DSI เตรียมทำหนังสือถึง ‘เอกนิติ’ จี้ ก.ล.ต.ปมผลตรวจสอบเครื่องสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัลดูดข้อมูลคนไทย 1.2 ล้านคน ผิด พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลฯ หรือไม่ ‘ศุภชัย’ จ่อร้องดีเอสไอ-ป.ป.ช.เอาผิด ‘ประเสริฐ-วิศิษฏ์’ ปล่อยบริษัทเครือข่ายเจ้าพ่อสแกมเมอร์ ดูดข้อมูลม่านตาคนไทยกว่า 1.2 ล้านราย เสี่ยงใช้ทำบัญชีม้า ชี้เข้าข่ายละเว้นหน้าที่ ม.157
จากกรณี นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยถึงประเด็นภาพเหตุการณ์เมื่อวันที่ 27 มี.ค.67 ซึ่งเป็นภาพการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และบริษัทไพรม์ ออพ พอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วิซีซี จากประเทศสิงคโปร์ (Prime Opportunity Fund VCC Singapore) โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ตำแหน่งในขณะนั้น) มี นายเบน สมิธ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ (ตำแหน่งในขณะนั้น) และ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ผู้แทนการค้าไทย (ตำแหน่งในขณะนั้น) ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนาม MOU
ซึ่งนายไชยชนกมีการขอให้ตรวจสอบติดตามและรายงานผลเกี่ยวกับการดำเนินการเรื่อง MOU บริษัท Prime Opportunity Fund VCC Singapore โดยด่วนที่สุด พร้อมมีคำสั่งเมื่อวันที่ 24 พ.ย.68 ยกเลิกบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างกระทรวงดีอีและบริษัท Prime Opportunity Fund VCC Singapore ดังกล่าว หลังจากพบเส้นทางเชื่อมโยงขบวนการฟอกเงินดิจิทัลระดับโลก แต่ใน MOU ได้ระบุว่าจะร่วมกันจัดทำโครงการศูนย์กลางธุรกิจดิจิทัลและการเงิน (TIDC)
ทำให้นายไชยชนกประสานขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กับสำนักงาน ปปง.ช่วยดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง นอกจากนี้ นายไชยชนกยังพบข้อพิรุธในหลายเรื่อง อาทิ การจัดทำ MOU ดังกล่าวเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค.67 และมีการลงนามใน MOU วันที่ 27 มี.ค.67 ซึ่งใช้เวลาดำเนินการเพียง 3 วัน และพบว่าเกี่ยวโยงกับการเก็บข้อมูลสแกนม่านตาคนไทยกว่า 1.2 ล้านราย
กระทั่งกรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับเป็นคดีพิเศษที่ 148/2568 เพื่อตรวจสอบกรณีธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี ภายใต้โครงการ Worldcoin และมีการเชิญนายประเสริฐ และ นายวัลลภ รุจิรากร (ตำแหน่งในขณะนั้น เลขานุการ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) เพื่อสอบปากคำพยานเกี่ยวกับที่มาที่ไปของการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กับบริษัทไพรม์ ออพ พอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วิซีซี จากประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.68 ที่ผ่านมา
- เปิดภาพ เอ็มโอยู บริษัทสิงคโปร์ บิ๊กเนมร่วมสักขีพยาน พบเบนสมิธ ด้วย ล่าสุดดีอีสั่งยกเลิก
- ประเสริฐ แจงภาพร่วมเฟรม เบนสมิธ ยันไม่รู้จักส่วนตัว แค่ได้รับเชิญไปเป็นสักขีพยาน
- ประเสริฐ ให้ปากคำ DSI ปม MOU ดีอี-บ.สิงคโปร์ คดีสแกนม่านตา ยัน พร้อมให้ข้อมูลทุกอย่าง
เมื่อวันที่ 6 มกราคม ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานความเคลื่อนไหวภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่าหลังจากคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 148/2568 กรณีธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี ภายใต้โครงการ Worldcoin ได้ดำเนินการตรวจสอบ รวบรวมพยานหลักฐาน พยานเอกสาร ขยายผล สอบปากคำพยาน อาทิ นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ประธานกรรมการ ก.ล.