ผช.ผบ.ตร. สั่งด่วน ย้ำจราจรห้ามสวมหมวกไอ้โม่ง ปิดบังใบหน้า โทษปรับ-ต้องตักเตือนก่อน ห้ามกดดัน-บังคับจ่ายค่าปรับตรงจุดตรวจ
เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้ช่วย ผบ.ตร.ปรท.ผบ.ตร. เซ็นคำสั่งด่วน ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร งดเว้นการสวมหมวกคลุมศีรษะและใบหน้า หรืออุปกรณ์ที่มีลักษณะปิดบังใบหน้าขณะปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้สามารถแสดงตนต่อประชาชนได้อย่างเปิดเผย และการบังคับใช้กฎหมายจราจร ให้ยึดหลัก “ตักเตือนก่อนปรับ” และ “ปรับแบบขั้นบันได” ยกเว้นในฐานความผิดที่เป็นพฤติกรรมที่จะก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้น เช่น ขับรถย้อนศร ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร ขับขี่รถในขณะเมาสุรา หรือการแข่งรถในทาง เป็นต้น
เนื่องจากปัจจุบันปรากฏข้อเท็จจริงว่ายังคงพบเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรบางนาย ไม่ปฏิบัติตามข้อสั่งการดังกล่าวอย่างเคร่งครัด ไม่สอดคล้องกับนโยบายและข้อสั่งการของ ผบ.ตร. ที่ได้กำชับไว้ สะท้อนให้เห็นว่าการกำกับดูแลและการกวดขันของผู้บังคับบัญชายังไม่ทั่วถึงและขาดความต่อเนื่อง เพื่อให้การปฏิบัติตามนโยบายและข้อสั่งการดังกล่าวเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ และเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม จึงให้หน่วยที่เกี่ยวข้องดำเนินการดังนี้
ให้ผู้บังคับบัญชาทุกหน่วย กำชับ ชี้แจง และกวดขันเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรในสังกัด ให้ถือปฏิบัติตามนโยบายและข้อสั่งการของ ผบ.ตร. อย่างเคร่งครัด โดยให้แต่งเครื่องแบบให้ถูกต้องตามระเบียบ ห้ามสวมหมวกคลุมศีรษะและใบหน้า ผ้าคลุมใบหน้าและลำคอ (โม่ง) หรือใช้อุปกรณ์อื่นใดในลักษณะที่ปิดบังใบหน้าขณะปฏิบัติหน้าที่
ทั้งนี้ กรณีมีความจำเป็นต้องป้องกันฝุ่นละอองหรือแสงแดด ให้ใช้หน้ากากอนามัยและแว่นตาป้องกันแสงแดดแทนตามความเหมาะสม และเมื่อมีการเรียกตรวจผู้กระทำความผิดกฎหมายจราจรหรือดำเนินการออกใบสั่ง ให้ถอดแว่นตากันแดดและหน้ากากอนามัยออกชั่วคราว เพื่อให้ประชาชนสามารถมองเห็นใบหน้าและระบุตัวตนของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติได้อย่างชัดเจน
ทั้งนี้ ให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับ ควบคุม กำกับดูแล และตรวจสอบการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ในสังกัดอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อมิให้เกิดการฝ่าฝืนหรือละเลยการปฏิบัติตามข้อสั่งการดังกล่าวอีก (ให้ยกเว้นการปฏิบัติสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติภารกิจนำขบวน ซึ่งจำเป็นต้องใช้ความเร็วในการขับขี่รถจักรยานยนต์ เพื่อป้องกันแรงปะทะของกระแสลมขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วบนทางพิเศษ อันอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่)
นอกจากนี้ การบังคับใช้กฎหมายจราจร ให้ยึดหลักการว่ากล่าวตักเตือนก่อนปรับ โดยเฉพาะกรณีการกระทำความผิดเล็กน้อยและเป็นการกระทำความผิดครั้งแรก ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรใช้ดุลพินิจว่ากล่าวตักเตือนและสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎจราจรแก่ผู้กระทำความผิดเป็นลำดับแรก โดยก่อนการออกใบสั่ง ให้ตรวจสอบประวัติการว่ากล่าวตักเตือนผ่านระบบ PTM ก่อนทุกครั้ง สำหรับกรณีที่มีการกระทำความผิดซ้ำ หรือมีความจำเป็นต้องดำเนินการออกใบสั่ง ให้พิจารณาใช้มาตรการปรับแบบขั้นบันได ตามลักษณะและพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิด โดยคำนึงถึงความเหมาะสม ความได้สัดส่วน และความปลอดภัยของประชาชน
ทั้งนี้ ห้ามเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร บังคับ กดดัน หรือกำหนดเงื่อนไขให้ผู้กระทำความผิดต้องชำระค่าปรับ ณ จุดตรวจ โดยให้แจ้งสิทธิ ขั้นตอน กำหนดระยะเวลาในการชำระค่าปรับ และช่องทางการชำระค่าปรับที่ถูกต้องตามกฎหมายแก่ประชาชนอย่างชัดเจน และห้ามเรียกรับเงินหรือผลประโยชน์อื่นใดโดยมิชอบโดยเด็ดขาด
ให้ สท. จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับนโยบายและแนวทางการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ตามข้อสั่งการของ ผบ.ตร. พร้อมทั้งเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และชี้แจงข้อมูลต่อสื่อมวลชน เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ



