จากกรณีที่นายดิลกะ ลัทธพัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์ด้านทรัพยากรมนุษย์ กลุ่มงานการศึกษา ธนาคารโลก สำนักงานประเทศไทย กล่าวถึงเรื่อง “ความเหลื่อมล้ำกับคุณภาพการศึกษา” ระบุว่า “แนวทางที่จะช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำกับคุณภาพการศึกษาได้คือ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ควรควบรวมโรงเรียน ซึ่งจะลดจำนวนโรงเรียนจาก 30,506 โรง เหลือ 17,766 โรง ห้องเรียนจาก 344,009 ห้อง เหลือ 259,561 ห้อง ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการบุคลากรได้ เพราะครูจะลดลงจากเดิมที่มีอยู่ 475,717 คน เหลือเพียง 373,620 คน หากทำได้ตามโมเดลดังกล่าว จะเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการศึกษาได้อย่างมหาศาล
(อ่านข่าว ‘เวิลด์แบงก์’ ชงควบรวม ร.ร.เล็กเหลือ 1.7 หมื่นแห่ง)
โดยประเด็นสำคัญคือ
1) จากการศึกษาแผนที่โรงเรียนทั่วประเทศพบว่า โรงเรียนเครือข่ายจำนวน 12,740 แห่ง สามารถนำมาควบรวมกับโรงเรียนศูนย์กลาง (แม่เหล็ก) จำนวน 9,511 โรง ซึ่งอยู่ห่างกันไม่เกิน 30 นาที และจะเหลือโรงเรียนเล็กที่อยู่ห่างไกล 1,098 โรง
2) หากใช้เกณฑ์ห่างกันไม่เกิน 10 นาที จะทำให้มีโรงเรียนเครือข่ายจำนวน 11,746 แห่ง ที่สามารถนำมาควบรวมกับโรงเรียนศูนย์กลาง (แม่เหล็ก) จำนวน 9,511 โรงได้ และจะเหลือโรงเรียนเล็กที่อยู่ห่างไกล 2,077 โรง
3) โรงเรียนเล็กที่อยู่ห่างไกล 2,077 โรงนี้ จะต้องไม่นำมาควบรวม แต่จะจัดสรรครูให้ครบชั้น ครบวิชา (ตามแบบจำลองคำนวณความต้องการครู) รวมถึงจัดสรรทรัพยากรการเรียนการสอนอื่นๆ และปรับปรุงอาคารเรียน และสิ่งแวดล้อมภายในโรงเรียนให้ได้มาตรฐานที่กำหนด และ/หรือ ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วยเพิ่มเติมสำหรับโรงเรียนที่ห่างไกล และไม่สามารถหาครูให้ได้ครบตามที่กำหนด (นโยบายนี้สามารถทำได้หากเหลือโรงเรียนเล็กที่อยู่ห่างไกลเพียง 2,077 โรง แต่จะไม่สามารถทำได้หากมีโรงเรียนขนาดเล็กมากกว่า 17,000 โรงดังเช่นในปัจจุบัน)
และ 4) ภาครัฐจะต้องอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการขนส่งนักเรียน หรือจัดให้มีรถรับส่งนักเรียนที่ปลอดภัยและไม่เก็บค่าใช้จ่าย สำหรับนักเรียนที่ต้องมีภาระต้องเดินทางไกลขึ้น
“มติชนออนไลน์” สอบถามความเห็นผู้อ่านว่า คิดว่าการควบรวมโรงเรียนเพื่อลดจำนวนโรงเรียนลง จะเป็นผลดีหรือไม่ และจะช่วยเพิ่มคุณภาพให้นักเรียนได้หรือไม่ อย่างไร
ผลสำรวจทางทวิตเตอร์พบว่า มีผู้ตอบว่า ไม่แน่ใจถึง 62 เปอร์เซ็นต์ และตอบว่าเป็นผลดี 38 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นไปในแนวทางเดียวกับการสำรวจบนเฟซบุ๊ก ที่ตอบว่า ไม่แน่ใจ 61 เปอร์เซ็นต์ และคิดว่าเป็นผลดี 39 เปอร์เซ็นต์
