ราชทัณฑ์ เปิดคุก คดียาเสพติด โชว์ภารกิจ ปั้นวิชาชีพ เรียนAI สร้างทักษะ คืนสู่สังคม

11.09.26 | 18:25 น.

เปิดคุก คดียาเสพติด โทษสูง

ราชทัณฑ์ ปั้นวิชาชีพ–เรียน AI–สร้างทักษะ

ก่อนคืนสู่สังคม

เมื่อพูดถึง “เรือนจำ” ภาพที่คนส่วนใหญ่นึกถึงอาจเป็นกำแพงสูง ประตูเหล็ก และสถานที่สำหรับควบคุมผู้กระทำผิด แต่เบื้องหลังกำแพงเหล่านั้น ยังมีอีกภารกิจที่ดำเนินควบคู่กันไป นั่นคือการพัฒนาผู้ต้องขังให้มีความรู้ ทักษะ และความพร้อมสำหรับวันที่ต้องกลับออกมาใช้ชีวิตในสังคมอีกครั้ง


เพราะการจำคุกไม่ได้ หมายความ เพียงการนำคนออกจากสังคมชั่วคราว หากแต่เป็นช่วงเวลาหนึ่งที่สามารถใช้เพื่อ “เปลี่ยนแปลง” และ “เตรียมความพร้อม” ให้คนคนหนึ่งกลับออกไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้

กรมราชทัณฑ์ พาสื่อมวลชน สัญจร “Beyond the Walls ก้าวข้ามกำแพงสู่โอกาสใหม่”เข้าเรือนจำไปสัมผัสการทำงานของกรมราชทัณฑ์ในอีกมิติหนึ่ง โดยเฉพาะกระบวนการพัฒนาพฤตินิสัยและการเตรียมความพร้อมผู้ต้องขัง ก่อนกลับคืนสู่สังคม ณ ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง กรุงเทพฯ

การลงพื้นที่ครั้งนี้เปิดให้เห็นกระบวนการทำงานในหลายด้าน ตั้งแต่แดนแรกรับ แดนสถานพยาบาล แดนการศึกษา แดนสูทกรรม แดนฝึกวิชาชีพ ไปจนถึงแดนความมั่นคงสูง และแดนเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย สะท้อนให้เห็นว่า ภายในเรือนจำไม่ได้มีเพียงระบบควบคุม แต่ยังมีอีกระบบหนึ่งที่ทำหน้าที่ “สร้างคน” ควบคู่กันไป

Advertisement

นายยุทธนา  นาคเรืองศรี  รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และโฆษกกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า การเปิดพื้นที่ให้สื่อมวลชนเข้ามาเห็นการทำงานครั้งนี้ ต้องการให้สังคมเห็นภาพการทำงานของเรือนจำในปัจจุบันว่า ไม่ได้มีภารกิจเพียงการควบคุมผู้ต้องขัง แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างกำลังใจ พัฒนาทักษะ และฝึกอาชีพ เพื่อช่วยลดโอกาสการกระทำผิดซ้ำ

“ภารกิจของกรมราชทัณฑ์ไม่ได้มีแค่การคุมตัว แต่ต้องพยายามทำให้คนที่อยู่ภายในกำแพงแห่งนี้ มีบางอย่างติดตัวออกไป เมื่อถึงวันที่ต้องกลับคืนสู่สังคม”

จาก “ผู้ต้องขัง” สู่ “คนทำงาน” ความสนใจต่อยอดเป็นอาชีพ

ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง เป็นสถานที่ควบคุมผู้ต้องขังคดียาเสพติด ปัจจุบันมีผู้ต้องขังประมาณ 6,000 คน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยใช้มาตรฐานการดูแลเช่นเดียวกัน  ภายในแบ่งพื้นที่ออกเป็น 12 แดน

สำหรับ ครั้งนี้ ได้เปิดประตู แดน 16 ซึ่งเป็นแดนแรกรับ แดน 2 สถานพยาบาล แดน 3 แดนการศึกษาและแดนสูทกรรม แดน 7 และแดน 9 ซึ่งเป็นแดนฝึกวิชาชีพ แดน 10 ซึ่งเป็นแดนความมั่นคงสูง รวมถึงแดนเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย เพื่อสัมผัสวิถีความเป็นอยู่ พบเจอผู้ต้องขังจริง เห็นกระบวนการ อบรมพัฒนาพฤตินิสัย ฝึกอาชีพตามหลักการจำแนกลักษณะผู้ต้องขัง เพื่อให้การควบคุมและการพัฒนาเหมาะสมกับแต่ละกลุ่ม

