เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ (ก.ร.ตร.) และคณะกรรมการยกร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ได้โพสต์เฟซบุ๊กพลตำวรจโท อำนวย นิ่มมะโน
ใคร คือ ผบ.ตร. คนต่อไป ???
พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 กับการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจที่ถูกต้องเป็นธรรม
ฤดูกาลแต่งตั้งตำรวจใกล้เข้ามาอีกแล้ว สังคมเริ่มจับตามอง ใคร? จะได้เป็น ผบ.ตร… ใคร? จะได้เป็นผู้บัญชาการ… ใคร? จะได้เป็นผู้การโน้นนี้นั้น…
กองเชียร์ FC ต่างก็ออกมาส่งเสียงเชียร์กันสนั่นหวั่นไหวถึงขนาดเอาไปถือข้างเล่นพนันกันก็มี
ต่างกับการแต่งตั้งของเหล่าทัพอื่นที่เงียบกริบทั้งก่อนแต่งตั้งและหลังแต่งตั้ง จะเป็นข่าวก็เป็นการเสนอข่าวสารตามปกติ
ส่วนของตำรวจวุ่นวายทั้งก่อนแต่งตั้งและหลังแต่งตั้ง จนมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์บางปีถึงขนาดมีการไปกล่าวโทษฟ้องร้องกันก็มี
แสดงให้เห็นว่าการแต่งตั้งตำรวจไร้กฎเกณฑ์ ไร้กติกา ไร้มารยาท หรืออย่างไร? ทำไมถึงวุ่นวายเสียเหลือเกิน…
ตอบข้อสงสัยหรือคำถามนี้… กระผมเองเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง จึงจำเป็นต้องใช้สิทธิพาดพิง เนื่องจากกระผมเป็นหนึ่งในสิบหกคนที่ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการยกร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติฉบับนี้ โดยมีท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธ์ เป็นประธาน
และเมื่อยกร่างเสร็จกระผมยังได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมาธิการวิสามัญของรัฐสภาในการพิจารณาและนำเสนอร่างกฎหมายนี้ต่อรัฐสภา จึงขอนำอารมณ์ ความรู้สึก จุดประสงค์ที่แท้จริง ซึ่งสุดท้ายก็คือเจตนารมณ์ของกฎหมายมาถ่ายทอด พร้อมกับแก้ข้อกล่าวหาที่ว่าการแต่งตั้งตำรวจไร้กฎ กติกา มารยาท…
ความเดิมคณะกรรมการยกร่างได้วางหลักร่วมกันในอันที่จะยกร่างกฎหมายเพื่อบำบัดทุกข์ให้กับ “ประชาชน” และขณะเดียวกันต้องบำบัดทุกข์ให้กับ “ตำรวจ” ด้วย
สำหรับทุกข์ของตำรวจที่สำคัญประการหนึ่ง คือ การไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้าย มีการวิ่งเต้นเส้นสาย ซื้อขายตำแหน่ง ใส่ร้ายป้ายสี เล่นพรรคเล่นพวก กระโดดโลดเต้น ข้ามหัวข้ามห้วย สุดที่จะหาคำมาบรรยาย…
คณะกรรมการจึงตกลงที่จะนำหลักเกณฑ์การแต่งตั้งมาบัญญัติไว้ในกฎหมายให้ชัดเจน (ป้องกันการใช้ดุลยพินิจอย่างฟุ่มเฟือยจนอาจเกิดความไม่เป็นธรรม) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลักการให้ความสำคัญกับ “อาวุโสและความรู้ความสามารถ”
การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจดำรงตำแหน่งสูงขึ้น
* ระดับสารวัตรถึงระดับรองผู้บังคับการ ให้จัดเรียงตามลำดับอาวุโสไม่น้อยกว่าร้อยละ33
* ระดับผู้บังคับการถึงระดับผู้บัญชาการ ให้จัดเรียงตามลำดับอาวุโสไม่น้อยกว่าร้อยละ50
* ระดับผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติถึงระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้จัดเรียงตามลำดับอาวุโส(100 %) (มาตรา 82 วรรคแรก)