โดยผู้อ่านส่วนใหญ่มองว่า เหตุที่ตอบว่าไม่แน่ใจ เนื่องจากยังมีเงื่อนไขต่างๆมากมายเกี่ยวกับการเรียนการสอน และการควบรวมโรงเรียนว่าจะเป็นไปในแนวทางไหน อย่างไร จึงไม่สามารถตอบได้ว่าจะเป็นผลดีหรือไม่
ผู้อ่านรายหนึ่ง แสดงความเห็นว่า เรายังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่าการที่มีจำนวนโรงเรียนและครู(บุคลากรทางการศึกษา) ในปัจจุบัน เป็นอุปสรรคต่อการเรียนการสอนหรือต่อพัฒนาการศึกษาอย่างไร และหากลดจำนวนโรงเรียน ลดจำนวนครูแล้ว จะทำให้การเรียนการสอนและการพัฒนาการศึกษาดีได้อย่างไร จึงยากที่จะตอบว่าอย่างไรดีกว่ากัน
ความเห็นหนึ่ง ระบุว่า “ถ้าเราสืบเสาะจะพบว่า โรงเรียนในสังกัด สพฐ. บางโรงเรียน มีนักเรียนไม่ถึง 40 คน สาเหตุเพราะ 1. ผู้ปกครองส่งเด็กไปเรียนที่โรงเรียนในสังกัดเทศบาลหรือองค์กรส่วนท้องถิ่น ซึ่งจัดการศึกษาดีกว่า สพฐ. 2. สาเหตุที่ สพฐ.ไม่ยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็กเพราะมันมีตำแหน่ง ผอ.โรงเรียน หลายโรงเรียนมีตำแหน่ง ผอ.โรงเรียน แต่ในโรงเรียนมีนักเรียนต่ำ 40 คน จำเป็นต้องหาเด็กผีมามีชื่อในโรงเรียน เพื่อตำแหน่ง ผอ. และงบประมาณ 3. โรงเรียนในสังกัด สพฐ.คอยแต่จะฟังและรับนโยบายหน่วยเหนือ ซึ่งหน่วยเหนือของโรงเรียนคือ สพป. คอยจะเรียกครูเขาอบรมสัมมนาเพื่อผลาญงบประมาณ ของ สพฐ. และทำให้นักเรียนไม่มีครูสอนนักเรียนถือโอกาสปิดโรงเรียนบ่อยมาก ผู้ปกครองเบื่อหน่ายจึงย้ายบุตรหลานไปเข้าโรงเรียนในสังกัดเทศบาลหรือ อปท.)
ผู้อ่านรายหนึ่ง ระบุว่า ควรจะลดจำนวนโรงเรียนลง ถ้ามองในแง่เศรษฐศาสตร์ ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน 1.โรงเรียนที่อยู่ในตำบลเดียวกัน ระยะทางห่างกันไม่เกิน 5 กม.ที่มีนักเรียนน้อยกว่า 100 คน ควรเอามาเรียนรวมกัน โดยเอาโรงเรียนใดโรงเรียนหนึงเป็นศูนย์กลาง ลดตำแหน่ง ผอ.รอง.ฯลง แล้วเอางบประมาณส่วนนั้นมาบริหารน่าจะดีกว่า การบริหารจัดการหลายเรื่องมันจะง่ายได้ผล และเห็นเป็นรูปธรรมมากว่า
ผู้อ่านที่เห็นว่าเป็นผลดี ระบุว่า สมควรจะทำมานานแล้ว เพราะการควบรวมโรงเรียนที่มีขนาดเล็ก และทำโรงเรียนให้มีขนาดและคุณภาพใกล้เคียงกันจะทำให้ลดค่าใช้จ่ายงบประมาณได้มากขึ้นหลายเท่าจากปัจจุบัน และอย่าเอาการศึกษาไปยึดติดกับการเมือง
อีกคนที่มองว่าเป็นผลดี ให้เหตุผลว่า ช่วยลดงบฟุ่มเฟือย เพราะตำแหน่งผู้บริหารโรงเรียน มีนักเรียน 40-50 คน มีตำแหน่งผอ.ครู 3-4 คน การเรียนครูเอกรายวิชาสอนจะให้ได้ครบอย่างไร มันคือความเหลื่อมล้ำ
อีกความเห็น มองว่า ปัญหาที่แท้จริงของการศึกษาไทยคือคนเขียนหลักสูตรไม่เคยสอน ส่วนคนสอนไม่ได้เขียน คนเขียนไม่รู้จักข้อมูลสภาพแวดล้อม
โดยสามารถอ่านความคิดเห็นทั้งหมดได้ที่