ทั้งนี้หนึ่งในหัวใจสำคัญคือ “การฝึกวิชาชีพ” ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขัง  เลือกเรียนตามความสนใจและความถนัด ภายใต้เงื่อนไขด้านระเบียบวินัย โดยต้องไม่กระทำผิดวินัยเป็นระยะเวลา 1 ปี  เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงการหาอะไรให้ผู้ต้องขังทำระหว่างอยู่ในเรือนจำ แต่คือการค้นหาว่า “ทักษะอะไร” ที่สามารถพัฒนาให้กลายเป็นอาชีพและนำไปใช้ได้จริงเมื่อพ้นโทษ

นายขวัญไชย สันติภราภพ ผู้อำนวยการทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง กล่าวว่า การพัฒนาวิชาชีพจำเป็นต้องก้าวให้ทันโลกภายนอก เพราะแม้ผู้ต้องขังจะอยู่ในเรือนจำเพียง 2-3 ปี แต่ในช่วงเวลาเดียวกันโลกภายนอกสามารถเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว หากไม่ได้รับการพัฒนา เมื่อพ้นโทษออกมาก็อาจไม่สามารถตามโลกภายนอกได้ทัน

ดังนั้น สิ่งที่เรือนจำต้องทำคือพยายาม “ชดเชยช่องว่าง” ด้านทักษะ เพื่อให้ผู้ต้องขังมีความพร้อมมากที่สุดก่อนกลับออกไป

เมื่อความชอบกลายเป็นทักษะ “ศิลปะ”

หนึ่งในภาพที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าวได้ชัดเจน คือการฝึกวิชาชีพด้านศิลปะในแดน 9

จุดเริ่มต้นมาจากผู้ต้องขังที่มีความสนใจและชื่นชอบการวาดภาพอยู่แล้ว ทัณฑสถานฯ จึงมองเห็นโอกาสในการต่อยอดความสนใจเหล่านั้นให้กลายเป็นทักษะที่สามารถนำไปประกอบอาชีพได้

จากเดิมที่วาดภาพตามความชอบ จึงพัฒนาไปสู่การเรียนรู้ทั้งทฤษฎีและเทคนิคจากครูผู้เชี่ยวชาญภายนอก ตั้งแต่การลงเส้น การผสมสี ไปจนถึงการพัฒนาผลงานให้มีคุณภาพมากขึ้น

ครูผู้สอนจากวิทยาลัยศิลปหัตถกรรมกรุงเทพ เล่าว่า ก่อนเข้ามาสอนผู้ต้องขังได้เตรียมตัวเรื่องจิตวิทยาการสอนค่อนข้างมาก เพราะกังวลว่าจะต้องรับมือกับความเครียดหรือความกดดันของผู้เรียน แต่เมื่อได้เข้ามาสอนจริงกลับพบว่า ผู้ต้องขังหลายคนมีพื้นฐานและฝีมือด้านศิลปะอยู่แล้ว

สิ่งที่ครูเข้ามาเติมจึงเป็นเรื่อง “ภาคทฤษฎี” เพื่อช่วยต่อยอดความสามารถที่มีอยู่ให้พัฒนาไปได้ไกลกว่าเดิม

ผู้ต้องขัง ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต คดียาเสพติด เล่าว่า เดิมเป็นคนชื่นชอบศิลปะ แต่ไม่มีโอกาสเรียนเพราะไม่มีเงิน เมื่อทราบว่าในเรือนจำเปิดสอน จึงเดินเข้ามาสมัครด้วยตัวเองเพื่อพัฒนาทักษะด้านนี้

เมื่อถามว่าการเรียนศิลปะทำให้รู้สึกอย่างไร คำตอบสั้นๆ คือ

“เรียนแล้วสบายใจ ไม่เหงา ไม่ฟุ้งซ่าน”

ผลงานของผู้ต้องขังบางส่วนยังถูกนำออกไปจัดแสดงที่ไอคอนสยามและจำหน่ายภายนอก ทำให้ทักษะที่เริ่มต้นจากห้องเรียนในเรือนจำ สามารถเชื่อมต่อไปสู่โอกาสทางอาชีพได้จริง

เมื่อ AI ทำได้หลายอย่าง สิ่งที่ต้องรักษาไว้คือ “ฝีมือคน”

