อธิบดีกรมศิลป์สั่งทบทวนเปลี่ยนชื่อ ‘เจดีย์ภูเขาทอง’ ให้สำนักศิลปากรที่ 5 ตั้งชื่อถูกต้องตามหลักวิชาการ พร้อมรับฟังความเห็น ถ้ากระทบความรู้สึกชุมชน
กรณีชาวอำเภอศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี ร่วมลงนามท้ายจดหมายส่งร้องเรียนถึงนายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เพื่อขอให้แจ้งไปยังกรมศิลปากร ให้ทบทวนการเปลี่ยนป้ายชื่อ “โบราณสถานหมายเลข 3” อ.ศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี จาก “เจดีย์ภูเขาทอง” เป็น “เชิงเทินสําหรับสังเกตการณ์ของเมือง” นั้น
อ่านรายละเอียด ชาวศรีมโหสถ ฮือค้านกรมศิลป์ ‘เปลี่ยนชื่อภูเขาทอง’ อดีต ส.ว. ร่อนจม.ร้อง รมว.วัฒนธรรม หวั่นกระทบ ปวศ.ท้องถิ่น
เมื่อวันที่ 18 มกราคม นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า การเปลี่ยนชื่อครั้งนี้ เป็นไปตามโครงการการเปลี่ยนป้ายชื่อโบราณสถานภายใน อ.ศรีมโหสถ ทั้งหมด เริ่มดำเนินการมาประมาณ 1-2 ปีที่ผ่านมา ขณะนั้นได้ให้นักวิชาการช่วยตรวจสอบความถูกต้อง และมีการเสนอให้เปลี่ยนชื่อจากเจดีย์ภูเขาทอง มาเป็นเชิงเทินสำหรับสังเกตการณ์ของเมือง ซึ่งไม่ได้คิดว่าจะมีผลกระทบต่อความรู้สึกของชาวบ้าน ดังนั้น กรมศิลปากรจึงขอให้สำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี ตรวจสอบ และทบทวนเรื่องดังกล่าว โดยขอให้รับฟังความคิดเห็นของชาวบ้าน ถ้าเกิดปัญหากระทบต่อความรู้สึกของชาวบ้าน และคนในชุมชน ก็ให้เปลี่ยนกลับไปใช้ชื่อเดิม
“สำหรับสาเหตุที่เปลี่ยนชื่อ เนื่องจากพบหลักฐานบริเวณดังกล่าว เป็นเชิงเทิน หรือเนินดิน การเสนอเปลี่ยนชื่อดูตามลักษณะของโบราณสถาน ขณะเดียวกันยังพบพระพุทธรูปสำคัญ ซึ่งชาวบ้านอาจไม่อยากให้เปลี่ยนชื่อเป็นเนินดินธรรมดา ทั้งนี้ ชื่อทั้งหมดที่ใช้เรียกโบราณสถาน เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นมาภายหลัง เดิมกำหนดเป็นหมายเลข ดังนั้น นอกจากจะต้องตั้งชื่อให้ถูกต้องตามหลักวิชาการแล้ว ต้องคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของโบราณสถานที่แท้จริงด้วย” นายพนมบุตรกล่าว
นายเอนก สีหามาตย์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า โดยหลักการเปลี่ยนชื่อโบราณสถาน จะต้องมีหลักฐานสำคัญ 2 ประการ คือขุดค้นพบหลักฐานใหม่ หรือมีเอกสารหลักฐานที่น่าเชื่อถือ มาอธิบายเหตุผลที่สมควรต้องเปลี่ยนชื่อให้เป็นไปตามข้อเท็จจริง ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ทั้งนี้ เจดีย์ภูเขาทอง ซึ่งตั้งอยู่ใน อ.ศรีมโหสถ อยู่ในยุคทวารวดี เป็นยุคที่เน้นในเรื่องของอาชีพ ความเป็นอยู่ของประชาชน และความเจริญรุ่งเรืองทางด้านศาสนา การปรับเปลี่ยนชื่อเป็น “เชิงเทินสําหรับสังเกตการณ์ของเมือง” เป็นคำที่แสดงถึงการเผยแพร่อาณานิคม ดังนั้น กรมศิลปากรคงต้องไปศึกษา หรือขุดค้นหลักฐานทางโบราณคดี เพื่ออธิบายถึงหลักการเหตุและผลของการเปลี่ยนชื่อในครั้งนี้
“ความเห็นส่วนตัวไม่ยืนยัน และยังไม่เห็นด้วย กับการเปลี่ยนชื่อ เพราะเท่าที่ดูตามหลักฐานทางโบราณคดี พื้นที่ จ.ปราจีนบุรี ในยุคสมัยทวารวดี ยังไม่มีพลังอำนาจเพียงพอที่จะขยายตัว หรือเผยแพร่อาณานิคม การเรียกชื่อสถานที่ต่างๆ ทางประวัติศาสตร์ อาจมีที่มาจากชาวบ้านเล่าสู่กันฟัง จากปากต่อปากมาเป็น 100 ปี จนกลายเป็นชื่อบ้านนามเมือง ดังนั้น ชื่อเจดีย์ภูเขาทอง จึงอาจมีความหมายตามคติความเชื่อทางศาสนา การเปลี่ยนชื่อเป็นเชิงเทินสำหรับสังเกตการณ์ของเมือง จะต้องมีหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับสงคราม และการต่อสู้ เพื่ออธิบายหลักเหตุ และผล ที่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ให้สังคม และประชาคมในท้องถิ่นเข้าใจ และยอมรับเช่น จ.สุโขทัย สมัยก่อนจะมีวัดชื่อ วัดตาเถรขึงหนัง ซึ่งเป็นชื่อที่มีการบอกกล่าวกันมาปากต่อปากกว่า 100 ปี ต่อมาเมื่อขุดค้นพบจารึกหลักฐานสำคัญ จึงเปลี่ยนชื่อเป็นวัดศรีพิจิตรกิรติกัลยาราม เนื่องจากมีหลักฐานทางโบราณคดี อธิบายได้อย่างชัดเจน” นายเอนกกล่าว