จึงจะเห็นได้ว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายให้ความสำคัญกับ “อาวุโส” เป็นลำดับแรก เพราะเป็นหลักเกณฑ์ที่มีความชัดเจนเป็นรูปธรรม(ไม่อาจโต้แย้ง คัดค้าน ตั้งข้อสงสัย) ซึ่งในอดีตเคยมีการแต่งตั้งอธิบดีกรมตำรวจที่เกิดปัญหาจนต้องยึดหลักการนี้ในการแต่งตั้ง
กล่าวคือ ผู้ที่มีรายชื่อเข้าสู่การพิจารณาสองท่าน คือ พล.ต.ท.แสวง ธีระสวัสดิ์ และ พล.ต.ท.สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ ในการพิจารณาความมีอาวุโสมากกว่ากัน
ปรากฎว่าคุณสมบัติความมีอาวุโสในการครองตำแหน่งต่างๆ จนถึงเป็นรองอธิบดีกรมตำรวจทั้งสองท่านมีเท่ากัน
แต่สุดท้ายจากการที่ พล.ต.ท.แสวง ธีระสวัสดิ์ รับราชการเป็นตำรวจก่อน(นายสิบพลตำรวจ) จึงถือเป็นผู้ที่มีอาวุโสกว่า และได้รับการแต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมตำรวจ
การแต่งตั้งครั้งนั้นถือเป็นการแต่งตั้งที่ได้รับการยอมรับและเป็นหนึ่งของที่มาในการยกร่างหลักเกณฑ์การแต่งตั้งครั้งนี้
จากบทบัญญัติมาตรา 82 วรรคแรก ที่กำหนดให้แต่งตั้งโดยเรียงลำดับอาวุโสตั้งแต่ระดับสารวัตรไปจนถึงระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
เพื่อให้เห็นภาพกระผมขอเปรียบกับ “เจดีย์แห่งความยุติธรรม” ระดับสารวัตรถึงรองผู้บังคับการเป็นฐานของเจดีย์ให้เรียงตามลำดับอาวุโส 33%
ระดับผู้บังคับการถึงระดับผู้บัญชาการเป็นช่วงกลางของเจดีย์ให้เรียงตามลำดับอาวุโส 50%
และระดับผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติถึงระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นช่วงปลายของเจดีย์ ให้แต่งตั้งเรียงลำดับอาวุโส 100%
คราวนี้ละเหลือตำแหน่งสุดท้ายปลายยอดเจดีย์ “ผบ.ตร.” จำเป็นต้องเขียนว่าให้เรียงตามลำดับอาวุโส 1,000% อีกไหม?
หรือแต่งตั้งได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงหลักอาวุโส(ข้ามหัวกันได้อย่างไม่มีข้อแม้)
ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นเจดีย์แห่งความยุติธรรมองค์นี้ก็จะล้มครืนลงมา ยอดหักปักดินอย่างแน่นอน
ซึ่งก็คือเสียงวิพากษ์วิจารณ์กร่นด่าภายหลังการแต่งตั้งสามสี่ปีที่ผ่านมานั่นแหละครับ!!!
แล้วทำไมไม่เขียนไว้ให้ชัดจะได้หมดปัญหา??? ผบ.ตร. เป็นปลายยอดเพียงตำแหน่งเดียว ถ้าล็อกไว้ขนาดนั้น หากผู้ที่อาวุโสสูงสุดเกิดง่อยเปลี้ยเสียขา มีไฝมีฝ้า ต้องอาบัติ จะได้เกิดการยืดหยุ่นในการแต่งตั้งได้ แต่มิใช่อาศัยช่องเล็กๆ ที่เว้นไว้ให้นี้ไปทะลุกำแพงทำลายเจดีย์แห่งความยุติธรรมลงทั้งองค์
* หลักเกณฑ์การแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
– แต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจเอก ซึ่งดำรงตำแหน่งจเรตำรวจแห่งชาติหรือรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มาตรา 77 (1)
– ให้นายกรัฐมนตรีคัดเลือกรายชื่อข้าราชการตำรวจผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา 77 (1) โดยคำนึงถึงอาวุโสและความรู้ความสามารถประกอบกัน โดยเฉพาะประสบการณ์ในงานสืบสวนสอบสวน หรืองานป้องกันปราบปราม เสนอ ก.ตร. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน มาตรา 78 (1)
