใช้กว่า 3 ปี เข้มเอาผิดจนท.รัฐ เยียวยาเหยื่อแล้ว 12 ราย แจ้งสูญหายเกิน 100

2.12.25 | 15:31 น.

กรมคุ้มครองสิทธิ เดินหน้ากฎหมายป้องกันปราบปรามการทรมานและทำให้สูญหาย เอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐกระทำโหดร้ายย่ำยีศักดิ์ศรี รับแจ้งสูญหายกว่า 100 ราย 3 ปี เยียวยาแล้ว 12 ราย 4.2 ล้านบาท

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 2 ธันวาคม ที่กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายวีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดี ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ นางธัญสุดา หน่อแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม ประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างการรับรู้ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 โดยมีเครือข่ายมูลนิธิ ผู้แทนภาคประชาชน และมีเจ้าหน้าที่สื่อมวลชนร่วมประชุม

นายธีรยุทธกล่าวว่า กฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานเริ่มใช้มาก้าวสู่ปีที่ 3 แล้ว มีหลายกรณีที่เข้าข่ายตามกฎหมายนี้ โดยถึงปัจจุบันมีการเยียวยาตามกฎหมายนี้แล้ว โดยการเยียวยาในรูปแบบตัวเงินทรมาน 500,000 บาท โหดร้าย 100,000-250,000 บาท กระทำให้บุคคลสูญหาย 500,000 บาท การยื่นขอรับการช่วยเหลือเยียวยา ในกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ส่วนในจังหวัดอื่นให้ยื่นที่สำนักงานยุติธรรมจังหวัด ส่วนผลงาน 1 ปีที่ผ่านมามีการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายเข้าสู่การพิจารณา 19 ราย อนุมัติเยียวยา 12 ราย ชะลอเรื่อง 1 ราย ได้รับการเยียวยาจากกฎหมาย 1 ราย ยุติเรื่อง 1 ราย รวมเงินเยียวยาทั้งสิ้น 4,203,705 บาท

นายธีรยุทธกล่าวอีกว่า เช่น กรณีที่ซ้อมทรมานในค่ายทหาร พลทหารวรปรัชญ์ถูกครูฝึกและผู้ช่วยครูฝึกรวม 13 คน ร่วมกันลงโทษในลักษณะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันทำร้ายร่างกาย ด้วยวิธีการรุนแรงและต่อเนื่องจนเสียชีวิต ศาลพิพากษาจำคุกครูฝึกทั้ง 13 คน งกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเยียวยาเงิน 500,000 บาท ส่วนกรณีครูพละลงโทษตีเด็กนักเรียน 4 คน ด้วยการตีก้นคนละ 60 ที จนแผลฟกช้ำ คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการสอบสวนของ สภ.ศรีราชา กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเยียวยาคนละ 100,000 บาท ให้แก่เด็กนักเรียน 4 คน และมีการฟื้นฟูด้านจิตใจแก่ผู้เสียหาย และกรณีซ้อมทรมานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าใจผิดว่าเป็นรถที่ฝ่าด่านจนบาดเจ็บสาหัส

Advertisement

นายธีรยุทธกล่าวอีกว่า กฎหมายนี้มีหลักคือถูกเจ้าหน้าที่รัฐกระทำ ไม่เฉพาะเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่หากถูกเจ้าหน้าที่กระทำ อาจเป็นครู พระ เจ้าหน้าที่ อสม.ก็เข้าข่ายกฎหมายนี้ที่จะส่งผลให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษที่หนักกว่ากฎหมายอาญาทั่วไป หลักสำคัญคือถูกทรมาน ถูกย่ำยีศักดิ์ศรีโหดร้ายทารุณ หรือถูกทำให้สูญหาย ผู้ถูกกระทำสามารถแจ้งได้ที่กรมคุ้มครองสิทธิ แม้ไม่แน่ใจว่าเข้าข่ายหรือไม่ กฎหมายก็คุ้มครองไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกกล่าวโทษฟ้องกลับ เหยื่อจึงไม่ต้องกังวล นอกจากนี้ กฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานยังกำหนดโทษผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐกระทำการทรมานเท่ากับเจ้าหน้าที่รัฐที่สั่งการด้วย ทั้งนี้ ฝากถึงประชาชนหากพบเห็นกรณีเข้าข่ายซ้อมทรมานแจ้งกรมคุ้มครองสิทธิตรวจสอบได้ สำหรับเจ้าหน้าที่รัฐ กฎหมายนี้กำหนดให้ต้องบันทึกภาพและเสียงในการควบคุมตัวและแจ้งพนักงานอัยการทุกคดี จึงจะใช้เป็นหลักฐานกรณีถูกร้องเรียนได้ ซึ่งกฎหมายนี้จะเน้นเชิงป้องกัน

ด้านนางธัญสุดากล่าวว่า การกระทำทรมาน ผู้กระทำคือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือบุคคลอื่นที่ใช้อำนาจรัฐ การกระทำคือกระทำต่อร่างกาย หรือจิตใจผู้อื่น วัตถุประสงค์คือเพื่อให้ได้ข้อมูลหรือให้รับสารภาพเพื่อลงโทษ (ไม่รวมถึงการลงโทษตามกฎหมาย) เพื่อข่มขู่บุคคลนั้นหรือบุคคลที่สาม เพื่อเลือกปฎิบัติต่อบุคคลนั้นโดยเฉพาะ ผลทำให้เกิดความเจ็บปวดหรือทุกข์ทรมานอย่างร้ายแรงแก่ร่างกายหรือจิตใจ การกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยผู้เสียหายตาม พ.ร.บ.มีสิทธิที่จะรู้ความจริง สิทธิเข้าถึงข้อมูลการควบคุมตัว สิทธิยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อให้ยุติการกระทำความผิดและได้รับการเยียวยาเบื้องต้น สิทธิได้รับการฟื้นฟูเยียวยาทั้งทางร่างกายและจิตใจ สิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทน สิทธิรับทราบความคืบหน้าของคดีอย่างต่อเนื่อง สิทธิได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมาย สิทธิฟ้องร้องดำเนินคดี

นางธัญสุดากล่าวอีกว่า ส่วนกรณีมี่ถูกทำให้สูญหาย ปัจจุบันมีจำนวนคนหายที่แจ้งไว้กับกรมคุ้มครองสิทธิฯอยู่ระหว่างติดตามกว่า 100 ราย มีทั้งกลุ่มคนที่สูญหายตั้งแต่ 50 ปีที่แล้วยุคปราบคอมมิวนิสต์ และกรณีสูญหายช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เป็นเหตุการณ์ที่ประชาชนเคลื่อนไหวประท้วงรัฐบาลครั้งสำคัญครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ทางการเมือง