เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงราย นายภัทรกฤต ดวงสนิท ตัวแทนผู้ปกครองและคณะศิษย์เก่าโรงเรียนเชียงรายวิทยาคม นำกลุ่มเพื่อนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 ของโรงเรียนเชียงรายวิทยาคม จำนวน 4-5 คน เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อ พ.ต.ท.สันติ ศิริสำราญ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองเชียงราย เพื่อให้ดำเนินการเอาผิดกับ นายเอ (นามสมมุติ) ครูพละของโรงเรียนในข้อหาทำร้ายร่างกายและทำร้ายจิตใจเด็กนักเรียน ภายหลังครูคนดังกล่าวได้ทำการด่าทอและทำร้ายร่างกายเด็กนักเรียนของโรงเรียนจำนวนหลายคน
น.ส.นก(นามสมมุติ) อายุ 17 ปี หนึ่งในผู้เสียหาย เปิดเผยว่าถูกครูคนดังกล่าวรังแกมาตั้งแต่เรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4 แล้ว โดยทั้งตบหัวและเตะอย่างไม่มีเหตุผล อีกทั้งพูดด่าทอโดยใช้คำหยาบคายว่าเป็นโสเภณีบ้าง โดยใช้คำว่ากูมึงตลอดเวลาทั้งที่ตนก็พูดดีกับอาจารย์ทุกคน ซึ่งยังไม่ทราบสาเหตุที่ตนต้องถูกกระทำแบบนี้จะมีบ้างที่มาโรงเรียนสาย ซึ่งไม่ได้พูดหรือทำในที่ลับตาคนแต่เป็นที่สาธารณชนที่มีนักเรียนอยู่เป็นจำนวนมากทำให้ตนต้องอับอายคนอื่นและสะเทือนจิตใจเป็นอย่างมาก โดยได้บอกเรื่องนี้กับทางผู้ปกครอง อาจารย์ และทางฝ่ายปกครองแล้วแต่ก็ไม่มีใครดำเนินการอะไร แต่ครูกลับมาใช้อิทธิพลข่มขู่และด่าทอและทำร้ายร่างกายอยู่บ่อยครั้งทำให้ระยะหลังจึงไม่อยากไปโรงเรียนจนกระทั่งในช่างภาคเรียนที่ 1 ของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จึงตัดสินใจย้ายไปเรียนยังโรงเรียนอื่น แต่มาทราบว่าหลังตนย้ายไปนักเรียนคนอื่นๆ ก็โดนในลักษณะเดียวกันจึงมาร่วมกับพวกเพื่อนๆ แจ้งความเพื่อให้เอาผิดกับครูเพื่อไม่ให้ทำกับนักเรียนรุ่นน้องอื่นๆ ต่อไป
ด้านนายภัทรกฤต กล่าวว่าในฐานะศิษย์ทนเห็นอาจารย์ที่มีพฤติกรรมแบบนี้ไม่ได้เพราะเคยเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้มาก่อน ซึ่งอาจารย์ที่ผ่านๆ มาจะเป็นคนดีทั้งหมดและตนก็รักโรงเรียนนี้มาก แต่มีอาจารย์เพียงคนเดียวที่มีพฤติกรรมไม่ดีทำให้เสียชื่อเสียงโรงเรียน นักเรียนก็ไม่อยากมาเรียนซึ่งนักเรียนที่มาแจ้งความเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นเพราะส่วนใหญ่ยังเป็นเด็กจึงไม่กล้าที่จะมีเรื่องราวเพราะเกรงจะมีผลต่อการเรียนซึ่งที่รับแจ้งมามีถูกกระทำถึง 50-60 คน หากปล่อยไว้ให้เป็นอยู่อย่างนี้ในอนาคตจะเกิดความเสียหายต่อโรงเรียนจึงอยากให้มีการเอาผิดทางวินัยและทางกฎหมายเพื่อไม่ให้อาจารย์คนนี้กระทำกับนักเรียนคนอื่นๆ อีก ซึ่งได้แจ้งเรื่องไปยังกระทรวงศึกษาธิการและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาให้รับทราบแล้ว
พ.ต.ท.สันติ กล่าวว่า ได้ทำการบันทึกถ้อยคำของเด็กนักเรียนที่เสียหายไว้เป็นหลักฐาน เพื่อบันทึกประจำวันไว้ก่อน เนื่องจากเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายหรือการด่าทอเด็กนักเรียนได้เกิดขึ้นก่อนหน้านี้แล้ว และต่างที่ต่างเวลา ทำให้มีการบันทึกประจำวันไว้ เพื่อให้ทางผู้เสียหายไปยื่นต่อทางกระทรวงศึกษาธิการหรือต้นสังกัดเพื่อมีการสอบสวนทางวินัยต่อไป หากกระทำความผิดตามที่ถูกล่าวอ้างจริงก็จะมีการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