ต. ในฐานะอดีตปลัดดีอี เกี่ยวกับที่มาของการลงนาม MOU, เจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA, เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPC ซึ่งทำหน้าที่กำกับดูแลการบังคับใช้ PDPA (Personal Data Protection Act) หรือ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562, เจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์, บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด หรือ Bitkub เนื่องด้วย Bitkub มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเข้าเหรียญ Worldcoin, อาจารย์จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่เชี่ยวชาญด้านไอทีและเทคโนโลยี, นายประเสริฐ, นายวัลลภ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม เครื่องสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัลดังกล่าวยังไม่ถูกรับรองวินิจฉัย โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ว่าผิดกฎหมายตาม พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ.2561 หรือไม่ เนื่องด้วยในปี 2567 นับแต่มีการติดตั้งเครื่องสแกนม่านตา ได้มีคนไทยกว่า 1.2 ล้านคน เข้ารับบริการสแกนม่านตารับเหรียญดิจิทัลไปเรียบร้อยแล้ว โดยไม่รู้แน่ชัดว่าข้อมูลอัตลักษณ์ส่วนบุคคลของตัวเองได้ถูกนำไปใช้อย่างไรบ้าง
แม้ว่าสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ได้ยืนยันกับพนักงานสอบสวนคดีพิเศษแล้วว่า “ม่านตา” ถือเป็นข้อมูลชีวภาพที่มีความปลอดภัยสูง และเทียบเท่ากับสารพันธุกรรม (DNA) จึงเป็นข้อกังวลว่าเครื่องสแกนม่านตาดังกล่าวอาจมีการบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลของคนไทยไว้ในระบบที่จัดทำไว้ ก่อนถ่ายโอนข้อมูลเหล่านี้ในฐานระบบออนไลน์ จนอาจถูกนำไปใช้ประโยชน์ในทางมิชอบ เช่น การสร้างบัญชีม้าหรืออาชญากรรมทางเทคโนโลยี
รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษเปิดเผยอีกว่า สำหรับการสอบปากคำพยานต่อนายประเสริฐเมื่อวันที่ 23 ธ.ค.68 เจ้าตัวได้ให้การเบื้องต้นว่า การลงนาม MOU ระหว่างดีอี และบริษัทไพรม์ ออพ พอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วิซีซี จากประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 27 มี.ค.67 เกิดขึ้นจากกรณีที่มีข้าราชการฝ่ายการเมืองรายหนึ่งมาเป็นผู้ประสานกับตนเอง ส่วนตอนนี้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษยังคงรอการตอบกลับชี้แจงของเจ้าหน้าที่ ก.ล.ต. เพราะการประกอบธุรกิจประเภทเก็บข้อมูลสแกนม่านตาแลกกับสินทรัพย์ดิจิทัลนั้น เกี่ยวข้องกับตัวกฎหมาย พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ.2561 ของ ก.ล.ต.โดยตรง และยังพบอุปสรรคในส่วนนี้อย่างมาก ดีเอสไอไม่สามารถประสานขอข้อมูลใดได้ เนื่องด้วยปัจจุบันนี้นายวิศิษมีตำแหน่งเป็นประธานกรรมการ ก.ล.ต. ทำให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเตรียมจัดทำหนังสือแจ้งไป นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ซึ่งกำกับดูแล ก.ล.ต. เพื่อประสานขอข้อมูล รายงานความคืบหน้า ผลการวินิจฉัยว่า สรุปแล้วธุรกิจประเภทดังกล่าวผิดกฎหมาย พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ.2561 หรือไม่ อย่างไร และหลักการจริงๆ แล้วควรเป็นอย่างไรบ้าง
รายงายภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษเปิดเผยอีกว่า ส่วนกรณีที่ นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อและแกนนำพรรคภูมิใจไทย แถลงถึงกรณีพบความผิดปกติในการปฏิบัติหน้าที่ของนายประเสริฐเมื่อครั้งเป็น รมว.ดีอี และปลัดกระทรวง เกี่ยวกับการปล่อยให้บริษัทเอกชนจัดเก็บข้อมูลชีวมิติ (Biometrics) ของประชาชนโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และมีความประสงค์จะเข้าร้องต่อดีเอสไอถึงกรณีที่บุคคลใดมีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ทำให้ข้อมูลอ่อนไหวของคนไทยตกอยู่ในความเสี่ยง อาจถูกนำไปใช้ประโยชน์ในทางมิชอบ เช่น การสร้างบัญชีม้าหรืออาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และกฎหมาย ป.ป.ช.นั้น ดีเอสไอยินดีรับคำร้องและข้อมูลของผู้ร้องต่างๆ เพื่อนำไปพิจารณาตรวจสอบคู่ขนานกับสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษดังกล่าวต่อไป

