ประชาคมคณะรัฐศาสตร์ฯ ม.บูรพา ขอ 2 อาจารย์แสดงความกล้าหาญทางจริยธรรม ยุติปฏิบัติหน้าที่ จนกว่าคดีทุจริตจะคลี่คลาย แนะรับฟังเสียงประชาคม เรียกความเชื่อมั่นทุกฝ่าย
จากกรณีที่ตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เดินทางไปที่ คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยชื่อดังชลบุรี ต่อมามีการเปิดเผยว่าเป็น ม.บูรพา เพื่อแจ้งข้อกล่าวหากับ ผศ.ดร.ธีรพงษ์ บัวหล้า อายุ 48 ปี คณบดี และ นางศญาพัฒน์ กิตติสารวัณโณ อายุ 46 ปี รักษาการหัวหน้าสำนักงานคณบดี กรณีจัดโครงการอบรมวิชาการ และมีการเบิกจ่ายเงินค่าวิทยากรไม่ชอบมาพากล และจากการตรวจสอบอย่างละเอียดยังพบว่า ไม่มีการจัดดำเนินการอบรมสัมมนาตามที่มีการกล่าวอ้าง ทำให้เชื่อว่าน่าจะเป็นการทุจริตเงินงบประมาณนั้น
ล่าสุด เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ออกแถลงการประชาคมคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ต่อกรณีดังกล่าว พร้อมแนบรายชื่อท้ายแถลงการรวม 61 ราย ซึ่งแถลงการเปิดเผยถึงความรู้สึกเสียใจอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และตระหนักถึงวิกฤตศรัทธา จึงยินดีให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อให้เกิดความกระจ่างแจ้ง ให้ความยุติธรรมปรากฏต่อสังคม และขอแถลงการณ์แสดงเจตจำรงต่อการดำเนินการในกรณีดังกล่าว ดังนี้
1.ประชาคมขอสนับสนุนให้การดำเนินการโดยใช้กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมายต่อข้อกล่าวหาการทุจริตในโครงการบริการวิชาการดังกล่าวอย่างตรงไปตรงมา เพื่อยุติปัญหาที่เกิดขึ้น และสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย ทั้งผู้ร้องและผู้ถูกร้อง โดยเน้นประโยชน์ของมหาวิทยาลัยเป็นสำคัญ
2.ประชาคมขอเรียกร้องให้คณบดีและผู้รักษาการแทนหัวหน้าสำนักงานคณบดี แสดงความกล้าหาญทางจริยธรรม รวมถึงรักษาไว้ซึ่งเกียรติของคณะ โดยการยุติการปฏิบัติหน้าที่เพื่อความโปร่งใสและป้องกันไม่ให้เกิดการใช้อำนาจหน้าที่เข้าไปข้องเกี่ยวกับพยานบุคคล และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมส่วนรวม กรณีคณบดีและผู้รักษาราชการแทนหัวหน้าสำนักงานคณบดีไม่ยุติการปฏิบัติหน้าที่ ขอให้สภามหาวิทยาลัย หรืออธิการบดีสั่งพักการปฏิบัติหน้าที่ จนกว่าผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงจะปรากฏ
แม้ว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 29 วรรค 2 จะบัญญัติว่า “ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหา หรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุด แสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้” ซึ่งรับรองหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ว่าเป็นหนึ่งในสิทธิของปวงชนชาวไทย ทั้งนี้ ผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนงานของหน่วยงานในกำกับของรัฐ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ จะต้องมีความประพฤติที่อยู่ในกรอบของวินัยและจรรยาวิชาชีพอย่างเคร่งครัด เนื่องจากต้องเป็นผู้ที่เหมาะสมและควรแก่ความไว้วางใจของสาธารณชนด้วย
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ปปป.บุกแจ้งข้อหา 2 ผู้บริหาร มหาวิทยาลัยดังในชลบุรี จัดอบรมทิพย์ ทุจริตค่าจ้างวิทยากร?
- ‘ม.บูรพา’ ตั้งกรรมการสืบข้อเท็จจริง อาจารย์จัดอบรมทิพย์ กินงบค่าวิทยากร
- ‘โอฬาร’ โวยสื่อดัง ใช้รูปข่าวคดีทุจริต ‘โดนยกเลิกงาน’ ถามหาจรรยาบรรณ คาใจ มีเจตนาอะไร ?
- รายการหมาแก่ โร่ขอโทษ ‘ดร.โอฬาร’ ใช้ภาพในคดีทุจริต ม.บูรพา ทั้งที่ไม่เกี่ยวข้อง
3.ประชาคมขอเรียกร้องให้สภามหาวิทยาลัยและอธิการบดีแสดงความจริงใจต่อการแก้ปัญหาของคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ โดยการรับฟังเสียงของประชาคมที่แท้จริง เพื่อให้เกิดความเข้าใจปัญหา และสร้างความเชื่อมั่นแก่บุคลากร นิสิต ผู้ปกครอง ศิษย์เก่า และผู้ใช้บัณฑิตของคณะ
ประชาคมยังยืนยันในความมั่นคงทางการบริหารแบบมีธรรมาภิบาล อีกทั้งระบบและกลไกในการศึกษาของนิสิตที่ยังคงดำเนินการได้อย่างปกติ มีระดับเสรีภาพทางวิชาการอย่างเต็มเปี่ยม อีกทั้งความร่วมมือทางวิชาการกับสถาบันต่างๆ ยังอยู่ในระดับที่ได้รับความเชื่อมั่นเช่นเดิม
ประชาคมขอแถลงว่าเรายังคงยึดมั่นต่อภารกิจที่มีต่อประเทศชาติ คือการเน้นผลิตบัณฑิตรับใช้สังคมไทยด้วยคุณภาพทางวิชาการและจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นบททดสอบธรรมาภิบาลที่คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ รวมถึงมหาวิทยาลัยจะก้าวผ่านไปให้ได้ในเร็ววัน