อีกโจทย์สำคัญของการเตรียมผู้ต้องขังกลับสู่ตลาดแรงงาน คือการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โดยเฉพาะการเข้ามาของ AI ที่สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้มากขึ้น   การฝึกวิชาชีพในเรือนจำจึงไม่ได้มองเพียงว่า “จะสอนอะไรให้ทำ” แต่ต้องคิดไปถึงว่า ทักษะนั้นจะยังมีคุณค่าและสามารถใช้ประกอบอาชีพได้หรือไม่ เมื่อผู้ต้องขังก้าวออกไปสู่โลกภายนอก

ทักษะที่เกิดจาก “ฝีมือคน” จึงยังเป็นสิ่งที่ต้องรักษาไว้ เช่น การทำอาหาร แม้ AI จะช่วยคิดเมนูหรือสร้างสรรค์แนวทางใหม่ๆ ได้ แต่การทำอาหารให้อร่อยยังต้องอาศัยประสบการณ์ ความชำนาญ และฝีมือของคน

ขณะเดียวกัน ผู้ต้องขังยังได้เรียนรู้ทักษะด้านเทคโนโลยี ทั้งการใช้โปรแกรม การทำเว็บไซต์ การประยุกต์ใช้ AI การขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงการไลฟ์สดเพื่อจำหน่ายสินค้า โดยเว็บไซต์ของทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลางเองก็มีส่วนที่ผู้ต้องขังเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำ

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า การฝึกอาชีพในเรือนจำกำลังขยับจากการสอน “งานพื้นฐาน” ไปสู่การเตรียมทักษะที่สอดคล้องกับโลกการทำงานในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม การฝึกวิชาชีพไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ต้องขังเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีมาตรฐานและกระบวนการรองรับ ตั้งแต่การตรวจสุขภาพก่อนเข้าฝึก การตรวจสอบมาตรฐานจากหน่วยงานภายนอก เช่น กระทรวงสาธารณสุข ตลอดจนการนำผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาถ่ายทอดความรู้

เพราะเป้าหมายสุดท้ายไม่ใช่เพียงการทำให้เวลาระหว่างถูกคุมขังเกิดประโยชน์ แต่คือการเตรียมความพร้อมสำหรับวันที่ประตูเรือนจำเปิดออก

“คนทุกคนมีแผล เราต้องดูแลแผลนั้น”

นายขวัญไชย กล่าวประโยคหนึ่งที่สะท้อนอีกด้านของเรือนจำได้อย่างชัดเจนว่า

“คนทุกคนมีแผล เราต้องดูแลแผลนั้น” คำพูดดังกล่าวสะท้อนว่า การพัฒนาผู้ต้องขังไม่ได้มีเพียงเรื่องทักษะหรืออาชีพ แต่ยังหมายถึงการดูแล “คน” ไปพร้อมกับการพัฒนา “ความสามารถ”

ท้ายที่สุด การฝึกวิชาชีพ การศึกษา และการเรียนรู้เทคโนโลยีอาจเป็นเพียงเครื่องมือ แต่เป้าหมายสำคัญกว่านั้น คือการลดโอกาสที่คนคนหนึ่งจะกลับไปทำผิดซ้ำ และเพิ่มโอกาสให้เขาสามารถกลับมายืนอยู่ในสังคมได้อีกครั้ง  กรมราชทัณฑ์พยายามให้น้ำหนักกับการพัฒนามากขึ้น ทั้งการสร้างกำลังใจ ทักษะ และอาชีพให้ผู้ต้องขัง แต่การกลับคืนสู่สังคมไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรือนจำเพียงฝ่ายเดียว

เพราะแม้เรือนจำจะพยายามสร้างทักษะ สร้างอาชีพ และเตรียมความพร้อมมากเพียงใด หากวันที่ประตูเปิดออกแล้ว สังคมยังไม่พร้อมให้โอกาส การเริ่มต้นชีวิตใหม่ก็อาจไม่เกิดขึ้นอย่างที่ตั้งใจ

“Beyond the Walls” จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการก้าวข้ามกำแพงทางกายภาพ แต่หมายถึงการก้าวข้ามภาพจำและอดีต เพื่อให้ผู้ต้องขังมีโอกาสกลับออกไปพร้อมกับทักษะบางอย่างที่สามารถนำไปใช้สร้างชีวิตของตัวเองอีกครั้ง

เพราะภารกิจของเรือนจำ อาจไม่ได้มีเพียงการ “คุมคน” แต่คือการพยายาม “คืนคน” กลับสู่สังคม