“อาวุโสและความรู้ความสามารถ” จึงถือเป็นหลักเกณฑ์หรือหลักในการพิจารณา
ส่วนประสบการณ์ในงานสืบสวนสอบสวนหรืองานป้องกันปราบปรามเป็นเพียงหลักเกณฑ์รอง(เพิ่มเติม) ที่พึงมีเท่านั้น…
เนื่องจากในขณะยกร่างได้เกิดกรณีตัวอย่างขึ้น กล่าวคือ ในการแต่งตั้งอธิบดีของกรม กรมหนึ่งซึ่งมีหน้าที่และอำนาจในการสืบสวนสอบสวนอำนวยความยุติธรรมในทางอาญาทำนองเดียวกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีการแต่งตั้งบุคคลที่มีความรู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ขึ้นดำรงตำแหน่งอธิบดีและเป็นได้เพียงไม่กี่เดือนก็มีเหตุต้องพ้นจากตำแหน่ง
กระผมจึงได้เสนอประเด็นนี้ต่อคณะกรรมการ โดยยกตัวอย่างข้าราชการตำรวจที่โตมาในสายการแพทย์ด้านเดียวมาโดยตลอดจนกระทั่งเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หากไม่บัญญัติหลักเกณฑ์ดังกล่าวเพิ่มเติมไว้ก็จะขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้เช่นกัน ซึ่งก็จะทำให้เกิดปัญหาในการบริหารงาน เนื่องจากภารกิจหลักของตำรวจเป็นงานด้านสืบสวนสอบสวนและป้องกันปราบปราม ผู้ที่จะมาเป็น ผบ.ตร. จึงจำเป็นต้องมีประสบการณ์ด้านดังกล่าว…
ดังนั้น “ประสบการณ์งานสืบสวนสอบสวนหรืองานป้องกันปราบปราม” จึงเป็นหลักเกณฑ์ประกอบที่ผู้ที่จะได้รับการพิจารณาเพียงจะต้องมีดังกล่าวแล้วเท่านั้น(ปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์ในการคิดคำนวณหรือตัวชี้วัดที่ชัดเจน) แต่การที่จะตีความว่าขณะดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบงานสืบสวนสอบสวนหรืองานป้องกันปราบปราม หรือมีระยะเวลาปฏิบัติงานด้านดังกล่าวนานกว่า จึงเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติดีกว่าน่าที่จะไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย
ในส่วนของ “ความรู้ความสามารถ” ไม่มีบทบัญญัตินิยามความหมายไว้โดยตรง แต่พออนุมานได้ว่า ให้คำนึงถึงประวัติการรับราชการ ผลการปฏิบัติงาน ความประพฤติ และผลการประเมินความพึงพอใจที่ประชาชนหรือผู้รับบริการได้รับจากการให้บริการของข้าราชการตำรวจประกอบด้วย… (มาตรา 82 วรรคสอง) ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีหลักเกณฑ์ในการคิดคำนวณหรือตัวชี้วัดที่ชัดเจน และเนื่องจากลักษณะงานของผู้ที่จะได้รับการเสนอชื่อมีความแตกต่างกันจึงยากที่จะนำมาเปรียบเทียบกันได้
อย่างไรก็ตามเนื่องจากตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดขององค์กรตำรวจที่มีกำลังพลในสังกัดมากกว่า 200,000 นาย งบประมาณรายจ่ายประจำปีมากกว่า 125,000 ล้านบาท ผู้ดำรงตำแหน่งจึงต้องมีความรู้และประสบการณ์ในทุกมิติโดยเฉพาะการบริหารจัดการองค์กร
ในเรื่องความรู้ความสามารถซึ่งยังไม่มีหลักเกณฑ์การคิดคำนวณหรือตัวชี้วัดดังกล่าว และการที่จะชี้ว่าคนใดมีมากกว่าหรือกล่าวหาว่าบางคนไม่มีจะเป็นเรื่องที่เรียกว่า “ตลกหลวง” ได้ทันที
เพราะ “ตรรกะชาวบ้าน” เพียงแค่ว่า “ถ้าไม่มีความรู้ความสามารถจะขึ้นมาถึงพลตำรวจเอก ในตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมีอยู่เพียง 4-5 ท่านได้อย่างไร???”
การแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในขณะที่หลักเกณฑ์อื่นๆ ยังไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์การคิดคำนวณหรือตัวชี้วัดที่ชัดเจน ผู้มีอำนาจจึงควรที่จะยึดหลัก “อาวุโส” เป็นสำคัญ
อย่างไรก็ตาม หากจะเสนอแต่งตั้งผู้ที่มีอาวุโสน้อยกว่า ผู้คัดเลือกรายชื่อเพื่อเสนอต่อ ก.ตร. จะต้องชี้แจงข้อมูลข้อเท็จจริงและเหตุผลประกอบให้ชัดเจนว่าบุคคลดังกล่าวมีความเหมาะสมกว่าบุคคลอื่นที่มีอาวุโสมากกว่าเป็นรายบุคคลอย่างไร(ผู้มีหน้าที่เสนอรายชื่อ ชี้แจงข้อมูลข้อเท็จจริง และเหตุผลประกอบคือ นายกรัฐมนตรี)
ขณะยกร่างมีการหยิบยกปัญหาของการแต่งตั้งข้ามอาวุโสมาถกแถลงกันอย่างกว้างขวาง… นอกจากจะเป็นการทำลายหลักการสำคัญแล้ว ยังเป็นการสร้างความแตกสามัคคีในองค์กร สร้างปัญหาในการบริหารงานบุคคลระดับล่างขึ้นอย่างมาก จะเกิดการทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม ปล่อยเกียร์ว่างเพราะไม่เห็นอนาคต ซึ่งที่สุดแล้วความเดือดร้อนก็ตกไปสู่ประชาชน…
ขอแถมนอกหัวข้ออีกสักเล็กน้อยนะครับ…
พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติฉบับนี้ใช้มาประมาณ 3 ปีเศษ
“อย่าเพิ่งติลูกสาวเขาทั้งที่ยังไม่เป็นสาว!!!”
มีผู้ออกมาแสดงความคิดเห็นและพยายามที่จะแก้ไข พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติฉบับนี้ทั้งๆ ที่ยังขับเคลื่อนไปไม่ทั้งหมด ตัวอย่างเช่น งานด้านสืบสวนสอบสวน ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ได้จัดให้เป็นกลุ่มสายงานด้านสืบสวนสอบสวน และตำแหน่งดังกล่าวให้มีความเป็นอิสระโดยเป็นตำแหน่งเลื่อนไหลได้ถึงระดับรองผู้บังคับการ
มีบทบัญญัติให้ปรับปรุงเงินเพิ่มพิเศษประจำตำแหน่งให้มีจำนวนมากพอที่จะอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีเมื่อเทียบเคียงกับบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมอื่น
และจัดให้มีตำแหน่งผู้ช่วยพนักงานสอบสวนเพื่อเป็นผู้ช่วยเหลือสนับสนุนงานของพนักงานสอบสวนอันเป็นการแก้ไขปัญหางานสอบสวน การอำนวยความยุติธรรมในทางอาญา ซึ่งเป็นเรื่องที่พบประชาชนร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่มากที่สุด(ปัจจุบันกระผมเป็นคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ หรือ ก.ร.ตร.)
จึงควรเร่งออกกฎหมายระดับรอง กฎ ระเบียบ คำสั่ง ข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การขับเคลื่อนตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายได้อย่างแท้จริงโดยเร็ว(แล้วค่อยติ)
กระผมเกษียณอายุราชการมาร่วมสิบปีแล้ว แต่สมอง ความจำ สติสัมปชัญญะยังสมบูรณ์ดี ยังสอนหนังสือ บรรยายอยู่ในหลายหลักสูตร ยังเต็มเปี่ยมและที่เต็มจนล้น คือ ความรักและหวงแหนในองค์กรตำรวจ
จึงตัดสินใจลุกขึ้นมาเขียนเรื่องนี้ ด้วยอยากจะเห็นการแต่งตั้งตำรวจเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย แล้วภายหลังการแต่งตั้งขอให้มีแต่ดอกไม้และเสียงปรบมือนะขอรับ… ครับกระผม…
พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน
อดีตกรรมการยกร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ
กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติฯ ของรัฐสภา
คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ (ก.ร.ตร.)
9 ก.ค. 2569
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
⦁เปิด 4 แคนดิเดต ชิงผบ.ตร. บิ๊กราญ มาแรง โดนติงอาวุโสที่3 เกษียณ’76 ผบช.ว่าง18 ผบก.89



