บุ๋ม-ก๊อต นอนคุกคืนแรก ราชทัณฑ์ชี้ปรับตัวได้ หลับดี กักโรค5วัน-ยันยึดระเบียบ ปปง.ลุยตรวจเป๋าหรูปลอม ตร.จ่อเรียกแถว2-3ให้การ
เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ทีมโฆษกประจำกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยรายงาน จากผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงกลาง ถึงความเป็นอยู่ของ น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือบุ๋ม อดีตประธานมูลนิธิองค์กรทำดี หลังถูกคุมตัวเข้าทัณฑสถานหญิงกลาง เพื่อเข้าสู่กระบวนการฝากขังระหว่างพิจารณาคดีฉ้อโกงเงินบริจาค โดย น.ส.ปนัดดา ไม่ได้รับประทานอาหารเช้าของทางทัณฑสถานฯ ซึ่งเป็นเมนูแกงจืดหัวผักกาดสดใส่ซี่โครงหมู เนื่องจากเจ้าตัวมีพฤติกรรมปฏิบัติตามปกติที่ไม่รับประทานอาหารเช้า และมักจะเลือกดื่มเพียงกาแฟ โดยแจ้งความประสงค์รอรับประทานอาหารในมื้อกลางวันทีเดียว เป็นเมนูต้มข่าไก่ พร้อมผลไม้แตงโม
รายงานข่าวแจ้งว่า ระหว่างที่ น.ส.ปนัดดา อยู่ในกระบวนการกักโรคตามมาตรการนั้น เจ้าตัวสามารถพูดคุยปรับตัวกับเพื่อนร่วมห้องได้เป็นอย่างดี ไม่มีพฤติกรรมแยกตัว หรือแสดงอาการเครียดออกมาให้เห็นแต่อย่างใด ทั้งนี้ น.ส.ปนัดดา ได้แจ้งความประสงค์ขอสนับสนุนหนังสือสวดมนต์และหนังสือนิยายจากเจ้าหน้าที่เพื่อนำมาอ่านในช่วงเวลาดังกล่าว
กรมราชทัณฑ์ชี้เเจงว่า ได้ดำเนินการรับตัวทั้งสองรายเข้าสู่กระบวนการควบคุมตัวตามระเบียบและมาตรฐานปฏิบัติงานของเรือนจำ (SOPs) เช่นเดียวกับผู้ต้องขังทั่วไปอย่างเท่าเทียม
ทีมโฆษกประจำกรมราชทัณฑ์ รับรายงานจากผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงกลาง ว่า เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมาเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ได้รับตัว นายอธิป อนันทวรรณ สามี น.ส.ปนัดดา ในคดีร่วมกันฉ้อโกงประชาชน จากศาลอาญา เป็นผู้ต้องขังระหว่างสอบสวนเมื่อเข้าสู่เรือนจำแล้ว พยาบาลเวรได้ตรวจสุขภาพแรกรับ พบว่า นายอธิปรู้สึกตัวดี สามารถตอบคำถามได้ รู้เรื่อง และช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่มีอาการเหนื่อยหอบ อย่างไรก็ตาม นายอธิปได้แจ้งว่าตนเองมีโรคประจำตัว คือ โรคเกาต์และโรคไต ระหว่างนี้เจ้าหน้าที่จึงส่งนายอธิป ไปกักกันโรคผู้ต้องขังใหม่ ระยะเวลา 5 วัน ที่แดน 2 หรือแดนแรกรับ ตามมาตรการ
นายวิทยา นีติธรรม รองเลขาธิการ ปปง. และในฐานะโฆษกสำนักงาน ปปง. เปิดเผยถึงขั้นตอนการดำเนินการกับทรัพย์สินที่ได้มาจากการตรวจยึดและอายัดไว้ชั่วคราวโดยพนักงานสอบสวน ก่อนส่งต่อสำนวนรายการทรัพย์สินให้สำนักงาน ปปง. ดำเนินการตามกฎหมาย โดยเฉพาะการตรวจสอบและประเมินมูลค่าของทรัพย์สินก่อนขายทอดตลาดเพื่อนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด มาชดใช้เฉลี่ยคืนแก่ผู้เสียหาย
โดยภายหลังจากที่พนักงานสอบสวนได้มีการตรวจยึดทรัพย์สินในคดีได้มีการทำสรุปสำนวนรายการทรัพย์สิน ว่ามีทรัพย์สินรายการใดบ้างที่ตรวจยึดมา ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินจำพวกกระเป๋าแบรนด์เนม เครื่องประดับ นาฬิกาหรู ที่ดิน หรือรถยนต์ เพราะในการตรวจยึด พนักงานสอบสวนจะไม่รู้ในทันทีว่าทรัพย์สินนั้นเป็นของแท้หรือไม่แท้ แต่รู้เพียงว่ามีลักษณะคล้ายเป็นของแบรนด์เนม จึงต้องยึดมาไว้ตรวจสอบก่อน และเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนของ ปปง. ที่จะมีมาตรการทางทรัพย์สินก่อนขายทอดตลาด โดยเฉพาะการตรวจสอบทรัพย์สินและประเมินมูลค่า ซึ่ง ปปง. จะมีการทำหนังสือเชิญผู้เชี่ยวชาญให้มาร่วมตรวจสอบว่าทรัพย์สินนั้นเป็นของจริง หรือของปลอม เพื่อประเมินมูลค่า และจะได้นำไปขายทอดตลาดก่อนนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด มาชดใช้เฉลี่ยคืนแก่ผู้เสียหายในคดี
สำหรับกระบวนการที่พนักงานสอบสวนตำรวจอยู่ระหว่างขยายผลนั้น จะพบว่าดูในเรื่องธุรกรรมทางการเงินของกลุ่มคนแถวที่สอง และกลุ่มคนแถวที่สาม ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับผู้ต้องหาหลักในคดี ซึ่งในภาษาของ ปปง. เราจะเรียกว่า “ผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์” เพราะส่วนใหญ่แล้วตามกฎหมายของ ปปง. และในคดีส่วนใหญ่ที่เราเคยทำ จะพบว่าทรัพย์สินที่เป็นของผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์ มักจะมีความเชื่อมโยงสันนิษฐานได้ว่าอาจเป็นทรัพย์ที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ดังนั้น หน้าที่หลักของผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์ก็จะต้องมาพิสูจน์ให้ได้ว่าได้รับทรัพย์สินหรือเงินนั้นมาได้อย่างไร
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับรายการทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานสอบสวนตำรวจได้ตรวจยึดและอายัดมานั้น ยังคงอยู่ในความรับผิดชอบของพนักงานสอบสวนตำรวจ และยังไม่ได้มีการส่งรายการทรัพย์สินให้กับทางสำนักงาน ปปง. เพื่อมีมาตรการทางทรัพย์สินแต่อย่างใด



